พามารู้จักเครื่องปรุงรสชาติอย่างจีน…หนึ่งในเหตุผลของความอร่อย

ประเทศจีนมีพื้นที่ขนาดใหญ่และมีผู้คนจำนวนมาก ทำให้ชนิดของอาหารจีนนั้นก็มีความหลากหลายเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน ทั้งในด้านของรูปร่างลักษณะ รสชาติ กลิ่นสี รวมถึงวัตถุดิบและเครื่องปรุงรสที่ใช้ในการประกอบอาหาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดมนต์เสน่ห์ของอาหารจีน จนเป็นที่ติดอกติดใจของนักท่องเที่ยวที่ได้มาลิ้มชิมรสกัน ตอนนี้หลายคนคงอยากจะรู้แล้วซิว่าวัตถุดิบหรือเครื่องปรุงรสอะไรบ้าง ที่ช่วยรังสรรค์อาหารจีนให้ออกมาเป็นเอกลักษณ์ขนาดนี่ ไม่ต้องรอไม่เสียเวลามารู้จักเครื่องปรุงตัวแรกกันก่อนเลย

“ซอสงาบด” (Chinese sesame paste) เป็นซอสที่ทำจากงาขาวบดละเอียด ผสมกับน้ำมันงาหรือน้ำมันพืช บางสูตรอาจจะใส่ถั่วสิสงที่นำมาบดลงละเอียดไปด้วย ตัวซอสงาบดจะมีลักษณะเป็นเนื้อครีมสีขาวนวลเนียนไม่ข้นมากนัก เมื่อตั้งทิ้งไว้จะเกิดการแยกชั้นระหว่างตัวน้ำมันกับเนื้องาบด ซึ่งไม่ต้องตกใจไปเพียงแค่คนให้เข้ากันก็สามารถนำมาใช้ในการประกอบอาหารได้แล้ว ซอสงาบดนี่เป็นเครื่องปรุงอีกชนิดที่ใช้กันแพร่หลายทั้งในประเทศจีนและฮ่องกง เมนูที่ใช้ซอสงาบดเป็นส่วนประกอบก็มีไม่น้อยเช่นเดียวกัน อาทิ นำซอสงาบดมาใส่ในซอสหมักหมูแดงสูตรฮ่องกง หรือใช้เป็นส่วนผสมชนิดหนึ่งในซอสราดหมูแดงและเป็ดพะโล้สูตรฮ่องกง โดยซอสงาบดจะทำให้ตัวซอสราดมีสีขาวนวลเนียนคล้ายสีของซอสงาบด ฯลฯ

เครื่องปรุงต่อมาที่น่าสนใจคือ “น้ำมันพริก” เครื่องปรุงรสชนิดนี่มีลักษณะเป็นน้ำมันสีแดงเข้มออกส้มเล็กน้อย มีเนื้อพริกป่นละเอียด เอาเม็ดออกหรือเม็ดพริกอย่างเดียวนอนก้นอยู่ในน้ำมันพริกด้านล่าง น้ำมันพริกชนิดนี่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปในประเทศจีนหรือฮ่องกง ส่วนในประเทศไทยก็มีขายตามร้ายขายเครื่องปรุงอาหารจีน แต่หากใครไม่สะดวกที่จะซื้อก็สามารถทำขึ้นเองได้ ซึ่งวิธีทำก็ไม่สลับซ้อนอะไร เพียงแค่นำพริกป่นละเอียดหรือเม็ดพริกมาผัดกับน้ำมันให้เข้ากันก็เป็นอันเสร็จ หากชอบเผ็ดมากก็ใส่พริกป่นละเอียดมาก หากชอบพริกน้อยก็ใส่พริกป่นไม่ต้องเยอะ ใส่เพียงแค่ให้น้ำมันมีสีแดงก็พอ ในบางครั้งอาจใช้ชวงเจียหรือพริกหอมมาผัดกับน้ำมันแทน ซึ่งจะได้น้ำมันพริกชวงเจียแทน เมนูที่ใช้น้ำมันพริกในการปรุงส่วนใหญ่จะเป็นอาหารเสฉวนหรือหูหนาน ทั้งไก่ผัดพริกแห้ง ที่นำเนื้อไก่ พริกแห้ง กระเทียม เครื่องเทศอื่นผัดร่วมกัน ทำการปรุงรส แล้วใส่น้ำมันลงไปเพื่อให้เนื้อไก่มีสีสวยงามรสชาติจัดจ้าน นอกจากนี้น้ำมันพริกยังเป็นหนึ่งในตัวชูรสของเมนูสุกี้เสฉวน ที่มีสีสันและรสชาติร้อนแรงอีกด้วย

เครื่องปรุงจีนนั้นยังมีอีกหลายชนิด และบ้างอย่างไม่สามารถหาซื้อได้ในประเทศ หากใครอยากลองทำเมนูอาหารจีนแบบตั้งตำรับก็อาจจะสั่งซื้อเข้ามา วันนี้คงจะได้พอรู้จักเครื่องปรุงรสในอาหารจีนกันพอหอมปากหอมคอแล้วไว้ครั้งหน้าหากมีโอกาสจะพาไปรู้จักเครื่องปรุงชนิดอื่น ๆ กันอีกเพิ่มเติม

 

พามารอบรู้การถนอมอาหารวิธีต่าง ๆ ทั่วเอเชีย…ที่น่าสนใจจนอยากบอกต่อ

ในสมัยก่อนนั้นอาหารไม่ได้หาซื้อกินสะดวกง่ายดาย หรือมีตู้เย็นไว้ยืดอายุการเก็บรักษาให้นานขึ้นได้ โดยเฉพาะในบางพื้นที่ในทวีปเอเชีย ที่มีช่วงเวลาที่ไม่สามารถออกไปเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ช่วงสภาพแวดล้อมที่หนาวเย็น หรือแห้งแล้งหลายเดือน จึงทำให้เกิดการคิดค้นวิธีการถนอมอาหารให้รูปแบบต่าง ๆ ขึ้นมาอย่างมากมายในหลายประเทศ จากภูมิปัญญาที่สะสมกันมา ซึ่งมีหลายรูปแบบการถนอมอาหารที่คุ้นตาคุ้นตากันดี แต่ก็มีอีกหลายรูปแบบที่ไม่ค่อยได้ยินมากนัก อาทิ

เนื้อน้ำค้าง” หรือแฮมยูนนาน เป็นการถนอมอาหารของชาวยูนนานในประเทศจีน ตัวเนื้อน้ำค้างนี่จะมีลักษณะเป็นเนื้อหรือขาของเนื้อสัตว์ ไม่ว่าเป็นหมู วัว ฯลฯ มาหมักกับเกลือจนเกลือแทรกซึมเนื้อเข้าไปภายในทั่วทั้งชิ้น จากนั้นก็เอาเนื้อที่ได้มาแขวนไว้บนที่สูง เพื่อตากน้ำค้างในตอนกลางคืนและตากแดดในตอนกลางวัน ทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่งก็จะได้เนื้อน้ำค้างที่มีสีน้ำตาลเข้มเริ่มแข็ง และมีกลิ่นรสที่มีเอกลักษณ์มาเก็บไว้กินกันในหน้าหนาว หรือช่วงขาดแคลนอาหารของชาวยูนนาน  ตัวเนื้อน้ำค้างสามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องทั่วไปได้ แต่หากเก็บไว้ในตู้เย็นหรือในอากาศเย็นจัดจะสามารถเก็บไว้ได้นานมากเป็นปีเลยทีเดียว เมนูที่นำเนื้อน้ำค้างมาปรุงอาหารก็มีอยู่หลายเมนู อาทิ ไก่นึ่งกับแฮมยูนนาน เอาไก่ทั้งตัวไปต้ม แล้วเอาเฉพาะเนื้อไก่นำมานึ่งกับแฮมยูนนานที่แล่เป็นแผ่นไม่หนักมากนัก และเห็ดหอมหั่นชิ้นซึ่งเรียงชิดกันเป็นคำ ๆ พอนึ่งเสร็จก็นำคะน้าฮ่องกงวางเรียงรอบ ๆ แล้วราดด้วยซอสที่ปรุงรสเล็กน้อย ก็จะได้เมนูที่มีกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อน้ำค้าง และรสชาติเค็มพอดี ๆ แล้วล่ะ

นอกจากนี้ในประเทศไทยก็มีวิธีการถนอมเนื้อสัตว์ที่ไม่ค่อยคุ้นเคยมากหนัก และแทบจะจางหายไปอยู่วิธีหนึ่งที่เรียกกันว่าการทำ “เนื้อเน่า” ซึ่งเป็นวิธีการถนอมอาหารจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของทางภาคเหนือ โดยการนำเนื้อวัวหรือควายสดคลุกกับเครื่องเทศและสมุนไพรที่ตำพอแหลก มาห่อด้วยถุงไม่ให้แมลงมาวางไข่ แล้วแขวนทิ้งไว้นอกบ้านเกือบ 1 สัปดาห์ ก็จะเนื้อเน่าที่มีสีน้ำตาลคล้ำพร้อมนำมาปรุงอาหารต่อไป ซึ่งการปรุงเนื้อเน่าก็ไม่ยากเพียงแค่นำมาคลุกกับสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ที่คุณสมบัติช่วยในการดับกลิ่น นำไปนึ่งจนสุก จากนั้นก็นำมากินคู่กับน้ำพริกหรือน้ำจิ้มเผ็ด ๆ ก็จะได้รสชาติที่เป็นลักษณะเฉพาะไม่เหมือนหมูนึ่งที่ไหนเลย

วิธีการถนอมอาหารในทวีปเอเชียนี่จริง ๆ แล้วยังมีอีกหลากหลายรูปแบบ ไม่เพียงเพื่อใช้ในการถนอมเนื้อสัตว์เท่านั้นยังมีวิธีในการถนอมพวกผักผลไม้ ฯลฯ อยู่อีกซึ่งสิ่งเหล่านี่เป็นภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของแต่ละท้องถิ่นอันมีเสน่ห์ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของท้องถิ่นนั้น ๆ ออกมาผ่านตัวอาหาร

 

มนต์เสน่ห์แห่งเอกลักษณ์อาหารพม่า หากได้ลองชิมดูก็อดไม่ได้ที่จะหลงรัก

พม่าเป็นประเทศที่มีพื้นที่ส่วนหนึ่งของประเทศติดกับประเทศไทยโดยประเทศพม่ายังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ความเป็นตัวเองดั้งเดิมได้เป็นอย่างมากในเกือบทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการดำเนินชีวิต เสื้อผ้าการแต่งกาย รวมไปถึงลักษณะอาหารการกิน ถึงแม้ประเทศพม่าจะมีความหลากหลายของผู้คนในประเทศ แต่วัตถุดิบในการประกอบอาหารก็มีหลายสิ่งที่เหมือนกันในหลาย ๆ เมนูอาหารพม่า ที่พอได้เห็นก็อดจะนึกถึงอาหารพม่าทุกครั้งไปเสียไม่ได้ ตัวอย่างเช่น

ถั่ว” หากมีโอกาสกินอาหารที่ชาวพม่าขาย โดยเฉพาะแถวพื้นที่ติดกับประเทศพม่า จะพบว่าอาหารส่วนใหญ่จะมีถั่วเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเอาถั่วชนิดต่าง ๆ มาทำการชุบแป้งทอดขายด้วยเด็กน้อยชาวพม่า นำมาทำเป็นขนมขบเคี้ยวบรรจุใส่ซองอย่างดีเก็บไว้กินได้นาน หรือจะอาหารปรุงขายกันสด ๆ ก็มีถั่วให้เห็นแทบทั้งนั้น อาทิ โมฮิงกา เมนูที่ชาวพม่านิยมกินกันเป็นอาหารเช้า มีลักษณะเป็นเส้นกลม ๆ สีขาวราดด้วยน้ำข้น ๆ สีขาวขุ่นอมส้ม คล้ายกับน้ำยาของขนมจีนแกงกะทิของไทยที่มีการนำถั่วสิสงบดผสมลงไปในน้ำราดทำให้รสชาติมีความกลมกล่อมละมุนลิ้น โรยหน้าด้วยเครื่องต่าง ๆ เมนูนี่หากอยากลิ้มชิมรสกันก็สามารถหาซื้อกินได้ทั่วไปในพม่า หรือร้านอาหารพม่าที่เปิดในไทย ฯลฯ นอกจากการทำถั่วมาทำเป็นอาหารคาวกันแล้ว พวกอาหารว่างหรือของหวานพม่าหลายเมนูก็มีถั่วเป็นส่วนประกอบที่ผสมผสานจนได้รสชาติอันลงตัว

วัตถุดิบต่อมาที่มักจะพบในอาหารพม่าก็คือ “เครื่องเทศ” โดยเฉพาะผงกะหรี่และผงขมิ้นที่มักจะเห็นเป็นส่วนผสมในพวกแกงกะทิต่าง ๆ หลายเมนูทำให้อาหารที่ออกมามีสีเหลืองทองหรือสีเหลืองอมส้ม พวกอาหารว่างก็มีการใส่ผงขมิ้นเป็นส่วนประกอบกันไม่น้อยเช่นกันอย่าง ซาโมซ่าที่มีลักษณะเป็นแป้งทอดสีเหลืองทองรูปทรงสามเหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่มากนัก ภายในมีไส้ที่ทำจากถั่ว มันฝรั่ง ผงขมิ้น เครื่องเทศอื่น ๆ แล้วทำการปรุงรสด้วยเกลือ เมนูนี่นิยมกินตอนร้อน ๆ ให้เนื้อสัมผัสกรอบนอกนุ่มใน รสชาติออกเค็มไม่มากแล้วหวานเล็กน้อยจากตัวเนื้อมันฝรั่ง และหอมกลิ่นเครื่องเทศ เมื่อกินคู่กันกับซอสสีแดงอมส้มรสชาติเปรี้ยวนำเผ็ดหวานตามอย่างเบา ๆ จะให้รสชาติที่แปลกใหม่ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว

วัตถุดิบในการประกอบอาหารและลักษณะการกินของชาวพม่านั้นยังมีลักษณะหรือเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกหลากหลายแบบ เช่น การนิยมกินหมากของชาวพม่าที่มีทั้งหมากแบบหวานและหมากแบบยาหรือจะเป็นการกินการดื่มชาก็เป็นที่นิยมและมีอยู่ในเมนูอาหารพม่าอีกหลากเมนูเช่นเดียวกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี่เป็นเอกลักษณ์ที่สร้างความมีเสน่ห์และความประทับใจให้กับคนที่ได้ลองกินอาหารพม่าไม่น้อยกันเลยทีเดียว

 

อยากไปกินอาหารร้านติดดาว MICHELIN GUIDE ไม่ต้องไปไหนไกลในกรุงเทพฯ ก็มี

ประเทศไทยนอกจากจะเป็นเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอันจริงใจแล้ว ประเทศไทยยังเป็นดินแดนแห่งอาหารสรรค์ของนักชิมทั้งหลายทั่วโลก โดยเกือบทุก ๆ ปีอาหารไทยและร้านอาหารในไทยนั้นจะได้รับรางวัลจากเวทีการประกวดต่าง ๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือรางวัล Michelin Stars ที่แสดงถึงมาตรฐานร้านอาหารคุณภาพยอดเยี่ยมที่จัดโดย The Michelin Guide ซึ่งในปี 2018 มีร้านอาหารในไทยที่ได้รับดาวมิชลินด้วยกันหลายร้าน เช่น

ร้านเสน่ห์จันทร์

ร้านเสน่ห์จันทร์ได้รับ 1 ดาวมิชลิน เมนูอาหารภายในร้านจะเป็นแนวอาหารไทยที่ผ่านการปรุงอันพิถีพิถัน จนได้อาหารที่อิ่มท้อง ไม่พอยังอิ่มใจเมื่อได้กินอีกด้วย ส่วนบรรยากาศภายในร้านก็แสนผ่อนคลายด้วยการตกแต่งอย่างสวยงาม แนวไทยประยุกต์ที่ให้อารมณ์คลาสสิก หรูหรา หากแต่แฝงไว้ซึ่งความเรียบง่าย เมนูอาหารในร้านเสน่ห์จันทร์จะมีทั้งอาหารคาวและขนมหวาน อาทิ

ไก่คั่วใบจั๋น อาหารภาคเหนือที่รสชาติเข้มข้นเข้าถึงเครื่องพริกแกงและสมุนไพร

ซ่าหมู เป็นเมนูซึ่งคล้ายกับเมี่ยงคำเพียง แต่ตัวเครื่องจะยำเสิร์ฟมาในถ้วย เคียงด้วยใบชะพลูสดใหม่ ให้ผู้ทานห่อได้ตามใจชอบ

ขนมเสน่ห์จันทร์ ขนมไทยโบราณน่าตาเหมือนลูกจัน ที่บรรจงประดิดประดอยอย่างประณีตสวยงาม เมื่อกินจะได้รสชาติหวานละมุนและกลิ่นหอมจากการอบควันเทียน ฯลฯ

นอกจากนี้ทางร้านยังมีเมนูเครื่องดื่มที่เสิร์ฟมาในภาชนะเก๋ ๆ สไตล์ไทยให้เลือกชิมกันหลากหลายชนิด หากอยากลองมากินอาหารร้านเสน่ห์จันทร์ ตัวร้านจะตั้งอยู่แถวถนนวิทยุและเปิดให้บริการทุกวัน

ร้าน Gaggan

ร้าน Gagganได้รับ 2 ดาวมิชลิน เป็นร้านอาหารอินเดียแนวใหม่ แต่ยังคงกลิ่นอายความเป็นอินเดียไว้อยู่ โดยอาหารในร้านแต่ละจานส่วนใหญ่ต้องใช้มือในการกิน ซึ่งเป็นวิธีกินอาหารสไลด์อินเดียดั้งเดิม ตัวร้านอาหารจะตกแต่งภายในโดยเน้นสีไปทางโทนสว่างให้บรรยากาศอบอุ่นดูเป็นกันเอง เมนูของร้าน Gaggan มีให้เลือกหลากหลายเมนูตามใจชอบ อาทิ

Pan Leaf Chilli jam ที่ทำจากผักชุบแป้งทอดรูปทรงกระสวย เป็นเมนูที่ให้ความแปลกใหม่ของรสชาติอาหาร

Yogurt Explosion จะมีลักษณะเป็นก้อนทรงรีสีขาวนมนวลเนียนในช้อนสีเงิน สามารถนำเข้าปากได้ในคำเดียว

Charcoal เมนูนี่จะเสิร์ฟมาในจานที่ครอบไว้ เมื่อเปิดออกจะมีควันสีขาวลอยฟุ้งกระจาย อาหารภายในจะมีน่าตาเป็นก้อนสีดำแต่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันมีเสน่ห์ ฯลฯ

หากต้องการจะลองไปกินอาหารร้าน Gaggan วิธีการเดินทางก็แสนสะดวก สามารถขึ้น BTS แล้วลงที่สถานีชิดลม เดินหรือนั่งมอเตอร์ไซค์ต่อไปอีกหน่อยก็ถึงร้านแล้ว

นอกจากร้านเสน่ห์จันทร์และร้าน Gaggan แล้วยังมีร้านอาหารในไทยอีกหลายร้านหลายสไตล์อาหารที่ได้รับดาวมิชลินซึ่งหากสนใจสามารถเข้าไปดูรายชื่อร้านได้จากคู่มือ MICHELIN GUIDE Bangkok 2018 ในเว็บไซต์ต่าง ๆ กันได้