อาหารเช้าแบบไทย ๆ  ที่หาทานง่าย อิ่มสบายท้องยามเช้า

ช่วงเวลาเช้าเป็นเวลาเร่งรีบของใครหลาย ๆ คน แต่หากตอนตื่นเช้ามาแล้วไม่ได้ทานอะไรเข้าไป ก็อาจทำให้ผู้ใหญ่วัยทำงานคิดงานไม่ออก หรือเด็กนักเรียนอาจจะเรียนอะไรไม่รู้เรื่องเอาได้ เพราะมัวแต่มานั่งหิวจนแสบท้อง อีกทั้งระบบของร่างกายมนุษย์จำเป็นต้องใช้พลังงานจากอาหารเช้า เราจึงนิยมการหาซื้อหรือทำอาหารง่าย ๆ รองท้องไว้ก่อนเริ่มภารกิจระหว่างวัน และด้วยความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารการ กินในประเทศไทย เราจึงมีตัวเลือกของอาหารเช้าหลากหลายมารับประทานกันในทุก ๆ เช้า

อาหารเช้ายอดนิยมอย่างแรก ๆ ที่นึกถึงน่าจะหนีไม่พ้น ข้าวต้ม โจ๊ก และต้มเลือดหมู หรือเกาเหลาเลือดหมูนั่นเอง  หลายคนรับประทานประจำทุกวันจนแทบไม่ต้องมานั่งนึกถึงเมนูอื่น

ข้าวต้ม คือข้าวที่นำมาหุงด้วยวิธีการใส่น้ำให้มากกว่าเวลาหุงข้าวแบบปกติ ต้มจนข้าวสุกและมีความนิ่มมากกว่า และมีการใส่วัตถุดิบที่แตกต่างกัน เช่น ข้าวต้มหมู ข้าวต้มปลา ข้าวต้มกุ้ง เป็นต้น ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงต่าง ๆ จนได้รสชาติที่กลมกล่อม โรยหน้าด้วยต้นหอมผักชี หรือผักขึ้นฉ่ายเพื่อเพิ่มความหอม ตามด้วยการใส่กระเจียมเจียวก่อนรับประทานด้วย อาจมีการปรุงรสเพิ่มตามความชอบด้วยเครื่องปรุงเช่น พริกป่น พริกดองน้ำส้มสายชูฯลฯ อีกด้วย

ส่วนโจ๊กนั้นมีต้นกำเนิดจากประเทศจีน ทำมาจากข้าวเช่นกัน แต่จะแตกต่างกันตรงที่ใช้ส่วนของปลายข้าวมาทำ เนื่องจากจะต้องให้ละลายเข้ากับน้ำซุปที่ใช้ต้มจนเป็นเนื้อเดียวกัน โจ๊กนิยมใส่เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ลงไปด้วยเช่น หมูบดที่มีความนุ่มเด้ง หมูสับหมักกับเครื่องเทศเช่น ซอสปรุงรส กระเทียมพริกไทยตำละเอียด ฯลฯ แต่จะไม่นิยมใส่หมูเป็นชิ้น ๆ อาจเปลี่ยนจากเนื้อหมูเป็น เนื้อไก่ กุ้ง เครื่องในหมู หรือเนื้อปลา จะใส่ไข่หรือไม่ใส่ก็ได้ตามความชอบ เสร็จแล้วโรยหน้าด้วยต้นหอมซอย ขิงซอย โจ๊กมักจะปรุงให้มีรสชาติค่อนข้างอ่อน เมื่อจะรับประทานสามารถปรุงรสเพิ่มอีกได้

อาหารอีกชนิดที่เรามักจะพบเห็นได้บ่อย ๆ ในตอนเช้า นั่นคือต้มเลือดหมูหรือเกาเหลาเลือดหมู เป็นอาหารไทย ประกอบด้วย เครื่องในหมู เช่น ตับหมู หัวใจหมู กระเพาะหมู ไส้อ่อนและไส้ใหญ่ รวมถึงเลือดหมู และผักยอดอ่อน เช่น ตำลึง จิงจูฉ่าย หรือในปัจจุบันใช้ผักกาดหอมแทนได้ ต้มในน้ำซุปกระดูกหมู โรยด้วยพริกไทยป่นนิดหน่อย มักนิยมรับประทานกับข้าวสวยและมีการเพิ่มเครื่องปรุงอื่น ๆ เมื่อจะรับประทานตามความชอบ เช่น พริกป่น เป็นมื้อเช้าอีกหนึ่งมื้อที่นับว่าอร่อยและครบคุณค่ากันเลยทีเดียว

เพราะ “อาหารเช้า” คือมื้อสำคัญ เราจึงไม่ควรมองข้ามและละเลยการรับประทานอาหารเช้า

เมนูอาหารเช้ายอดนิยมนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้มีเวลาน้อย แต่ไม่อยากพลาดการรักษาสุขภาพ และช่วยเสริมสร้างระบบการเผาผลาญให้เป็นปกติ แถมด้วยรสชาติที่อร่อยรับประทานง่ายจนเป็นที่ติดใจของหลายคน อีกทั้งยังสามารถทำทานได้เอง ถือเป็นเมนูที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัวอย่างแท้จริง

เรื่องน่ารู้ของซูชิ อาหารญี่ปุ่นที่รวมความอร่อยและศิลปะแห่งอาหารไว้ด้วยกัน

ถ้าพูดถึงอาหารญี่ปุ่น หลายคนคงนึกถึงข้าวปั้นชิ้นเล็ก ๆ มีปลาดิบ ไข่กุ้ง ไข่หวาน สาหร่าย หรืออื่น ๆ วางไว้ด้านบน หน้าตาสวยงามน่ารับประทาน และสีสันสดใส เป็นที่โปรดปรานของหลายคน ซูชิหรือนิกิริซูชินั้น ถือกำเนิดมานานก่อนปีคริสต์ศักราชเสียอีก เพื่อแก้ปัญหาจากการที่คนญี่ปุ่นมีวัตถุดิบในการประกอบอาหารเช่นปลาและข้าว ซึ่งในสมัยนั้นไม่สามารถเก็บรักษาความสดของปลาไว้ได้ อีกทั้งเมื่อถึงฤดูกาลที่แห้งแล้งไม่มีปลาให้จับหรือสามารถปลูกข้าวได้ คนญี่ปุ่นจึงได้คิดค้นวิธีการที่จะคงความสดของอาหารไว้  จึงได้นำปลา เนื้อสัตว์ และข้าว มาหมักรวมกัน ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยป้องกันการเน่าเปื่อยและเก็บรักษาเนื้อสัตว์นั้นไว้ได้นานขึ้น

วิธีสร้างสรรค์ซูชิหรือข้าวปั้นนั้น ประกอบด้วยขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ทำตามได้ง่าย

วัตถุดิบหลักของซูชินั้นคือข้าวและปลา หรืออาหารชนิดอื่นซึ่งมีการดัดแปลงมาจนถึงปัจจุบันนี้ ขั้นตอนการทำก็ไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างใด แต่มักจะเน้นไปในทางการสร้างสรรค์ให้ออกมามีหน้าตาสวยงาม และรสชาติอร่อยอย่างต้นตำหรับ ซึ่งก็คือความเป็นอาหารญี่ปุ่นนั่นเอง เริ่มจากการเตรียมนำข้าวญี่ปุ่นมาหมักกับน้ำส้มสายชูคลุกเคล้าจนเข้ากัน จากนั้นก็มาใส่วัตถุดิบเพื่อสร้างสรรค์หน้าต่าง ๆ ต่อไป

ส่วนอาหารที่ใช้ทำหน้าซูชิ ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อปลาดิบ อาหารทะเล ผัก ไข่และเห็ด ปลาที่นิยมนำมาทำหน้าซูชิ คงหนีไม่พ้น ปลาทูน่านั่นเอง แต่ก็มีปลาชนิดอื่นที่ได้รับความนิยมรองลงมาเช่น ปลาแซลมอนและปลาโอ นอกจากปลาแล้วอาหารชนิดอื่นที่นิยมนำมาทำหน้าซูชิได้แก่ ไข่ปลาแซลมอนไข่หวาน กุ้ง ไข่กุ้ง หนวดปลาหมึกยักษ์ ไข่หอยเม่น แตงกวาดอง ผัดหอย ปลาหมึกผัด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปลาที่ทำให้สุกเพื่อวางบนซูชิด้วย เช่น ปลาซาบะ ปลากะพง ปลาไหล อีกด้วย

หาซื้อรับประทานได้จากร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีอยู่มากมายหลายร้านในปัจจุบัน

ทุกวันนี้หากเราไปทำธุระในห้างสรรพสินค้าหรือตามแหล่งรวมร้านอาหาร ก็มักได้พบเห็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่เปิดให้บริการอยู่หลายร้าน รวมไปถึงร้านบุพเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่นด้วย หรือแม้กระทั่งร้านค้าในตลาดก็มีมาวางขายด้วยเช่นกัน สำหรับหน้าซูชิยอดนิยมนั้นได้แก่ หน้าปลาแซลมอน หน้าปลาทูน่า หน้ากุ้งแบบปรุงสุก หน้าไข่หวานย่าง หน้าปลาซาบะ หน้าไข่ปลาแซลมอน หน้าสลัดไข่กุ้ง หน้ายำสาหร่าย หน้าสลัดปูอัด แต่จริง ๆ แล้วซูชิหรือข้าวปั้นนั้นยังมีอีกมากมายหลายร้อยหน้า ซึ่งเกิดจากไอเดียการประกอบอาหาร ที่มีการคิดค้นดัดแปลงกันอยู่ตลอดเวลานั่นเอง เพราะซูชิไม่ได้มีดีแค่หน้าตาและรสชาติของอาหาร แต่รวมถึงการแสดงออกทางศิลปะของชาวญี่ปุ่นอย่างหนึ่งอีกด้วย นับได้ว่าเป็นตัวแทนของเอกลักษณ์ประจำชาติญี่ปุ่นอย่างแท้จริง และสำหรับหลายคนแค่ได้ยินชื่อซูชิก็คงอยากรับประทานขึ้นมาทันที

“ข้าวเกรียบเตา” ขนมอินดี้ของดีเมืองแพร่ ขนมหายากที่อยากบอกต่อ

พามารู้จักขนมของ จ.แพร่ เตาบ้านนาคูหา ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง ห่างจากตัวเมืองแพร่ประมาณ 20  กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านท่ามกลางภูเขา ติดอันดับ 1ใน 7 จังหวัดในประเทศไทยที่มีอากาศและโอโซนที่ดีที่สุด และเป็นสถานที่ตั้งของพุทธอุทยานหุบผาสวรรค์หรือวัดพระธาตุอินทร์แขวนอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพนับถือของชาวจังหวัดแพร่

วัตถุดิบหลักที่นำมาทำขนมชนิดนี้ คือ “เตา” แต่ไม่ใช่เตาที่ใช้ประกอบอาหารอย่างที่เข้าใจกัน แต่เป็นสาหร่ายชนิดหนึ่ง ซึ่งจะเติบโตและอุดมสมบูรณ์มากในพื้นที่แห่งนี้

“เตา” ที่นำมาทำขนมนี้ก็คือ “สาหร่ายสีเขียว” ซึ่งจะมีในภาคเหนือและภาคตะวันออก คนที่นี่จะเรียกว่า “เตา” หรือ “เทา” ส่วนในบางพื้นที่จะเรียกว่า “เทาน้ำ” เป็นพืชตระกูลสาหร่ายที่มีลำต้นเป็นเส้นตรงยาว จะมีสีเขียว ผิวสัมผัสลื่น ซึ่งเตาจะอาศัยอยู่ในน้ำสะอาด มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะธาตุเหล็ก ที่สูงถึง 33.9% และยังอุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

“บ้านนาคูหา” แหล่งเพาะเลี้ยงเตาแบบธรรมชาติ

ด้วยความเป็นธรรมชาติที่ติดอันดับของที่นี่ จึงทำให้เกิดแหล่งเพาะเลี้ยงเตาแบบธรรมชาติ ซึ่งจะมีสายน้ำจากบนภูเขา ที่เป็นน้ำสะอาดไหลลงสู่แหล่งน้ำที่เต็มไปด้วยเตา และน้ำนี้จะไหลต่อไปยังน้ำตก จึงทำให้เกิดสาหร่ายชนิดนี้มากมายจนสามารถนำมาทำขนมขึ้นชื่อของที่นี่ นั่นก็คือ “ข้าวเกรียบเตา”

ข้าวเกรียบเตา ทำมาจากเตาหรือสาหร่ายน้ำจืด ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านนำมาเพาะเลี้ยงไว้ในบ่อน้ำสะอาด จึงเป็นแห่งเดียวในประเทศไทย ที่เลี้ยงเตาขายเป็นอาชีพเสริม โดยมีอาชีพหลักคือการทำเมี่ยง สำหรับขั้นตอนการทำขนมชนิดนี้เริ่มจากนำเตามาล้างให้สะอาด จากนั้นใช้แป้งผสมให้เข้ากันจนเกิดเป็นสีเขียวธรรมชาติของเตา จากนั้นทำให้เป็นแท่งยาว ด้วยการปั้น ใช้ใบตองห่อแล้วนำมาทำให้สุกด้วยการนึ่ง แล้วนำเข้าตู้เย็นจนกลายเป็นก้อนแข็ง  เพื่อนำมาหั่นให้เป็นชิ้น ขั้นตอนต่อไปจะนำไปวางตากแดดจนแห้ง จากนั้นจึงนำมาทอดให้กรอบในน้ำมัน ก็จะได้ข้าวเกรียบเตาที่อร่อย หากทำขายก็จะนำมาบรรจุลงถุง เพื่อวางขายในร้านค้าภายในหมู่บ้าน ซึ่งปัจจุบันนี้ขายดีกว่าสินค้าชนิดอื่น จนทำให้บางครอบครัวในหมู่บ้านเลิกทำเมี่ยงแล้วหันมาทำข้าวเกรียบเตาขายสร้างรายได้เป็นอย่างดี ทำให้มีรายได้เข้าสู่หมู่บ้านและชุมชน ยิ่งถ้าเป็นช่วงเทศกาล จะมีนักท่องเที่ยวมาไหว้พระที่วัดพระธาตุอินทร์แขวน ส่งผลให้ข้าวเกรียบเตาขายดี โดยส่วนใหญ่จะซื้อไปรับประทานเองหรือเป็นของฝาก รสชาติที่แตกต่างจากข้าวเกรียบทั่วไป

ด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ มีความกรุบกรอบ และกลิ่นหอมชวนรับประทาน ส่วนรสชาติจะเค็มนิด ๆ กำลังพอดี จึงทำให้ข้าวเกรียบเตา จากบ้านนาคูหา เป็นของดีเมืองแพร่ที่ได้ทานแล้วรับรองจะติดใจ

มารู้จักดินแดนหมีขาว ไปกับเรื่องราววัฒนธรรมการกินและเมนูอาหารรัสเซีย

ประเทศรัสเซียมีพื้นที่ประเทศที่ใหญ่มาก มีสภาพอากาศหนาวเย็น โดยในบางพื้นที่มีอุณหภูมิติดลบหลายสิบองศาเซลเซียสติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายเดือน จนทำให้เมื่อกล่าวถึงประเทศนี้ หลายคนจะเรียกประเทศรัสเซียอ้อม ๆ ว่าดินแดนแห่งหมีขาว ด้วยลักษณะสภาพอากาศหนาวเย็นแทบตลอดทั้งปีเมื่อเทียบกับประเทศไทย รวมถึงผู้คนชาวรัสเซียที่มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างจากชาวเอเชียโดยทั่วไป ทั้ง ๆ ที่ประเทศรัสเซียอยู่ในทวีปเอเชียเช่นเดียวกัน จึงอาจทำให้หลายคนนึกสงสัยว่า แล้วชาวรัสเซียมีลักษณะอาหารการกินเป็นอย่างไร วันนี้จะลองพาไปรู้จักลักษณะวัตถุดิบอาหารคร่าว ๆ ของชาวรัสเซียกัน

อาหารของชาวรัสเซียส่วนใหญ่มักจะเน้นเป็นพวก “ธัญพืชและผัก” เป็นส่วนประกอบ ทำให้เมนูอาหารรัสเซียแทบทุกจานมีผักหรือธัญพืช ทั้งที่อยู่ในรูปของของดอง ของสด และผ่านการให้ความร้อน โดยเฉพาะหัวมันฝรั่งที่จะมีอยู่เป็นส่วนประกอบในจานอาหารรัสเซียแทบทุกเมนู ไม่เว้นแม้แต่ซุปบอร์ช (Borshch) เมนูที่ได้รับความชื่นชอบและเป็นที่นิยมอย่างล้นหลามจากชาวรัสเซีย ซึ่งอาหารรัสเซียจานนี้มีลักษณะเป็นซุปสีแดงเข้ม คล้ายสีของกลีบกุหลาบแดง ทั้งตัวน้ำใส ๆ ตัวผักนานาชนิดและวัตถุดิบในการปรุงอื่น ๆ ตัดกับสีขาวสว่างเนื้อนวลเนียนของซาวครีมเข้มข้นสูตรรัสเซียแท้ ๆ ด้านบนของผิวหน้าซุป อาจจะเพิ่มความสวยงามด้วยสีเขียวเข้มของผักซอย ที่โรยตกแต่งหน้าอีกเล็กน้อย ฯลฯ

ยังมีเมนูอาหารอีกไม่น้อยที่มีผักเป็นส่วนประกอบ แต่อาจจะมีการเพิ่มเนื้อสัตว์ลงไปหรือในบ้างเมนูที่มีเนื้อสัตว์เป็นวัตถุหลักทั้งหมด ก็ยังมีผักและธัญพืชไว้กินเป็นเครื่องเคียง

นอกจากนี้อาหารรัสเซียจะนิยมใช้พวก “เครื่องเทศ” ที่ให้กลิ่นหอมเป็นตัวหนึ่งในตัวชูรสอาหาร โดยเฉพาะหัวหอมใหญ่ที่มักจะใส่ลงไปในหลากหลายประเภทอาหาร ทั้งแบบเห็นเป็นชิ้น ๆ และถูกหั่นจนมีขนาดเล็กใส่ลงไปเพียงเล็กน้อยจนมองแทบไม่เห็น อาทิ ในเมนูที่มีชื่อว่า เนื้อสโตรกานอฟ ก็จะนำหัวหอมใหญ่มาต้มกับเนื้อที่เป็นวัตถุดิบหลักแล้วใส่ผัก ซึ่งแน่นอนว่าเป็นมันฝรั่งที่เปลือกปลอกจนเกลี้ยง แล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วใส่วัตถุดิบอื่น ๆ และทำการปรุงรสอีกเล็กน้อย จากนั้นเคี่ยวไปเรื่อย ๆ ด้วยไฟไม่แรงมากนัก สุดท้ายได้เนื้อสโตรกานอฟที่มีลักษณะคล้ายสตูซึ่งมีเนื้อนุ่มเปื่อยแทบละลายในปากและน้ำซุปหวานกลมกล่อมจากหัวหอมใหญ่ที่ใส่ลงไป เวลาเสิร์ฟอาจจะเพิ่มสีสันด้วยสีเขียวสดของพาร์สลีย์สับละเอียด สีแดงอมส้มของพริกปาปริก้า และสีขาวนวลเนียนของซาวครีมรัสเซียอีกเล็กน้อย ฯลฯ

อาหารรัสเซียยังมีลักษณะเฉพาะในอาหารอีกไม่น้อย หากได้ลองได้ลิ้มชิมรสกันแล้วจะรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนที่ทำให้อาหารรัสเซียนั่นมีเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนกับอาหารที่ไหน พาในคนที่ได้ลองชิมอยากจะลองชิมอีกสักครั้งเมื่อมีโอกาส

 

ทำความรู้จัก “ภูฏาน” ประเทศที่รอบล้อมไปด้วยภูเขาผ่านอาหารการกินกันเถอะ


อาหารเป็นอีกสิ่งที่บ่งบอกถึงอะไรหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดอาหารเมนูนั้น ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกที่การจะเรียนรู้หรือทำความรู้จักเมืองหรือประเทศที่ต้องการ อาหารจะเป็นอีกสื่อหนึ่งที่ชอบใช้กัน โดยอาหารของประเทศภูฏานจะมีเอกลักษณ์ตรงรสชาติที่มักจะเป็นอาหารเน้นรสเผ็ด เมนูอาหารภูฏานหลาย ๆ จานจะมีพริกเป็นส่วนประกอบไม่ว่าจะเป็นพริกแห้งพริกสดก็ถูกมารังสรรค์ให้เข้ากับเนื้อสัตว์หรือผักออกมาได้อย่างลงตัวและน่ากิน

อาหารภูฏานยังมีบางลักษณะการกินอาหารที่คล้ายกับประเทศไทยนั่นคือการทาน “ข้าว” เป็นอาหารหลักแทบทุกมื้ออาหารโดยชนิดพันธุ์ข้าวของภูฏานที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก คือ ข้าวแดง (Red Rice) ซึ่งมีลักษณะสมชื่อโดยมีสีออกแดงอ่อน ชาวภูฏานจะทานข้าวคู่กับข้าวเป็นจาน ๆ แน่นอนเกือบทุกจานต้องใส่พริก อาทิ แกงพริกใส่ชีส (Ema Datshi) อาหารประจำชาติของชาวภูฏานที่มีลักษณะน้ำข้นขลุกขลิกคล้ายแกงกะทิ มีสีเหลืองอมส้ม บางแห่งก็มีสีเหลืองไข่ มีผักชนิดต่าง ๆอยู่ภายใน และมีพริกแดงพริกเขียวลอยอยู่ด้านบน เมนูนี่อาจจะใส่พวกสัตว์หมู เนื้อวัว เนื้อจามรีในบางครั้ง แต่โดยทั่วไป เมนูนี่จะมีวัตถุดิบในการปรุงหลัก ๆ เพียงแค่ชีสและพริกแค่สองอย่างเท่านั้น ฯลฯ นอกจากการกินข้าวคู่กับข้าวแล้วยังสามารถนำข้าวมาปรุงรสด้วยเนยและเครื่องเทศต่าง ๆ ผสมรวมกันได้เมนูที่ให้อารมณ์คล้าย ๆ ข้าวผักหรือข้าวคลุกอีกด้วย

นอกจากข้าวซึ่งเป็นอาหารที่กินกันเป็นประจำแล้ว “ชีส” ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มักถูกนำมาปรุงเป็นอาหารจานเด็ด อาทิ การนำชีสที่ทำจากนมแท้ ๆ กลิ่นรสหอมมันมาผสมกับผักชนิดต่าง ๆ แล้วนำมาปรุงด้วยวิธีการเฉพาะได้มาเป็นไส้ของโมโม (Momo) อาหารกินเล่นอีกชนิดของชาวภูฏาน ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นแป้งที่บรรจุไส้แล้วนำมาห่อเป็นรูปร่างต่าง ๆ ทั้งรูปร่างกลมบ้างหรือจะรูปร่างหน้าตาคล้ายเกี๊ยวบ้าง โดยเมนูโมโมจะนิยมกินตอนร้อนหลังจากนึ่งใหม่ ๆ ซึ่งจะให้กลิ่นรส และเนื้อสัมผัสที่ดี  เมนูโมโมนั้นจะสามารถหาซื้อกินได้ทั่วไปในประเทศภูฏานไม่ยากนัก ฯลฯ นอกจากนี้ชาวภูฏานยังนำ  ชีสมาทำการแห้งได้เป็นชีสที่มีลักษณะเป็นก้อนแห้ง ๆ สีขาวนวลอมเหลืองอ่อนเล็กน้อยซึ่งเป็นการถนอมอาหารชนิดหนึ่ง ทำให้สามารถเก็บชีสไว้กินได้นานมากขึ้น โดยก้อนชีสแห้งนี่จะถูกแขวนเป็นพวง ๆ เพื่อเอาไว้กินเป็นของว่างระหว่างวันกัน

อาหารภูฏานยังมีลักษณะเฉพาะตัวอันเป็นเอกลักษณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ในเมนูอาหารจานต่าง ๆ ซึ่งจะมีความแตกต่างไปในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งสามารถบอกเล่าประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนั้น ๆ ได้ ซึ่งคล้ายคลึงเมนูอาหารทั้งสี่ภาคของไทย

 

ชวนมาลิ้มชิมรสอาหารไทยโบราณ…ถึงชื่อจะแปลกหูไปหน่อยแต่ก็อร่อยจนอยากบอกต่อ

วันนี้จะพามารู้จักกับอาหารไทย แน่นอนว่าไม่ใช้อาหารไทยที่กินกันเป็นประจำในทุกวัน แต่เป็นอาหารไทยโบราณที่แค่ได้ยินชื่อก็ต้องขอให้พูดซ้ำอีกรอบ ถึงแม้ชื่อจะแปลกหูไปบ้างแต่เรื่องรูปร่างหน้าตา กลิ่นรส และสีสันไม่แปลกอย่างแน่นอน การันตีด้วยชื่ออาหารไทยโบราณที่ขนาดอาหารไปทั่วไปที่กินเป็นประจำ ชาวต่างชาติต่างภาษาเมื่อได้ลองชิมก็ยกนิ้วบอกว่าเยี่ยมกันเกือบจะทุกราย แล้วนี่เป็นอาหารโบราณที่มีขั้นตอนซึ่งต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด และต้องให้ประณีตสวยงาม บางเมนูถึงกับมีการแกะสลักผักผลไม้ที่ใช้ปรุงหรือใช้กินเป็นเครื่องเคียง ตอนนี่คงอยากรู้แล้วสิว่ามีเมนูอะไรก็บ้างตามมาดูกัน

เริ่มด้วยเมนูแรกชื่อ“แกงหมูตะพาบน้ำ” เป็นแกงไทยโบราณที่ไม่ได้ใช้เนื้อตะพาบมาใช้ในการปรุง แต่ใช้เนื้อหมูแทน แกงหมูตะพาบน้ำมีลักษณะเป็นแกงกะทิค่อนข้างข้น และสีออกเหลืองทองอมส้มนิดน้อย โดยวิธีทำก็แสนจะไม่ยุ่งยาก แค่นำพริกแดงแห้งเอาเม็ดออกแช่น้ำจนนิ่ม เกลือป่น ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด หอมแดงกระเทียมปลอกเปลือก ลูกผักชีลูกยี่ร่าป่น กะปิ นำมาโขลกหรือปั่นรวมกันจนได้พริกแกงเนื้อละเอียด แล้วนำมาผัดกับหัวกะทิ ผัดจนกะทิแตกมัน ใส่เนื้อหมูหั่นชิ้น และหนังหมูขูดขนหั่นเส้นที่ต้มสุกแล้วลงไป ผัดให้เข้ากัน ใส่หางกะทิ จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะขามและน้ำตาลปี๊ด ใส่มะอึกผ่าสี่ สุดท้ายใบมะกรูดฉีดและพริกชี้ฟ้าแดงหั่นเฉียง หรือจะใส่เป็นพริกชี้ฟ้าแดงแกะสลักเป็นรูปดอกไม้ เพื่อเพิ่มความสวยงามของจานอาหารก็ได้เช่นกัน พอเดือดก็ปิดไฟตักขึ้นเสิร์ฟได้

ต่อมาจะเป็นเมนูอาหารเบา ๆ รสชาติไม่หนักมากนักชื่อเมนูว่า “ข้าวต้มสาคู” ซึ่งเป็นเมนูที่มีมาเกือบร้อยปี โดยชื่อข้าวต้มสาคูปรากฏในกาพย์เห่ชมเครื่องว่างในรัชกาลที่ 6 ข้าวต้มสาคูทำจากสาคูเม็ดใหญ่ แครอทหั่นเต๋าเล็ก ฟักทองปลอกเปลือกหั่นเต๋าเล็กและเม็ดถั่วลันเตา ซึ่งทั้งหมดต้มสุกแล้วใส่ลงในน้ำซุปไก่ จากนั้นใส่เนื้ออกไก่ฉีกต้มสุก ต้มจนเดือดเบาๆระวังอย่างให้น้ำขุ่น สุดท้ายปรุงรสด้วยซีอิ้วขาวเล็กน้อย เวลาจะกินก็ตักใส่ถ้วยโรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว พริกไทยป่น ขนมปังตากแห้งหั่นเต๋าทอดเล็ก และใบขึ้นฉ่ายซอยเป็นอันเสร็จได้ข้าวต้มหอม ๆ รสชาติเบา ๆ เหมาะสำหรับเป็นอาหารเช้าทานได้ทุกเพศทุกวัย

อาหารไทยโบราณยังมีอีกหลายร้อยเมนู แถมแต่ละภูมิภาคก็มีชื่อและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะจาน ล้วนแสดงให้เห็นว่าการปรุงอาหารที่เกิดขึ้นในสมัยก่อน ไม่ใช่เป็นเพียงเพื่อการบริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอีกอย่างหนึ่ง งานศิลป์ที่ผู้รับสามารถรับรู้และชื่นชมได้ทั้งในรูป รส กลิ่นและสัมผัสในคราวเดียวกัน

 

ชวนมารู้จักลักษณะของว่างอย่างไทย…..อีกมนต์เสน่ห์ของไทยกับเมื่อครั้งโบราณ

คนไทยในสมัยก่อน นอกจากจะกินอาหารคาวหวานกันในแต่ละมื้ออาหารแล้ว ในระหว่างวันหากมีอาการหิวจนท้องร้อง ก็ยังมีของว่างหรืออาหารว่างเตรียมไว้บรรเทาอาการหิว เพื่อรอกินอาหารคาวหวานในมื้ออาหารหลักถัดไป โดยเมนูอาหารว่างของไทยที่ถูกปรุงขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มักจะมีลักษณะรูปร่างหน้าตาเป็นชิ้นพอดีคำ สามารถหยิบกินได้สะดวก รสชาติก็มักจะออกหวานนำเค็มตาม หรือจะออกรสหวานเค็มเด่นพอดีกัน บางเมนูอาจจะมีรสเปรี้ยวมาแทรกบ้าง เพื่อลดอาการเลียนเมื่อต้องกินหลาย ๆ ชิ้นติดต่อกัน ตัวอย่างเช่น

ม้าฮ่อ” ถึงชื่อเมนูนี่จะมีคำว่าม้า แต่ส่วนผสมหลักในการปรุงกลับเป็นพวกผักผลไม้ โดยม้าฮ่อเป็นของว่างไทยโบราณที่ผสมผสานระหว่างวัตถุดิบผลไม้รสเปรี้ยวและเนื้อสัตว์ออกมาได้อย่างลงตัว ซึ่งสวยงามประณีตทั้งรูป รส และกลิ่นเชิญชวนดึงดูดใจให้อยากลองหยิบเข้าปากสักคำ โดยวิธีการม้าฮ่อก็แสนเรียบง่ายเพียงใช้ผลไม้รสเปรี้ยว อาทิ ส้มเขียวหวาน ส้มโอ มะเฟือง มะยงชิด สับปะรด ฯ ตามแต่ใจจะปรารถนา นำมาปลอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ด้านบนวางทับด้วยไส้ที่ทำจากเนื้อหมูบด กุ้งสดบด ถั่วสิสงคั่ว หอมแดง และเครื่องเทศมาผัดให้เข้ากัน แล้วปรุงรสหวานเค็มจากนั้นกวนไปเรื่อย ๆ จนเหนียวแล้วค่อยนำมาปั้นเป็นลูกกลม ๆ สุดท้ายตกแต่งหน้าด้วยผักชีและพริกชี้ฟ้าซอย เพื่อเพิ่มความสะดวกในการหยิบกิน อาจใช้จิ้มฟันเสียบลงไปในแต่ละชิ้น แต่หากอยากเข้าถึงอารมณ์การกินขนมโบราณที่แท้จริง ก็สามารถใช้เพียงนิ้วมือสองนิ้วคีบหยิบเข้าปากก็ได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ลักษณะอาหารว่างไทยสิ่งที่สำคัญอีกสิ่งคงหนีไม่พ้นรูปร่างหน้าตาที่ประดิบประดอยจนสวยงามน่ากินซึ่งก็มีอยู่หลายเมนูด้วยกัน แต่มีเมนูหนึ่งที่แทบจะไม่ได้ยินชื่อแล้วในปัจจุบันนั้นคือ “ล่าเตียงและหรุ่ม” อาหารว่างไทยโบราณที่มีมานานแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีรูปร่างลักษณะน่าตาเป็นชิ้นเหลี่ยมน่ารักจุ๋มจิ๋มขนาดพอดีคำ กินแล้วไม่หนักท้องจนเกินไป โดย 2 เมนูนี่จะมีไส้เหมือนกันที่ทำจากหมูสับ กุ้งสับ หอมหัวใหญ่หั่นสี่เหลี่ยมเล็กผัดกับรากผักชี กระเทียม พริกไทยที่โขลกรวมกันแล้วปรุงรสให้ออกเค็มนำหวาน จากนั้นใส่ถั่วลิสงคั่วบุบลงไปผัดไปเรื่อย ๆ จนแห้ง สุดท้ายนำมาห่อด้วยไข่โดยไส้ที่ห่อด้วยไข่ที่มีลักษณะเป็นแผ่นจะเรียกว่า หรุ่ม ส่วนไส้ที่ห่อด้วยไข่ที่ทำเป็นแพคล้ายแหซึ่งสามารถมองเห็นไส้ด้านในได้จะเรียกว่า ล่าเตียง

ลักษณะของว่างไทยยังมีเอกลักษณ์อีกหลายอย่าง ที่ทำให้มีเสน่ห์ซึ่งหลายเมนูมีวิธีการทำก็ไม่ยากอย่างที่คิดสามารถนำมาทำเป็นกิจกรรมในยามว่าง แล้วถ่ายรูปผลงานที่ทำอวดเพื่อนผ่านโซเชียลก็ดูเก๋ไก๋ไปอีกแบบ

 

มารู้จักกับรูปแบบขนมไทยโบราณ…อีกศาสตร์และศิลป์อันทรงคุณค่าของไทย


เมนูอาหารของไทยนั้นเต็มไปด้วยสีสันของรสชาติที่มีให้เลือกมากมาย หากแต่เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตจะพบว่าอาหารไม่ทำขึ้นแต่เพียงกินให้อิ่มท้องเท่านั้น ยังทำขึ้นเพื่อให้คนกินเกิดความพออกพอใจกับสิ่งที่ให้รับ ขนมไทยก็ถือว่าเป็นหนึ่งในของกินที่มีความประณีตสวยงาม ทั้งในลักษณะรูปร่างหน้าตาขนมที่ปรากฏ รสชาติเนื้อสัมผัสภายในปาก กลิ่นที่ได้รับทั้งก่อนกินและหลังกิน รวมถึงสีสันที่สดใสสวยงามดึงดูดใจให้อยากหยิบขึ้นมากิน

นอกจากนี้ขนมไทย โดยเฉพาะขนมไทยโบราณ มักจะมีลักษณะที่ทำเลียนแบบธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นผลไม้ เช่น “ขนมเสน่ห์จันทร์” ที่มีรูปร่างหน้าตากลม ๆ สีเหลืองเปล่งปลั่ง มีจุกตรงกลางด้านบนสีน้ำตาลเข้มคล้ายผลของลูกจัน ขนาดชิ้นก็พอดีคำไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป วิธีการทำก็ไม่ยุ่งยากสลับซ้อนอะไร เพียงแค่นำแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว ผงจันป่นผสมกับน้ำตาลทรายที่ละลายในหัวกะทิ เอาไปตั้งไฟคนจนข้นแล้วใส่ไข่แดง เสร็จแล้วนำมาปั้นเป็นลูกกลม ๆ เลียนแบบผลจันทร์ แต่งจุกด้วยน้ำตาลปี๊บเคี่ยวจนมีสีน้ำตาลเข้มเลียนแบบจุกของผลจัน ขั้นตอนสุดท้ายนำไปอบควันเทียนก็จะได้ขนมเสน่ห์จันทร์ที่ทั้งหอมทั้งหวานละมุนโดยสามารถทานได้เลย หรือจะเก็บไว้กินคราวหน้าในภาชนะมีฝาปิดสนิทก็ได้

นอกจากนี้ขนมไทยโบราณยังมีลักษณะที่ทำเลียนแบบทิวทัศน์ เช่น “ขนมบุหลันดั้นเมฆ” ขนมไทยชาววังที่ทำเลียนแบบพระจันทร์เต็มดวงที่อยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงบุหลันลอยเลื่อน ตัวขนมบุหลันดั้นเมฆด้านนอกจะเป็นสีฟ้าครามเข้มคล้ายท้องฟ้าตอนกลางคืน โดยทำจากแป้งข้าวเจ้า แป้งถั่ว น้ำเชื่อม น้ำลอยดอกมะลิ น้ำสีที่ได้จากดอกอัญชัน ผสมให้เข้ากันใส่ลงในถ้วยตะไลขนาดเล็ก นำไปนึ่งพักสักแล้วเอาออกมาเทแป้งตรงกลางที่ยังไม่สุกออก จากนั้นใส่ไข่แดงผสมน้ำตาลตรงกลางเป็นวงกลมสีเหลืองซึ่งคล้ายพระจันทร์เต็มดวง นำไปนึ่งต่อจนสุกก็ได้จะได้ขนมบุหลันดั้นเมฆรสชาติหวานละมุนละไม มีกลิ่นหอมชื่นใจจากน้ำหอมมะลิและสีสันรูปร่างประณีตสวยงามมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ยังมีขนมไทยโบราณมีอีกมากมายหลายชนิด ซึ่งมีวิธีการทำไม่ยุ่งยาก หากแต่ต้องอาศัยการใส่ใจและสมาธิที่จดจ้องกับการปรุง ทำให้ขนมไทยโบราณหลาย ๆ ชนิดที่ทำง่ายสามารถซื้อกินได้ทั่วไปตามท้องตลาด บางครั้งอาจขาดเสน่ห์บางอย่างไป ส่วนขนมไทยโบราณอีกไม่น้อยที่มีวิธีการทำค่อนข้างสลับซ้อน ในปัจจุบันก็เริ่มไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ถ้าหากอยากลองกินก็คงต้องลองลงมือทำ ซึ่งทำให้หลายต่อหลายคนพบว่าศาสตร์และศิลป์แห่งการทำขนมไทยนั้น ก็เป็นอะไรที่น่าหลงใหลไม่น้อยเลยทีเดียว

 

3 เมนูอาหารของประเทศไทยรสจัดจ้าน…ที่นานาประเทศยกนิ้วให้ว่าเยี่ยมยอด

อาหารไทยนั้นมีหลากหลายเมนูที่ติดอกติดใจชาวต่างชาติต่างภาษาที่ได้ลองลิ้มชิมรสกัน ถึงแม้จะเป็นเมนูที่มีกลิ่นรสจัดจ้านที่ต้องกินน้ำคำข้าวคำ แต่ก็หยุดกินไม่ได้ด้วยความอร่อยอันเป็นเอกลักษณ์ สังเกตได้จากจำนวนร้านอาหารไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลายในต่างประเทศ หลายแห่งหรือร้านอาหารไทยในย่านการท่องเที่ยวที่มักเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาติต่าง ๆ แล้วเมนูอาหารไทยที่ดูคุ้นตาคุ้นตากันดี มีเมนูรสจัดจ้านไหนกันบ้างล่ะที่มักถูกพูดถึงในต่างประเทศ และเป็นที่ชื่นชอบชื่นชมกันของชาวต่างชาติ วันนี้จะพาไปรู้จักกับ “เมนูอาหารไทยรสร้อนแรงที่มักถูกพูดถึง”

มัสมั่น

มัสมั่นเมนูคุ้นหน้าคุ้นตา เมนูนี่ด้วยรสชาติที่อร่อยกลมกล่อมอันเป็นเอกลักษณ์จากการปรุงด้วยเครื่องปรุงและ เครื่องเทศหลากหลายชนิดเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทำให้มีรสชาติออกหวานนำอย่างกลมกล่อมไม่มีรสไหนที่ออกรสเด่นแหลมขึ้นมาจนเกินไป เนื้อสัตว์และมันฝรั่งที่ใส่ลงไปก็นุ่มนิ่มละมุนลิ้น แถมยังหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นของเครื่องเทศนานาชนิด โดยเฉพาะกลิ่นยี่หร่าที่หอมร้อนแรงกว่าเครื่องเทศชนิดไหน นอกจากนี้แกงมัสมั่นยังมีสีออกแดงอมส้มของตัวน้ำแกงที่ดึงดูดคนกินให้อยากอาหารมากขึ้น จนอดไม่ได้ที่จะกินต่อไปเรื่อย ๆ จนหมดชาม

ต้มยำกุ้ง

ต้มยำกุ้งเมนูที่ชาวต่างชาติเมื่อมาเยือนประเทศไทยต้องสั่งกินสักครั้ง โดยเสน่ห์ที่ทำให้ต้มยำกุ้งเป็นที่ติดอกติดใจ ชาวต่างชาติ ก็เนื่องมาจากมีรสชาติเปรี้ยวเค็มเผ็ดออกหวานเล็กน้อยพอดี ๆ สีแดงอมส้ม และหอมกลิ่นสมุนไพรสดใหม่ที่กระตุ้นความอยากอาหารชวนให้น้ำลายไหลได้ดีทีเดียว แถมต้มยำกุ้งเป็นเมนูที่ให้ไขมันน้อยและพลังงานต่ำมาก ซึ่งเหมาะกับคนที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนัก เพียงแค่กินต้มยำกุ้งร้อน ๆ คู่กับข้าวสวยนุ่ม ๆ มื้ออาหารนั้นจะกลายเป็นช่วงเวลาอันสุดพิเศษได้ไม่ยากนัก

ส้มตำ

เมนูส้มตำไม่ได้เป็นที่นิยมในหมู่ชาวต่างชาติเท่านั้น ในไทยก็เป็นอาหารยอดนิยมที่มีขายแทบทุกมุมถนน เนื่อง ด้วยส้มตำของไทยมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์มีครบทุกรสทั้งเปรี้ยว เค็ม เผ็ด หวาน และอูมามิ มีหลากหลายท็อปปิ้ง ทั้งเนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ต่าง ๆ ให้เลือกใส่ตามใจชอบ รวมถึงมีใยอาหารสูง ให้พลังงานและไขมันต่ำมากสามารถกินได้โดยไม่ต้องกลัวห่วงเรื่องน้ำหนักที่จะเพิ่มขึ้นหลังจากผ่านมื้ออาหารไป

อาหารไทยนอกจากจะมีรสชาติอร่อยแล้ว ยังต้องมีกลิ่นหอมและหน้าตาสวยงามประณีต สีสันสดใส ทำให้ผู้ทานอิ่มท้องและเพลิดเพลินไปกับรูปร่างหน้าตาของอาหาร แถมอาหารไทยยังให้คุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณทางยา ซึ่งมีผลดีต่อร่างกาย ด้วยเหตุนี่จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่เมื่อได้ชิมอาหารไทยแล้วจะต้องหลงรักถึงแม้จะกลิ่นรสเผ็ดร้อน จนต้องดื่มน้ำตาม

 

พามารู้จักเครื่องปรุงรสชาติอย่างจีน…หนึ่งในเหตุผลของความอร่อย

ประเทศจีนมีพื้นที่ขนาดใหญ่และมีผู้คนจำนวนมาก ทำให้ชนิดของอาหารจีนนั้นก็มีความหลากหลายเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน ทั้งในด้านของรูปร่างลักษณะ รสชาติ กลิ่นสี รวมถึงวัตถุดิบและเครื่องปรุงรสที่ใช้ในการประกอบอาหาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดมนต์เสน่ห์ของอาหารจีน จนเป็นที่ติดอกติดใจของนักท่องเที่ยวที่ได้มาลิ้มชิมรสกัน ตอนนี้หลายคนคงอยากจะรู้แล้วซิว่าวัตถุดิบหรือเครื่องปรุงรสอะไรบ้าง ที่ช่วยรังสรรค์อาหารจีนให้ออกมาเป็นเอกลักษณ์ขนาดนี่ ไม่ต้องรอไม่เสียเวลามารู้จักเครื่องปรุงตัวแรกกันก่อนเลย

“ซอสงาบด” (Chinese sesame paste) เป็นซอสที่ทำจากงาขาวบดละเอียด ผสมกับน้ำมันงาหรือน้ำมันพืช บางสูตรอาจจะใส่ถั่วสิสงที่นำมาบดลงละเอียดไปด้วย ตัวซอสงาบดจะมีลักษณะเป็นเนื้อครีมสีขาวนวลเนียนไม่ข้นมากนัก เมื่อตั้งทิ้งไว้จะเกิดการแยกชั้นระหว่างตัวน้ำมันกับเนื้องาบด ซึ่งไม่ต้องตกใจไปเพียงแค่คนให้เข้ากันก็สามารถนำมาใช้ในการประกอบอาหารได้แล้ว ซอสงาบดนี่เป็นเครื่องปรุงอีกชนิดที่ใช้กันแพร่หลายทั้งในประเทศจีนและฮ่องกง เมนูที่ใช้ซอสงาบดเป็นส่วนประกอบก็มีไม่น้อยเช่นเดียวกัน อาทิ นำซอสงาบดมาใส่ในซอสหมักหมูแดงสูตรฮ่องกง หรือใช้เป็นส่วนผสมชนิดหนึ่งในซอสราดหมูแดงและเป็ดพะโล้สูตรฮ่องกง โดยซอสงาบดจะทำให้ตัวซอสราดมีสีขาวนวลเนียนคล้ายสีของซอสงาบด ฯลฯ

เครื่องปรุงต่อมาที่น่าสนใจคือ “น้ำมันพริก” เครื่องปรุงรสชนิดนี่มีลักษณะเป็นน้ำมันสีแดงเข้มออกส้มเล็กน้อย มีเนื้อพริกป่นละเอียด เอาเม็ดออกหรือเม็ดพริกอย่างเดียวนอนก้นอยู่ในน้ำมันพริกด้านล่าง น้ำมันพริกชนิดนี่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปในประเทศจีนหรือฮ่องกง ส่วนในประเทศไทยก็มีขายตามร้ายขายเครื่องปรุงอาหารจีน แต่หากใครไม่สะดวกที่จะซื้อก็สามารถทำขึ้นเองได้ ซึ่งวิธีทำก็ไม่สลับซ้อนอะไร เพียงแค่นำพริกป่นละเอียดหรือเม็ดพริกมาผัดกับน้ำมันให้เข้ากันก็เป็นอันเสร็จ หากชอบเผ็ดมากก็ใส่พริกป่นละเอียดมาก หากชอบพริกน้อยก็ใส่พริกป่นไม่ต้องเยอะ ใส่เพียงแค่ให้น้ำมันมีสีแดงก็พอ ในบางครั้งอาจใช้ชวงเจียหรือพริกหอมมาผัดกับน้ำมันแทน ซึ่งจะได้น้ำมันพริกชวงเจียแทน เมนูที่ใช้น้ำมันพริกในการปรุงส่วนใหญ่จะเป็นอาหารเสฉวนหรือหูหนาน ทั้งไก่ผัดพริกแห้ง ที่นำเนื้อไก่ พริกแห้ง กระเทียม เครื่องเทศอื่นผัดร่วมกัน ทำการปรุงรส แล้วใส่น้ำมันลงไปเพื่อให้เนื้อไก่มีสีสวยงามรสชาติจัดจ้าน นอกจากนี้น้ำมันพริกยังเป็นหนึ่งในตัวชูรสของเมนูสุกี้เสฉวน ที่มีสีสันและรสชาติร้อนแรงอีกด้วย

เครื่องปรุงจีนนั้นยังมีอีกหลายชนิด และบ้างอย่างไม่สามารถหาซื้อได้ในประเทศ หากใครอยากลองทำเมนูอาหารจีนแบบตั้งตำรับก็อาจจะสั่งซื้อเข้ามา วันนี้คงจะได้พอรู้จักเครื่องปรุงรสในอาหารจีนกันพอหอมปากหอมคอแล้วไว้ครั้งหน้าหากมีโอกาสจะพาไปรู้จักเครื่องปรุงชนิดอื่น ๆ กันอีกเพิ่มเติม