พาไปชิมร้านดังระดับมิชลินสตาร์ 1 ดาว กับร้านยากิโทริ ที่โด่งดังและคนพูดถึงมากที่สุด

ประเทศญี่ปุ่นมักขึ้นชื่อเรื่องความพิถีพิถันในการเลือกวัตถุดิบเพื่อนำมาเป็นส่วนประกอบในเมนูอาหารต่าง ๆ ที่พร้อมเสิร์ฟทุกจานด้วยความตั้งใจและใส่ใจตามฉบับคนญี่ปุ่น จึงไม่แปลกใจเลยที่เมื่อรับประทานอาหารจากเชฟที่ปรุงอาหารในประเทศนี้เข้าไป จะรู้สึกถึงความสด ความธรรมชาติ การคัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค

วันนี้จะพามาเยี่ยมประเทศเพื่อนบ้านของเรา ที่มีอาหารและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ หาชาติใดเทียบยากอย่างประเทศญี่ปุ่น หากจะให้พูดถึงอาหารญี่ปุ่นแล้วคงจะนึกถึง ซูชิเป็นอันดับแรก ๆ ซึ่งถือว่าเป็นเมนูที่ทำให้รู้จักอาหารญี่ปุ่นได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นแล้วยังมีราเม็ง ข้าวปั้น แกงกะหรี่ ที่พอจะทำให้นึกถึงประเทศญี่ปุ่น อีกหนึ่งเมนูที่กำลังทำให้คนทั้งโลกต้องรู้จักผ่าน “ร้าน Bird Land” ร้านยากิโทริ ที่ทั่วโลกยอมรับจนต้องมอบรางวัลมิชลินสตาร์ 1 ดาวให้กับร้านนี้

ยากิโทริ คือเมนูอาหารของประเทศญี่ปุ่นที่นำเนื้อไก่และส่วนอื่น ๆ มาย่างบนถ่านไม้ มีให้เลือก 2รสชาติคือ ซอสหวานและเกลือ ชื่อเรียกของยากิโทริก็จะแตกต่างกันออกไปตามส่วนของเนื้อไก่ที่ใช้ เช่น คาวะ คือเป็นส่วนของหนังไก่รสชาตินุ่มละมุนตามไขมันของหนังไก่ นอกจากร้าน Bird land สาขา Ginza จะโด่งดังในเรื่องของวัตถุดิบที่คัดเลือกไก่จากจังหวัดอิบารากิ ที่ร้านนี้เลือกนำมาทำเมนูยากิโทริแล้ว ระดับไฟในการย่างนั้นยังมีความสำคัญต่อรสชาติของอาหารด้วย ถึงแม้ว่าการทำยากิโทริจะดูแสนธรรมดาละง่ายดาย แต่ในความธรรมดานั้นเชฟที่ร้านจึงต้องเลือกระดับไฟให้เหมาะสมตามชนิดของเนื้อไก่ที่นำมาย่างอีกด้วย เชฟที่ปรุงยากิโทริจึงจำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของเนื้อไก่และความร้อน อุปกรณ์หลักและสำคัญของเชฟนั่นก็คือ พัด เพราะเชฟจะใช้ถ่านไม้ในการย่าง จึงจำเป็นต้องมีการปรับอุณหภูมิเพื่อให้ย่างออกมาสุกได้ที่และไม่ไหม้ นอกจากจะย่างยากิโทริออกมาให้น่ารับประทานแล้วนั้นต้องมีรสสัมผัสที่พอดีและเป็นที่น่าพอใจต่อผู้ที่มาทานอีกด้วย

ร้าน Bird Land เป็นร้านที่เสิร์ฟยากิโทริพร้อมกับไวน์ และเสิร์ฟเป็นคอร์สของทางร้าน ในหนึ่งคอร์สก็จะเป็นเมนูที่ทางร้านจัดไว้หมดแล้ว หากใครไปชิมแล้วมีส่วนไหนที่ไม่ชอบ สามารถแจ้งทางร้านก่อนได้เลย นอกจากยากิโทริต่าง ๆ ที่ทานพร้อมไวน์แล้ว ก็ยังมีเหล้าญี่ปุ่นหรือสาเกไว้คอยบริการ จะได้ดูเข้ากันกับบรรยากาศญี่ปุ่นขนานแท้ ยากิโทริของร้านนี้มีชื่อเสียงเล่าขาดกันมาเป็นเวลานานจนทำให้ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว จนมิชลินต้องมาให้ดาวขนาดนี้ ใครไปญี่ปุ่นก็ห้ามพลาดเด็ดขาด

 

ข้าวญี่ปุ่นความอร่อยที่หล่อเลี้ยงผู้คนและประโยชน์ที่แฝงอยู่จากธรรมชาติ

“ข้าว” อาหารจานหลักของใครหลาย ๆ คน นอกจากข้าวจะเป็นอาหารที่ประชากรส่วนใหญ่ของหลาย ๆ ทวีปนิยมบริโภคเป็นอาหารหลักแล้ว ข้าวของแต่ละพื้นที่ยังมีเอกลักษณ์ เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะของประเทศที่ปลูก ข้าวส่วนใหญ่ที่สามารถจำแนกตามลักษณะได้อย่างชัดเจนคือข้าวสวยและข้าวเหนียว ข้าวนอกจากจะเป็นอาหารหลักของประเทศไทยแล้วประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างประเทศญี่ปุ่น ข้าวคือชีวิต คือสิ่งสำคัญที่หล่อเลี้ยงชาวญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ประมาณ 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือยุคสมัยของโจมง ซึ่งถือว่าข้าวคืออาหารที่ควรค่าแก่การยกย่อง เพราะมีส่วนสำคัญในการดำรงชีวิตของชาวญี่ปุ่น จึงถือเป็นยุคที่เริ่มต้นการปลูกข้าวของญี่ปุ่นตั้งแต่นั้นมา

หลาย ๆ คนคงคุ้นเคยกับข้าวที่เป็นเมล็ดเรียว ยาว สวย เมื่อนำไปหุงจนสุกมักได้สัมผัสถึงความร่วน ความหอมอย่างข้าวหอมมะลิในประเทศไทยแล้ว แต่ข้าวของประเทศญี่ปุ่นมักเป็นที่รู้จักและจดจำได้ง่ายด้วยลักษณะของเมล็ดข้าวที่สั้น อ้วน สีขาว รสชาติหวานกว่าข้าวไทย มีความหนึบไม่เหนียว สามารถใช้ตะเกียบคีบเป็นคำ ๆ ได้เรียกว่าข้าวพันธุ์ Koshihikari เป็นข้าวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น ข้าวพันธุ์นี้มักผ่านการขัดสีเอาเปลือกออก ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงมักนำมาทำเป็นซูชิ โอนิกิริ ต่าง ๆ  ข้าวอีกหนึ่งพันธุ์ที่ได้รับความนิยมในประเทศญี่ปุ่นคือพันธุ์ Haenuk เป็นข้าวสายพันธุ์ดีติดอันดับสูงสุดในญี่ปุ่นมากกว่า20 ปี ข้าวพันธุ์นี้มีความแข็งของเมล็ดข้าวมากกว่าข้าวพันธุ์อื่น ๆ รสชาติหวานกลาง ๆ ในญี่ปุ่นมักใช้ข้าวสายพันธุ์นี้ทำข้าวกล่อง หรือข้าวปั้น ตามร้านสะดวกซื้อเพราะนอกจากความอร่อยแล้ว แม้ว่าอุณหภูมิจะเย็นลงแต่ความอร่อยของข้าวพันธุ์นี้ก็ไม่ได้ลดลงไปด้วย

ข้าวญี่ปุ่นนอกจากจะมีประโยชน์ในเรื่องของอาหารแล้วยังเป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบที่สำคัญในการทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการประกอบอาหารอย่างเช่น สาเก ที่ได้จากการหมักข้าวหรือจะเป็นน้ำส้มสายชูจากข้าวญี่ปุ่น หรือแม้แต่การนำข้าวมาผลิตเป็นแป้งที่ใช้ทำขนมโมจิหรือไดฟุกุอีกด้วย นับว่าข้าวญี่ปุ่นสามารถนำไปต่อยอดผลิตอาหารทั้งความ หวานได้อีกมากมาย นอกจากนี้แล้วในเรื่องของคุณค่าทางสารอาหารของข้าวญี่ปุ่นก็อุดมไปด้วย คาร์โบไฮเดรต วิตามิน โซเดียม แร่ธาตุต่าง ๆ ในจมูกข้าวนั้นยังเป็นแล่งสารอาหารที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ สารกาบา (Gaba – gamma aminobutyric acid) ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสมองได้อย่างดี ลดความตึงเครียด รักษาสมดุลของสมอง ชะลอความเสื่อม และช่วยให้หลับสบายมากขึ้น

นอกจากการทานข้าวให้อิ่มแล้วข้าวญี่ปุ่นยังมีสรรพคุณมากมายที่ดีต่อสุขภาพ ควรค่าแก่การสรรหามาลองรับประทาน อาจจะลองปรับเปลี่ยนให้ทานคู่กับอาหารที่มีตามท้องถิ่นหรือตามฤดูกาลดู นอกจากจะอร่อยแล้วยังได้รับสารอาหารที่บำรุงร่างกายอีกด้วย

 

วัฒนธรรมการรับประทานอาหารด้วยมือของชาวอินเดีย ที่เป็นการสัมผัสอย่างรื่นรมย์

ประเทศอินเดียมีวัฒนธรรมที่น่าหลงใหลอย่างมากมาย ทั้งเรื่องของศาสนา วิถีชีวิตของผู้คน ปรัชญาการดำเนินชีวิต รวมไปถึงอาหารที่น่าสนใจไม่แพ้ชาติใดในโลก อาหารอินเดียเป็นอาหารที่มีความโดดเด่นในเรื่องของเครื่องเทศ สมุนไพร ความหลากหลายของอาหารอินเดียขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาคของประเทศ เช่น บางภูมิภาคติดทะเลอาหารก็จะมักจะแตกต่างกับบางภูมิภาคที่ติดกับภูเขา ชาวอินเดียทางตอนเหนือมักจะทานโรตี ส่วนชาวอินเดียทางตอนใต้มักจะทานข้าว ส่วนเครื่องเทศที่มักจะใช้บ่อยในการประกอบอาหารมักมีพริกขี้หนู ยี่หร่า ขมิ้นชัน ขิง กระวาน กานพลู อบเชย หากเป็นของหวานมักจะนิยมเติมกลิ่นกุหลาบ และลูกจันทร์เทศลงไป

คนอินเดียส่วนใหญ่มักจะทานมังสวิรัติจนกลายเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ทานเนื้อสัตว์เลย ซึ่งประชากรของชาวอินเดียมักจะผู้ที่นับถือศาสนาฮินดู ซึ่งชาวฮินดูจะไม่รับประทานวัวตามความเชื่อของศาสนาแล้ว ยังมีผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามที่ไม่รับประทานหมูรวมอยู่ด้วย จึงทำให้เกิดวัฒนธรรมที่อยู่ตรงกลาง คือ การบริโภคแกะ แพะ และไก่แทน ซึ่งในบางอาหารที่ทำจาก เนื้อแกะและเนื้อแพะมักมีกลิ่นสาป เครื่องเทศที่ใส่ลงไปปรุงอาหารชนิดนี้จึงมีความสำคัญมาก เพราะจะมีกลิ่นที่หอมชวนน่ารับประทานกลบกลิ่นสาปของเนื้อแกะ เนื้อแพะ ไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ อาหารจานหลักที่จะต้องพบเจอเมื่อเราไปรับประทานอาหารอินเดียนั่นก็คือ แกงที่ทำจากถั่วชนิดหนึ่ง มักจะต้มให้เหลวๆ เป็นอีกหนึ่งอาหารที่ให้พลังงานสูง เรียกว่า ดาล เป็นอาหารมื้อหลัก จะต้องทานคู่กับ จาปาตี หรือ โรตี และในทุกมืออาหารก็มักจะพบ แกงเผ็ด ที่มีเครื่องเทศอย่างมัสซาลา เป็นอาหารมังสะวิรัชหรือบางที่ก็มักจะเติมเนื้อสัตว์ลงไป ส่วนของเครื่องเคียงที่มักมีเอาไว้ตัดรสชาติความเลี่ยน เพราะอาหารอินเดียส่วนใหญ่มักใส่น้ำมันในปริมาณที่มากจึงจะมีผักดอง หอมดอง ขิงดอง เอาไว้เพื่อเลี่ยงรสชาตินี้

วัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชาวอินเดียที่ประเทศอื่นไม่มี คือ วัฒนธรรมการับประทานอาหารด้วยมือ ซึ่งวัฒนธรรมนี้แตกต่างกันอย่างสินเชิงเมื่อเทียบกับการรับประทานอาหารด้วยช้อน ส้อม หรือมีด ชาวอินเดียถือปฏิบัติกันมายาวนานจนถึงปัจจุบัน การรับประทานอาหารด้วยมือ และมือที่ใช้ก็ถูกกำหนดให้เป็นมือขวาด้วย ตามความเชื่อของชาวอินเดียที่บอกว่ามือขวาสะอาดกว่ามือซ้าย เพราะชาวอินเดียจะใช้มือซ้ายเอาไว้ล้างก้นนั่นเอง จึงเป็นเหตุผลที่ต้องใช้มือขวาเท่านั้น นอกจากนั้นแล้วอาหารที่นำมาเสิร์ฟจะต้องเป็นอาหารที่สามารถทานด้วยมือแล้วไม่เลอะเทอะ อาหารทุกจานที่จะรับประทานต้องมีช้อนกลางเพื่อสำหรับตักแบ่งใส่จาน แต่ถ้าหากทานไม่หมดก็ให้เหลือในจานได้เลยไม่ต้องกลัวเสียมารยาท และยังเป็นการแสดงออกถึงความพอใจในอาหารของเขาอีกด้วย

วัฒนธรรมการรับประทานอาหารของชาวอินเดียไม่ยุ่งยากซับซ้อนมากเกินความเข้าใจ อีกหนึ่งนัยยะของวัฒนธรรมการรับประทานอาหารของชาวอินเดียคือการสัมผัสให้ได้รู้สึกถึงความรื่นรมย์ เพราะอาหารเป็นสิ่งหนึ่งที่วิเศษที่สุดจากพระเจ้า

 

มารู้จักอาหารคลีน ทานอย่างไรให้ได้สุขภาพ

ปัจจุบันการรับประทานอาหารของผู้คนส่วนใหญ่มักจะเลือกอาหารที่รับประทานง่าย สะดวก และรวดเร็ว จึงทำให้มีปริมาณผู้ที่นิยมอาหารแช่แข็งหรืออาหารกึ่งสำเร็จรูปเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงร้านค้าที่จำหน่ายอาหารก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ผู้บริโภคในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น นอกจากอาหารแช่แข็งหรืออาหารสำเร็จรูปที่มีวางขายและมีให้เลือกมากขึ้น ทำให้กลุ่มคนที่ชื่นชอบในการบริโภคอาหารประเภทนี้ มักจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับสารตกค้างหรืออาจจะมีสารที่ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

มากกว่าอาหารแช่แข็งหรืออาหารกึ่งสำเร็จรูปต่าง ๆ แล้ว ในอาหารอย่างอื่นที่มักปรุงแต่งรสชาติ กลิ่น สี เพื่อเพิ่มความดึงดูดในการเลือกซื้อของผู้บริโภคแล้ว ยังมีอาหารอีกประเภทที่ผู้คนเริ่มหันมาให้ความสนใจกันบ้างแล้วนั่นก็คือ อาหารคลีน โดยเฉพาะผู้ที่หันมาให้ความสนใจในสุขภาพมากขึ้น หรือ ผู้ที่อยากจะลดความอ้วนอีกด้วย อาหารคลีนคืออาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งหรืออาจจะปรุงแต่น้อยที่สุด และแปรรูปจากสารเคมีหรือสารปรุงรสที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ และมีกระบวนการทำอาหารที่สดใหม่ไม่มีการหมักดองใด ๆ เป็นอาหารที่ไม่มีรสชาติที่เค็มจัด หวานจัด เปรี้ยวจัดมากเกินไป เน้นธรรมชาติของรสชาติอาหารและวัตถุดิบที่ใช้เป็นหลัก

อาหารคลีนไม่ได้เป็นเพียงแต่การเน้นให้ทานผักปริมาณมาก ๆ เพียงอย่างเดียวแต่อาหารคลีนเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกายต่อวัน โดยเน้นการได้รับพลังงานที่เพียงพอ จึงทำให้อาหารคลีนเหมาะสำหรับผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพและผู้ที่ต้องการลดความอ้วนเป็นอย่างมาก ด้วยรสชาติของอาหารที่ไม่ได้ปรุงแต่งมากเกินไป จึงทำให้ไม่มีไขมันที่ไม่จำเป็น การรับประทานอาหารคลีนสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยลองอาจจะยังไม่คุ้นชินกับรสชาติอาหาร อาจจะทำให้เลิกรับประทานไปเลยสำหรับบางท่าน หรือในบางทีการเลือกซื้ออาหารคลีนอาจจะเป็นไปได้ยาก ทำให้ปัจจุบันจึงมีร้านอาหารคลีนเปิดกิจการอย่างมากมายบนโลกออนไลน์ ทำให้การรับประทานอาหารคลีนเป็นเรื่องง่าย และมีเมนูให้เลือกเยอะมากมาย เช่นเดียวกับการเลือกซื้ออาหารทั่วไปมารับประทาน

การทานอาหารคลีนเพื่อสุขภาพนั้นทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายมีสมดุลมากขึ้นเพราะไม่ได้รับสารเคมีจากสิ่งแปรรูปหรือได้รับสารอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งมากหรือน้อยเกินไป การหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น และหลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปที่มีการปรุงแต่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าอาหารทั่วไปจะเป็นอาหารที่ไม่ดี แต่อยากจะให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจในรายละเอียดของอาหารมากยิ่งขึ้นเช่นอ่านข้อมูลทางโภชนาการที่มักจะติดอยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการเลือกซื้ออาหารที่มีความสด ใหม่ ทานผลไม้ และน้ำสะอาด ลดปริมาณน้ำตาลลง และควรหักห้ามใจเมื่อเดินผ่านอาหารแปรรูปต่างๆเพื่อสุขภาพที่ดีควรหันมาออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยทั้งทานอาหารคลีน และพักผ่อนให้เพียงพอเพียงเท่านี้ก็จะมีสุขภาพที่ดีไม่ง้อแพทย์แล้ว

 

การถนอมอาหารจากจีนแผ่นดินใหญ่ จนกลายมาเป็น “ ไข่เยี่ยวม้า ” ที่แสนอร่อย

การถนอมอาหารคือวิธีอย่างหนึ่งที่สามารถเก็บรักษาอาหารให้มีความสดหรือใกล้เคียงกับวัตถุดิบเดิมให้ได้นานที่สุด ซึ่งในบางประเทศที่มีฤดูหนาวยาวนาน หรือในช่วงที่มีหิมะตก ก็มักจะใช้วิธีการถนอมอาหารต่าง ๆ เพื่อจะได้มีอาหารเอาไว้รับประทานเมื่อไม่ได้ออกไปหาอาหาร แต่ในอีกประเทศก็มักจะใช้วิธีการถนอมอาหารเมื่อมีผลผลิตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจากพืชหรือจากสัตว์ มีจำนวนมากและอยากชะลอการเน่าเสียของอาหาร ทำให้วัตถุดิบหลาย ๆ อย่างได้มีการแปรรูป และเกิดเป็นวัตถุดิบใหม่ ๆ ในเมนูอาหารประจำบ้านของแต่ละประเทศ

หากพูดถึงวัตถุดิบหลักที่ให้พลังงานสูง โปรตีนเยอะ มีคุณค่าทางสารอาหารมาก เกือบทุกประเทศต้องนึกถึงไข่ก่อนเป็นอันดับแรก ๆ เพราะนอกจากจะเป็นเมนูที่รู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว เมนูไข่ยังอยู่คู่ครัวโลกกันมาหลายรุ่นหลายสมัย ไข่จึงเป็นอีกหนึ่งแหล่งพลังงานที่หลายคนมักจะพยามคงความสดไว้ แต่ทุกอย่างมักจะมีวันหมดอายุ จึงทำให้มีการคิดวิธีการถนอมอาหารจากไข่กันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการนำไปต้มจนสุกแล้วแช่เย็นไว้ หรือการนำไข่สดไปดองกับน้ำเกลือก่อนจะนำไปต้มจนสุกกลายมาเป็นไข่เค็มที่สามารถเก็บไว้รับประทานได้เป็นเดือน ๆ แต่อีกหนึ่งวิธีการถนอมอาหารที่มีประวัติยาวนานจากจีนแผ่นดินใหญ่จนกลายมาเป็นที่รู้จักนั่นก็คือ “ไข่เยี่ยวม้า”

ไข่เยี่ยวม้าฟังจากชื่อก็ดูจะไม่น่าน่ารับประทาน แต่ถ้าได้ลองทานแล้วรสชาติจะติดใจ เดิมทีไข่เยี่ยวม้านั้นเป็นชื่อเรียกที่กร่อนเสียงมาจากชื่อเรียกเหอี่ยหม่าในภาษาจีน เพราะจริง ๆ แล้วต้นกำเนิดของไข่เยี่ยวม้านั้นเกิดจากที่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ได้มีการอพยพจากประเทศตนด้วยการนั่งเรือสำเภา จึงมีการแปรรูปไข่เพื่อนำมาเป็นอาหารจึงทำให้ ไข่เยี่ยวมาเป็นที่รู้จักกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่หากจะให้เล่าถึงประวัติศาสตร์ที่เล่ากันมารุ่นสู่รุ่นแล้วต้องเล่ากันว่า ไข่เยี่ยวม้านั้นได้ถูกค้นพบเมื่อประมาน 600 ปี สมัยราชวงศ์หมิง เมื่อชาวจีนคนหนึ่งพบไข่เป็ด ในบ่อปูนขาว ที่จะนำมาใช้ในการสร้างบ้านแล้วจึงได้เก็บไปลองประกอบอาหาร เมื่อได้ลองชิมดูแล้วรู้สึกว่ารสชาติดี มีกลิ่นและสีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงได้เริ่มคิดค้นเพื่อจำหน่าย โดยนำไข่มากลบกับดินที่อยู่ในบ่อปูนขาว ประมาณ 2 เดือนจนได้พัฒนาจนเกิดเป็นไข่เยี่ยวม้าในปัจจุบัน

ด้วยเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของไข่เยี่ยวม้า ที่ต้องมีสีดำ เนื่องจากมีวิธีการทำโดยการนำไข่ไปหมักกับปูนขาว เกลือ โซเดียมคาร์บอเนต แกลบ และน้ำ ประมาณ 15 –20 วัน ไข่ขาวจึงเกิดปฏิกิริยาทางเคมีจนกลายเป็นวุ้นสีน้ำตาลอ่อน ส่วนไข่แดงจะมีสีคล้ำและแข็ง เมื่อนำไปต้มจนสุก สามารถนำไปดัดแปลงได้อีกหลายเมนูตามความชอบของแต่ละคน หรือบางคนอาจจะตัดความเลี่ยนของไข่เยี่ยวม้าด้วยขิงดองก็ได้ไปลองทานกันดูเลย

 

ชวนมารู้จักของว่างไทยที่วางคู่กันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล

คนไทยมักขึ้นชื่อในเรื่องของการทำอาหารมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ด้วยเอกลักษณ์รสฝีมือที่โดดเด่นจึงไม่แปลกใจที่จะเห็นอาหารคาวหวานต่าง ๆ จัดวางอยู่บนสำรับกับข้าวได้อย่างน่ารับประทาน นอกจากจะมีอาหารคาว หวาน ที่รสชาติเป็นเอกลักษณ์แล้วยังมี อาหารว่างอีกหนึ่งอย่างที่จัดวางคู่กันแบบนี้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 นั่นก็คือ สาคูไส้หมู และ ข้าวเกรียบปากหม้อ

ตามตำนานได้เล่าถึงสมัยรัชกาลที่ 1 ท่านทรงโปรดเสวยขนมไข่เหี้ยมาก แต่ในขณะนั้นไม่สามารถจัดหามาให้ท่านได้ แม่นางเสือ สนมของท่านซึ่งเป็นคนลาว เมื่อครั้งที่ท่านได้ยกทัพไปนครเวียงจันทร์ เป็นผู้ที่มีฝีมือในการทำอาหารเป็นอย่างมาก จึงได้นำแป้งข้าวเหนียว ผสมกับแป้งสาคู นำมาห่อกับถั่วที่มีรสชาติคล้าย ๆ กับขนมไข่เหี้ยนั้น แล้วนำไปนึ่งจนสุกให้มองเห็นไส้ข้างในสีเหลืองทอง แป้งข้าวนอกใสขุ่น นำขึ้นถวาย เวลาจะเสวยให้ราดน้ำกะทิสดลงไป ขนมจะมีความนุ่มลื่น คล้าย ๆ กับไข่ของจริง ส่วนเรื่องของไส้นั้นหลังจากได้นำไปถวายแล้วจึงมีการปรับเปลี่ยนไส้ให้เป็นของคาวมากขึ้น ด้วยการผัดไส้พร้อมกับหมูสับ หัวไชโป๊ว รากผักชี และเครื่องปรุงรสอื่น ๆ จากนั้นนำไปห่อกับแป้ง แล้วนำไปนึ่งจนสุก กลายมาเป็น          สาคูไส้หมู ทานคู่กับผักสดและพริกสด เป็นเมนูของว่างยามบ่ายที่ลงตัว อิ่มกำลังดี

อีกหนึ่งของว่างที่เป็นของทานคู่กันกับสาคูไส้หมูนั่นก็คือ ข้าวเกรียบปากหม้อ ซึ่งอาหารว่างทั้ง 2อย่างนี้มีลักษณะของไส้ที่คล้ายคลึงกัน แต่วิธีทำแตกต่างกัน ข้าวเกรียบปากหม้อ ของไทยนั้นมีลักษณะคล้าย ๆ กับข้าวเกรียบปากหม้อญวน อาหารว่างของชาวเวียดนาม แต่ต่างกันที่ตัวไส้ ข้าวเกรียบปากหม้อญวนนั้นมักจะทานคู่กับน้ำจิ้มที่มีรสเปรี้ยว เค็ม หวานและเผ็ด

ชื่อเรียกของข้าวเกรียบปากหม้อนั้นอาจจะหมายความตามวิธีการทำข้าวเกรียบปากหม้อในสมัยก่อน ซึ่งจะใช้ผ้าขึงตรึงบนปากหม้อ ผสมแป้งข้าวจ้าวและแป้งมัน กับน้ำเปล่าและน้ำกะทิ จนละลายเป็นน้ำแป้ง นำผ้าขาวขึงกับหม้อที่ใส่น้ำ อาจจะกรีดริมผ้าไว้เพื่อเติมน้ำ ตั้งไฟจนน้ำเดือด นำแป้งที่ผสมตักลงบนผ้าละเลงแป้งเป็นวงกลมคล้ายกับข้าวเกรียบว่าว ปิดผ้าหม้อเพื่อให้แป้งสุกนิ่ม จากนั้นก็ใส่ไส้ที่ทำจากหัวผักกาด หมูสับ ส่วนผสมคล้าย ๆ กับไส้ของสาคูไส้หมู ลงไป ห่อแป้งด้วยไม้พายใช้วิธีหุ้มไส้ แป้งที่สุกดีแล้วจะมีความเหนียวเล็กน้อยมีลักษณะเป็นสีขาวขุ่นมองเห็นไส้จากข้างนอกได้ ตักใส่จานโรยด้วยกระเทียมเจียวหอม ๆ และตักน้ำหัวกะทิราด พร้อมรับประทาน

อาหารว่างทั้ง 2 อย่างนี้มักถูกจัดเป็นของคู่กันมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงถึงปัจจุบัน นอกจากจะขึ้นชื่อในเรื่องของความอร่อยแล้ว ยังถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่มีเฉพาะที่ประเทศไทยของเราอีกด้วย

 

พามาลัดเลาะทำความรู้จักชานมไข่มุก เครื่องดื่มสุดฮิตส่งตรงจากไต้หวัน

ถ้าหากพูดถึงเครื่องดื่มยอดนิยมในประเทศไทยเรา แน่นอนว่าจะต้องมีชื่อชานมไข่มุกติดปากใครหลาย ๆ คนอย่างแน่นอน แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าจริง ๆ แล้วชานมไข่มุกที่ทุกคนเคี้ยวกันอย่างหนึบหนับ และมีวางขายกันเกือบทุกห้างสรรพสินค้าได้รับอิทธิพลมาจากไหน ถ้าอยากรู้คำตอบกันแล้วจะเฉลยตอนนี้เลยจะได้หายสงสัยกัน

ชานมไข่มุกมีต้นกำเนิดจากประเทศไต้หวันในปี 1980 ราว ๆ 30 ปีที่แล้ว เดิมคนไต้หวันนิยมดื่มชากันอยู่แล้วแต่มักจะดื่มแต่ชาร้อน จนกระทั่งได้ไอเดียจากชาวญี่ปุ่นที่มักจะเติมน้ำแข็งลงไปในชา ทำให้ผู้คิดค้นสูตรชานมไข่มุกอย่างคุณ หลิน ซิวฮุ่ย ได้ลองนำไอเดียนี้มาประยุกต์กลายเป็นสูตรชาที่ใส่น้ำแข็งขึ้นมา ส่วนมุกที่ทุก ๆ คนชื่นชอบนั้นก็มาจากไอเดียของชาวญี่ปุ่นเช่นเดิมที่มักจะปั้นแป้งเป็นก้อนเล็ก ๆ หรือที่รียกกันว่าโมจิ ผู้คิดค้นสูตรอย่างคุณหลิน ก็ไม่พลาดที่จะลองนำมันใส่ลงไปในชาเย็นเดิมทีแป้งปั้นก้อน ๆ นั้นทำจากแป้งสาคูสีขาวต้ม ทำให้เรียกกันว่าไข่มุก และกลายเป็นเมนูของร้านที่ยอดฮิตจนโด่งดังไปทั่วประเทศไต้หวันในตอนนั้น

ชานมไข่มุกที่ประเทศไต้หวันมีมากมายหลายร้านที่ขายหรือจะเรียกว่ามีทุกหัวมุมถนนเลยทีเดียวสังเกตง่าย ๆ ว่าถ้าคนต่อคิวเยอะ ๆ ร้านไหนแนะนำให้ไปต่อคิวตามได้เลยจะได้ไม่ผิดหวัง นอกจากความอร่อยและมีไข่มุกหนึบหนับเคี้ยวเพลินที่ประเทศไต้หวันแล้ว ชานมไข่มุกหรือที่ประเทศไต้หวันเรียกกันว่า ปัวป้ามิลล์ที ก็ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มที่ขายดีในประเทศไทย โดยเริ่มต้นจากพ.ศ. 2540 ที่มีการนำสูตรชานมไต้หวันมาขายพร้อมกับไข่มุกที่ทำมาจากแป้งมันสำปะหลังปั้นเป็นก้อนกลม ๆ เล็กโดยเริ่มจากการนำแป้งไปต้มกับน้ำตาลหรือน้ำผึ้งเพื่อให้ได้รสชาติที่หวานนิด ๆ ต้ม ให้ได้ที่ไม่แข็งหรือนิ่มจนเกินไปแล้วตักขึ้นมาพัก เตรียมพร้อมที่จะตักใส่เครื่องดื่มเสิร์ฟให้เคี้ยวกันเพลิน ๆ ความอร่อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับสูตรชาของแต่ละร้านที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกัน จนปัจจุบันชาไข่มุกนั้นเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ทำกำไรและเป็นที่นิยมและมีให้เลือกชิมกันมากมายอย่างที่เราพบเห็น

นอกจากชานมไข่มุกจะเป็นเครื่องดื่มที่ยอดนิยมในทวีปเอเชียแล้ว ยังเป็นที่นิยมไปทั่วโลกอีกด้วย เพราะนอกจากการนำมุกมาใส่ในชานมแล้วยังมีอีกหลาย ๆ ประเทศนำมาดัดแปลงกลายเป็นเมนูใหม่ ๆ กว่า200 กว่าเมนู ซึ่งบางร้านก็นิยมใส่มุกลงไปในชาผลไม้ต่าง ๆ หรือจะเป็นเครื่องดื่มแบบสมูทตี้ ที่ใส่มุกลงไปเพื่อเพิ่มความสนุกในการเคี้ยวอย่างประเทศอเมริกา ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากประเทศไต้หวันอีกด้วย นับว่าประเทศไต้หวันคือต้นตำหรับชานมไข่มุกที่เป็นที่แพร่หลายกันจนถึงปัจจุบัน

 

มาเลือก “สเต็ก” เนื้อที่ใช่ บนความสุกแบบพอดี

วัฒนธรรมของอาหารฝรั่งเศสเมนูหนึ่งที่นิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลายเกือบทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ส่วนใหญ่ประเทศทางทวีปยุโรปมักจะมีอาหารประเทศนี้อยู่ในเมนูเกือบทุกร้านอาหาร ด้วยรสชาติที่ถูกปากของใครหลาย ๆ คนเป็นอย่างมาก ทำให้อาหารที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ของประเทศฝรั่งเศสนี้เป็นที่รู้จักและนำมาดัดแปลงเป็นเมนูใหม่ ๆ ให้เข้ากับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ

สเต็กเป็นอาหารจานหลักที่ประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์ ส่วนใหญ่มักเป็นเนื้อวัวที่นำไปทอดหรือย่าง และมีน้ำซอสเกรวี่ราดบนเนื้อสัตว์ วิธีรับประทานจะใช้มีดหั่นก่อนรับประทาน คนฝรั่งเศสส่วนใหญ่มักนิยมทำทานกันเองภายในครอบครัว แต่เมื่อเวลาผ่านไปมีหลายประเทศให้ความสนใจจึงได้คิดค้นสูตรและเผยแพร่ออกไปทั่วโลก

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการรับประทาน สเต็กนั้นก็คงจะมีเมนูที่สั่งกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ถ้าหากใครที่ยังคงสงสัยว่าจะต้องสั่งแบบไหนถึงจะอร่อยลองอ่านแล้วลองไปสั่งกันดูตามนี้

  • เนื้อที่มีความนุ่มที่สุด คือ เนื้อลอยน์ (LOIN) เป็นส่วนสะโพกที่นุ่มที่สุด และมีราคาแพงที่สุดเช่นกัน เมนูที่ทำจากเนื้อส่วนนี้มักจะเป็น สตริปลอยน์ (Strip Loin Steak) เพราะเป็นเนื้อที่มีส่วนติดมันและนุ่มที่สุด มีรสชาติชุ่มช่ำไม่กระด้าง ราคาก็จะแรงตามคุณภาพด้วย หรือจะเป็น สเต็กแบบ ทีโบน (T – Bone Steak) เป็นสเต๊กที่มีกระดูกที่เป็นรูปคล้าย ๆ กับตัว T ในภาษาอังกฤษคั่นอยู่ระหว่างเนื้อลอยน์ที่ติดมันน้อยที่สุดและเนื้อสันในที่ติดอันดับที่นุ่มที่สุด ทำให้เรียกกันว่า ทีโบน เป็นส่วนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะจะได้ทานสเต็กกันถึง2แบบในชิ้นเดียวกัน
  • เนื้อที่มีความนุ่มแบบปานกลาง คือ เนื้อบริเวณขาและสะโพก ( Round ) และเนื้อตรงบริเวณหัวไหล่ (Chuck) เนื้อประเภทนี้นิยมนำไปตุ๋น หรือทำเป็นเนื้อบด มักจะมีเนื้อปนมันมาก มีความนุ่มคล้าย ๆ กับเนื้อลอยน์ มักนำไปบด หรือ ย่างก่อน มีราคาไม่แพงมากถ้าเทียบกับเนื้อลอยน์
  • เนื้อประเภทที่นุ่มน้อยที่สุด คือ เนื้อบริเวณตรงกลางลำตัวและต้นขา อาจจะไม่เหมาะถ้าจะทำเป็นสเต็ก แต่ถ้าหากนำไปตุ๋นหรือทำสตู จะเหมาะที่สุด

ส่วนถ้าใครพอที่จะมีเมนูเนื้อในใจแล้วอยากจะได้รสสัมผัสที่เพิ่มอรรถรสมากขึ้นไปอีกก็สามารถสั่งระดับความสุกของเนื้อได้ถึง 6 ระดับตามความต้องการแบบนี้

1.สุกแค่ผิวเนื้อด้านนอก ข้างในยังไม่สุก (Blue Rare)

2.สุกพอประมาณ อาจจะย่างมาในเวลาพียงแค่ 1 นาที ทำให้เนื้อด้านนอกสุกพอประมาณแต่ข้างในยังไม่สุกมาก (Rare)

3.กึ่งสุกกึ่งดิบ (Medium Rare)

4.สุกแบบพอดีขึ้นมาอีกนิดแต่ข้างในยังเป็นสีชมพูกว่า Medium Rare เรียกว่า (Medium)

5.สุกพอดีแต่เนื้อไม่ได้แข็งกระด้าง (Done)

6.สุกทั่วถึงกันทุกส่วน สุกแบบนี้อาจจะทำให้ไม่ได้รสชาติของเนื้อ (Well Done)

พอทราบถึงสเต็กกันในแบบต่าง ๆ รวมถึงระดับความสุกที่เหมาะกับการรับประทานของแต่ละคนแล้ว อาจจะเป็นการเพิ่มรสชาติให้กับสเต็กจานโปรดกันเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าหากใครที่ไม่ทานเนื้อ ก็ลองเลือกดูเมนูอื่น อย่างเช่น สเต็กหมู หรือสเต็กปลากันดูได้ เพราะนอกจากจะมีเสต็กแล้วยังมีของเคียงต่าง ๆ ในจานให้ลองทานกันดูกันอีกมากมาย

 

หม่าล่า รสชาติความเผ็ดที่สะท้านลิ้น ตำนานจากมณฑล เสฉวน

ประเทศไทยขึ้นชื่อเรื่องของอาหารที่รสชาติจัดจ้าน ทั้งความเผ็ดร้อนจากเครื่องเทศที่มักจะผสมลงไปในเครื่องแกงต่าง ๆ หรือจะเป็นพริกแกงที่มีส่วนประกอบหลัก ๆ จากพริก และนอกจากอาหารไทยยังมีอาหารจากประเทศเพื่อนบ้านของเราที่มีรสชาติความเผ็ดที่ไม่แพ้ประเทศไทย เชื่อว่าหลาย ๆ คนยังไม่เคยได้ลิ้มรส “หม่าล่า ”

หม่าล่าสูตรเด็ดลิ้นชาซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของใครหลาย ๆ คนแต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้จักว่าคืออาหารอะไร จริง ๆ แล้วหม่าล่าเป็นเพียงเครื่องเทศที่มีรสชาติเผ็ดร้อนความเผ็ดต่างจากพริกของประเทศไทยแต่เป็นความเผ็ดที่ร้อนชา มีกลิ่นเครื่องเทศที่ทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ซึ่งความเผ็ดร้อนสไตล์หม่าล่านี้ส่งตรงจากมณฑลเสฉวน ประเทศจีน ที่คาดกันว่าผู้ที่เริ่มนำเข้ามาเป็นเมนูยอดฮิตในประเทศไทยนั้นน่าจะมาจากทางฝั่งแม่สาย จังหวัดเชียงรายและได้แพร่หลายออกไปถึงจังหวัดเชียงใหม่ จนกลายเป็นที่รู้จักเฉพาะกลุ่มผู้ที่อาศัยทางภาคเหนือเป็นหลักก่อนที่จะกระจายไปในอีกหลาย ๆ จังหวัดให้ได้ลิ้มรสความเผ็ดชานี้

ความเผ็ดจนลิ้นชาของหม่าล่าก็แปลได้ตรงตัวตามภาษาจีนได้ว่า “ หม่า ” แปลว่า ชา “ ล่า ” แปลว่าเผ็ด พอนำมารวมกันจึงแปลได้ว่า “ หม่าล่า ” คืออาหารที่มีรสชาติเผ็ดและชา โดยส่วนประกอบหลัก ๆ นอกจากจะเป็นพริกตามความเข้าใจของใครหลาย ๆ คนแต่ความเผ็ดที่เป็นเอกลักษณ์จากเครื่องเทศที่ชื่อว่า “ฮวาเจียว” ซึ่งเป็นเครื่องเทศที่ทำให้เกิดอาการลิ้นชา ลักษณะคล้าย ๆ กับเมล็ดพริกไทยดำ ซึ่งประโยชน์ของ ฮวาเจียวนั้นก็ช่วยขับลม แก้วิงเวียนศีรษะ และบำรุงเลือดตามหลักของการปรุงยาจากประเทศจีน ส่วนประเทศไทยนั้นก็มีเครื่องเทศที่มีลักษณะและสรรพคุณคล้าย ๆ กับฮวาเจียวนั่นก็คือ มะแขว่น เครื่องเทศที่นิยมใช้กันในภาคเหนือรสชาติคล้ายคลึงกันแต่ไม่เผ็ดจนลิ้นชาเท่ากับฮวาเจียน

หม่าล่าสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบในการทำอาหารได้หลายอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะพบเห็นในเมนูที่นำเอาวัตถุดิบต่าง ๆ มาย่าง เช่น หมู ไก่ ผัก ต่าง ๆ นำมาเสียบไม้แล้วย่างบนถ่านและทาซอสหม่าล่าที่ผสมมาแล้วลงบนของที่จะนำมาย่าง ย่างจนหอมพอสุกแล้วก็สามารถลิ้มรสชาติหม่าล่ากันได้ไม่จำกัดความอร่อย หากใครที่ชื่นชอบในการรับประทานชาบูหรือสุกี้แล้วแนะนำให้ลองผสมพริกหม่าล่าลงไปในน้ำซุป จะทำให้เกิดน้ำซุปรสชาติแปลกใหม่ อีกทั้งคนจีนที่นิยมรับประทานหม้อไฟที่มีเนื้อแกะเป็นส่วนประกอบหลัก มักจะใช้น้ำซุปหม่าล่าเพื่อดับกลิ่นสาปของเนื้อแกะอีกด้วย

นอกจากหม่าล่าจะมีวิธีปรุงออกมาเป็นเมนูที่หลากหลายแล้วยังมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้ที่รับประทานอีกด้วย แต่อย่าลืมรับประทานแต่พอดีไ ม่อย่างนั้นอาจจะกลายเป็นปัญหาท้องและลำไส้ และเลือกทานอาหารให้หลากหลายให้ได้สารอาหารที่เพียงพอกับสุขภาพกันด้วย

 

อาหารว่างทำเองแบบไทย อร่อยมัดใจในครอบครัว

อาหารว่างหรืออาหารระหว่างมื้อ เป็นอาหารที่เรามักจะรับประทานในช่วงเวลาที่ไม่เร่งรีบ หรืออยู่พร้อมหน้ากันในครอบครัว  เพื่อความเพลิดเพลินระหว่างพูดคุยกัน หรือเพื่อรองท้องแก้หิวเมื่อต้องรอรับประทานอาหารมื้อหลัก แต่บางครั้งการทำอาหารว่างรับประทานอาจเกิดจากความชื่นชอบในอาหารว่างชนิดนั้น ๆ อีกด้วย

ความพิถีพิถันแบบไทย เกิดเป็นอาหารว่างอันมีเสน่ห์น่ารับประทาน

อาหารว่างที่นำมากล่าวถึงอย่างแรกคือ “หมูโสร่ง” ขั้นตอนการทำนั้นเริ่มจากใช้เนื้อหมูบดมาผสมกับรากผักชีและกระเทียมที่โขลกรวมกันไว้แล้ว ปรุงรสด้วยน้ำปลา เกลือ และพริกไทยป่น ใส่ไข่ลงไปผสมจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกันพักไว้ ปั้นหมูเป็นก้อนกลม ๆ แล้วนำเส้นหมี่ซั่วมาพันให้รอบ ในขั้นตอนนี้ต้องใช้ความละเอียดในการพันเส้นให้รอบเนื้อหมูที่ปั้นไว้ จากนั้นนำลงไปทอดให้ทั่วจนสุกเป็นสีเหลืองสวย โดยในขึ้นตอนนี้อาจต้องใช้ไฟอ่อนและคอยพลิกชิ้นหมู ที่กำลังทอดเพื่อให้สุกทั่วถึงกันและไม่ไหม้เกรียมจนเกินไปนั่นเอง เมื่อจะรับประทานกับน้ำจิ้มไก่ที่มีรสชาติหวานก็เข้ากันได้ดี

ของทอดยอดฮิต ขายดีติดอันดับ อย่าง “ปอเปี๊ยะทอด” ที่คนไทยชื่นชอบ วิธีการทำปอเปี๊ยะเริ่มจากทำไส้ก่อนด้วยการนำรากผักชี กระเทียม พริกไทย มาโขลกรวมกันใส่เนื้อหมูบด เห็ดหูหนู วุ้นเส้น กะหล่ำปลี ถั่วงอก และแครอทซอย ผสมเข้ากับเครื่องปรุงรสคลุกกับไข่ขาวให้เข้ากัน แล้วใช้แผ่นโรตีมาห่อให้แน่นเป็นชิ้น ๆ แล้วนำไปทอดในน้ำมันด้วยไฟปานกลาง จนสุกเหลืองกรอบ รับประทานกับน้ำจิ้มบ๊วย

“หมูสะเต๊ะ” เป็นเมนูของว่างที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอินโดนีเซีย ด้วยรสชาติที่อร่อยกลมกล่อมจนเป็นที่ถูกปากคนไทย จึงนิยมรับประทานเป็นอาหารว่าง ขั้นตอนการทำนั้นเริ่มจากการนำเครื่องเทศประกอบด้วย ลูกยี่หร่า ข่า ตะไคร้ ลูกผักชี โขลกรวมกันแล้วนำไปผสมกับผงขมิ้น ผงกะหรี่ น้ำสัปปะรด พริกไทยป่น หัวกะทิ น้ำตาล เสร็จแล้วนำหมูหั่นเป็นแผ่นบางลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นจึงนำไปแช่ตู้เย็นไว้สักพักเพื่อให้เครื่องเทศซึมเข้าในเนื้อหมู เมื่อจะรับประทานก็นำหมูมาเสียบเป็นไม้ๆแล้วย่างด้วยไฟอ่อนจนสุก รับประทานกับน้ำจิ้มซึ่งจะมีสองชนิดรับประทานด้วยกัน คือน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะที่ทำมาจากพริกแกงเผ็ด ถั่วลิสง กะทิ น้ำมะขามเปียก และน้ำตาลปี๊บ และน้ำจิ้มอาจาด ที่มีน้ำส้มสายชูเกลือน้ำตาลทราย แตงกวาหั่นชิ้น พริกและหอมแดงซอย ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของหมูสะเต๊ะที่เข้ากันได้เป็นอย่างดี

อาหารว่างแบบไทยมักจะมีขั้นตอนในการทำที่ละเอียดอ่อน รสชาติกลมกล่อม มีหน้าตาน่ารับประทาน อาจเป็นของหวานแบบขนมหรืออาหารคาวที่นำมาประยุกต์เป็นอาหารว่างได้เช่นกัน