All posts by Brittany Fletcher

ส้มตำ เป็นอาหารประจำถิ่นหรืออาหารประจำชาติ

ส้มตำเป็นอาหารถิ่นที่เรียกได้ว่าคนไทยแทบทุกสารทิศนิยมรับประทานกันจนจะเป็นอาหารประจำชาติอยู่แล้ว และหากถามชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยถึงเรื่องเมนูอาหารไทยที่รู้จักหรือเคยได้ยินชื่อ หนึ่งในคำตอบของนักท่องเที่ยวคงต้องมีส้มตำเป็นคำตอบแน่แท้ เพราะนอกจากรสชาติอันจัดจ้านของส้มตำแล้ว เรื่องกลิ่นที่รุนแรงแต่กลับหอมหวนจมูกของคนไทยก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้เช่นกัน ที่ทำให้ส้มตำเป็นอาหารขึ้นชื่ออันโด่งดัง จนทำให้ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยอยากลิ้มลอง

ส้มตำมาจากไหน?

หากตั้งคำถามเพื่อให้หลาย ๆ คนคาดเดาว่า ส้มตำเป็นของชนชาติใด? เชื่อว่าทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยแทบจะทั้งประเทศคงฟันธงว่าส้มตำเป็นอาหารพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังไม่มีผู้ใดสามารถหาข้อสรุปต้นกำเนิดของส้มตำได้อย่างแน่ชัด มีเพียงการ สันนิษฐานไปในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นส้มตำมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่กรุงเทพฯ อยู่แล้ว หรือบางท่านก็ สันนิษฐานจากที่มาของวัตถุดิบว่าส้มตำเข้ามาจากทางตอนใต้ของประเทศไทย แต่มีการ สันนิษฐานที่สำคัญ  สันนิษฐานไว้ว่าส้มตำในรูปแบบปัจจุบันนั้นอย่างที่เราคุ้นเคยมีการดัดแปลงและคิดค้นมาจากแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือและประเทศลาว ถึงแม้ว่าที่มาที่ไปจะไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่แน่นอน แต่นั้นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ส้มตำได้รับความนิยมลดลงเลยแม้แต่น้อย

ทำไมถึงเรียกว่าส้มตำ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใส่ส้ม

อย่างที่หลายคนทราบกันว่าส้มตำเป็นอาหารที่ใช้มะละกอดิบเป็นส่วนประกอบหลัก แต่ด้วยความที่การตำส้มตำนั้นจะเน้นความเปรี้ยวเป็นหลัก จึงได้มีการใช้คำว่าส้มแทนคำว่าเปรี้ยว จึงทำให้คนไทยเรียกเมนูนี้ว่าส้มตำ หรือตำส้มในภาคอีสานและภาคเหนือ ถึงแม้จะชื่อเรียกไม่เหมือนกันแต่วิธีการตำส้มตำนั้นเป็นแบบเดียวกันทั้งหมดและไม่นิยมดัดแปลงส่วนผสมเพราะจะทำให้เสียรสชาติ

วิธีการตำส้มตำมีดังนี้ ใส่พริกขี้หนู กระเทียม ถั่วฝักยาวตัดท่อนลงในครก โขลกให้แตกพอประมาณ จากนั้นใส่น้ำตาลปี๊บ บีบน้ำมะนาว น้ำปลา ผงชูรส คนให้เข้ากัน ตามด้วยมะละกอดิบจะหั่นเป็นเส้นหรือจะขูดก็แล้วแต่ความชอบ ฝานมะเขือเทศ ใส่ลงไปและคลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จานโรยถั่วลิสงและกุ้งแห้ง จากนั้นก็จะได้ส้มตำไทยพร้อมรับประทาน แต่ถ้าใครเปลี่ยนใจอยากกินตำปูปลาร้า เพียงแค่ใส่น้ำปลาร้าลงไปในครกและคลุกเคล้าให้เข้ากัน เพียงเท่านี้ ท่านก็จะได้ตำปูปลาร้าอันหอมหวนชวนทานแล้ว

ส้มตำก็ถูกสุขอนามัยได้

ปัจจุบันมีการดัดแปลงเมนูส้มตำโดยการใส่เนื้อสัตว์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหอยแครงดอง หอยแครงสด กุ้งสด ปูม้าสด และอื่น ๆ โดยส่วนมากทางร้านจะเน้นการทำให้เนื้อสัตว์มีลักษณะกึ่งดิบกึ่งสุก ซึ่งไม่ถูกสุขอนามัย ดังนั้นแล้วท่านทั้งหลายจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทกึ่งสุกกึ่งดิบ หรือถ้าหากอยากรับประทานส้มตำที่ใส่หอยดอง หอยแครง ปูม้า หรืออื่น ๆ ก็ควรทำให้เนื้อสัตว์สุกให้ดีเสียก่อน

อย่าพลาดที่จะลิ้มลอง เมนูยอดฮิตของคนหาดใหญ่

เมื่อหลายคนไปเที่ยวอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มักจะซื้อของยอดฮิตขึ้นชื่อติดไม้ติดติดมือกลับไปฝากคนรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นขนมจำพวกช็อกโกแลต คุกกี้ ลูกอม เครื่องดื่ม น้ำผลไม้จากต่างประเทศ อาหารและผลไม้อบแห้ง หรืออาหารเฉพาะถิ่นอย่างไข่ครอบ แกงไตปลา รวมไปถึงมะม่วงเบาแช่อิ่ม เป็นต้น

มะม่วงเบาแตกต่างจากมะม่วงอื่นอย่างไร?

มะม่วงเป็นผลไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งที่มีหลากหลายสายพันธุ์ในประเทศไทย แต่ละสายพันธุ์ก็มีรสชาติเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป เช่น พันธุ์เขียวเสวย ผลอ่อนมีสีเขียวรสชาติกรอบมัน แต่เมื่อสุกกลับมีรสชาติหวานมัน หรือพันธุ์น้ำดอกไม้ ผลอ่อนมีสีเขียวรสชาติเปรี้ยว แต่เมื่อสุกผลเป็นสีเหลืองทองมีรสชาติหวาน  เป็นต้น ส่วนมะม่วงเบามีผลขนาดเล็กประมาณฝ่ามือ ผลอ่อนเป็นสีเขียวมีรสชาติเปรี้ยวจี๊ด เมื่อสุกจะมีรสชาติหวาน แต่ไม่ได้รับความนิยมในการกินผลสุกมากนัก มะม่วงเบาขึ้นเฉพาะทางแทบภาคใต้ของประเทศไทย แต่มีหลายท่านพยายามนำไปปลูกที่อื่น แต่ก็ได้รสชาติเปรี้ยวที่แตกต่างจากมะม่วงเบาทางภาคใต้ เนื่องจากแร่ธาตุของดินที่ใช้ปลูกมีความแตกต่างกัน

มะม่วงเบาหลากหลายเมนู

                มะม่วงเบาให้ผลผลิตครั้งหนึ่งเป็นระยะเวลาประมาณ ๓-๔ เดือน และให้ผลครั้งละหลายลูก จึงทำให้การกินมะม่วงเบาให้ทันเวลาก่อนมะม่วงสุกนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่ด้วยความที่มะม่วงเบามีรสชาติเปรี้ยว จึงได้รับความนิยมนำมาประกอบอาหาร ทำอาหารและเครื่องดื่ม ดังนั้นหากใครมีโอกาสไปเที่ยวหาดใหญ่ อย่าลืมไปลิ้มลองเมนูมะม่วงเบาเหล่านี้นะ

น้ำพริกมะม่วงเบา

                น้ำพริกมะม่วงเป็นเมนูที่ทำได้ง่ายมาก เนื่องจากมีส่วนประกอบเดียวกันกับน้ำพริกกะปิทั่วไป เพียงแค่ซอยมะม่วงเบาลงไปผสมในน้ำพริกกะปิ ท่านก็จะได้น้ำพริกมะม่วงที่มีรสชาติจัดจ้านเอาไว้รับประทานพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ

น้ำมะม่วงเบาปั่น   

น้ำมะม่วงเบาปั่น นิยมปั่นมะม่วงเบาทั้งเปลือกผสมกับน้ำแข็งและน้ำเชื่อม ความฝาดของเปลือกมะม่วงจะทำให้ได้เครื่องดื่มที่มีรสชาติกล่อมกลม นับว่าเป็นเครื่องดื่มที่แก้กระหายในหน้าร้อนได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

มะม่วงแช่อิ่ม

                การทำมะม่วงแช่อิ่ม ต้องปลอกเปลือกมะม่วงเบาตามจำนวนที่ต้องการให้เกลี้ยง หั่นมะม่วงเบาเป็นแนวยาวพอดีคำ เทมะม่วงเบาลงในภาชนะที่มีฝาปิด จากนั้นนำน้ำปูนใสละลายเข้ากับเกลือเทลงไปให้ท่วมมะม่วงเบาและปิดฝาให้สนิท และทิ้งไว้ 1 คืน วันถัดมาให้เทน้ำปูนใสออกจากภาชนะทั้งหมด จากนั้นจึงเทน้ำเชื่อมที่เตรียมไว้ลงไปในภาชนะเดียวกันจนท่วมมะม่วงเบา ปิดฝาให้สนิทและทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นก็นำมารับประทานได้  ถึงแม้วว่าการทำมะม่วงเบาแช่อิ่มอาจใช้เวลานานหน่อย แต่รับรองว่าเมื่อท่านได้ลิ้มรสฝีมือตัวเอง ท่านจะรู้สึกมีความสุขขึ้นมาทันที

สร้างรายได้จากผลไม้ที่ล้นตลาด

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว มะม่วงเบายังได้รับความนิยมนำมาปรุงรสเปรี้ยวแทนมะนาวในช่วงที่มะนาวมีราคาแพง จะเห็นได้ว่าบางครั้งผลไม้ที่ออกตามฤดูกาลมีเยอะเกินกว่าจะกินทัน เจ้าของผลไม้ยืนต้นบางท่านจึงปล่อยให้ผลไม้เน่าเสียไปตามกาลเวลา ซึ่งถือเป็นการปล่อยผ่านโอกาสอย่างน่าเสียดาย แต่หากมีวิธีคิดที่สร้างสรรค์หรือสามารถหาช่องทางสร้างรายได้จากสิ่งที่มี ก็สามารถทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกทางจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว

การรับวัฒนธรรมการกินของไทย

ด้วยความที่ประเทศไทยมีทำเลที่ตั้งที่อยู่ตรงจุดศูนย์กลางของอาเซียน ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันจึงมีการไปมาหาสู่และติดต่อค้าขายจากหลายประเทศ จึงทำให้ประเทศไทยรับเอาวัฒนธรรมจากต่างประเทศมาผสมผสานเข้ากับวิถีชีวิตของตนเองแทบจะในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการแต่งกาย ศิลปวัฒนธรรมการแสดง ศาสนาพิธี วัฒนธรรมอาหาร หรือแม้แต่ภาษา เป็นต้น โดยเฉพาะเรื่องวัฒนธรรมอาหาร

อาหารเส้นสัญชาติจีน

เมื่อเปิดประเด็นพูดถึงอาหารประเภทเส้นที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย เป็นที่แน่นอนว่าก๋วยเตี๋ยวอาหารประเภทเส้นสัญชาติจีนคงจะเป็นคำตอบที่อยู่ในใจหลาย ๆ คน เพราะไม่ว่าจะเดินทางไปในพื้นที่ใดของประเทศไทย ก็มักจะพบเข้ากับร้านขายก๋วยเตี๋ยวแทบทุกตรอกซอย เรียกได้ว่าเป็นอาหารเมนูสัญชาติจีนที่อยู่คู่เมืองไทยเป็นเวลาช้านานเลยก็ว่าได้  แต่ครั้งนี้จะขอพาไปรู้จักกับอาหารประเภทเส้นสัญชาติจีน ที่มีชื่อว่า ผัดไทย

ผัดไทยแต่มาจากจีน

                เมื่อหลายคนอ่านชื่อเมนูอาจจะเกิดความสงสัยและตั้งคำถามว่า ผัดไทย ไม่ใช่อาหาไทยหรือ? ต้องขอบอกว่า ผัดไทยเป็นอาหารที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน จากนั้นถูกเผยแพร่มายังประเทศใกล้เคียงอย่างเช่นเวียดนาม และเข้าสู่ประเทศไทยในอดีตในที่สุด แต่ด้วยความที่รสชาติแบบคนจีนมีรสชาติที่ไม่ถูกลิ้นคนไทยเอาเสียเลย คนไทยในสมัยนั้นจึงปรับเปลี่ยนสูตรอาหารเมนูดังกล่าวให้มีรสชาติที่เข้ากับการรับรสของตนเองมากขึ้น จึงเกิดเป็นชื่อเรียกในภาษาไทยว่า ผัดไทย มาจวบจนปัจจุบัน

ผัดไทยกุ้งสดแบบไทย ๆ

สิ่งที่ทำให้ผัดไทยแบบไทย ๆ แตกต่างจากเจ้าของต้นตำรับอย่างจีนคืออะไร? การผัดผัดไทยแบบไทย ๆ นั้นเริ่มจากการตั้งไฟกระทะระดับอ่อนๆ ใส่น้ำตาลปี๊บหรือบางที่เรียกว่าน้ำตาลปึกลงไปในกระทะ 1 ช้อนโต๊ะ เมื่อน้ำตาลปี๊บละลายให้ใส่น้ำมะขามเปียกและน้ำปลาตามลงไปอย่างละ 1 ช้อนชา จากนั้นใส่เส้นจันท์ลงไปผัดคลุกเคล้าจนสุกนิ่ม ตามด้วยหยดซีอิ้วดำลงไป 1-2 หยด ผัดต่อจนเส้นจันท์เป็นสีน้ำตาลอ่อนและพักเส้นเอาไว้ข้างกระทะ เทไข่ไก่ที่ตีเตรียมไว้ลงไปในกระทะรอจนไข่เริ่มสุก เอาเส้นมาผัดเข้ากับไข่ ใส่พริกป่น กุยช่าย หัวไชโป๊ และกุ้ง ผัดให้เข้ากันจนกุ้งพอสุก จึงจัดใส่จานรับประทานพร้อมผักเครื่องเคียง เช่น ต้นหอม ถั่วงอก หรือ แตงกวา เป็นต้น หรือบางคนอาจเพิ่มรสเปี้ยวด้วยมะนาวซีกก็ได้ ด้วยสูตรที่กล่าวมาข้างต้น เห็นได้ว่ารสชาติผัดไทไม่ได้จัดจ้าน จึงทำให้เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ จนชาวต่างชาติเองก็คิดว่าประเทศไทยคือต้นตำรับความอร่อยของอาหารเมนูนี้

อาหารในประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันย่อมมีที่มาต่างกัน ต้นตำรับอาจจะมีรสชาติที่ไม่ถูกใจเรานัก แต่เราสามารถนำอาหารของชาติอื่นมาปรับเปลี่ยนรสชาติให้เป็นที่พึงพอใจของตนเองได้ และนอกจากเรื่องอาหารแล้ว ยังทำให้เห็นอีกว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นจากการไปมาหาสู่หรือติดต่อค้าขายกันนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นแต่เพียงผู้คนกับผู้คนเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นระหว่างผู้คนกับอาหารอีกด้วย

แกงเหลืองของคนกรุง แต่เป็นแกงส้มของชาวปักษ์ใต้

หากพูดถึงอาหารประจำถิ่นรสชาติจัดจ้านถึงเครื่องของชาวปักษ์ใต้ เมนูแรก ๆ ที่คนต่างถิ่นนึกถึงคงจะหนีไม่พ้นแกงเหลืองหรือแกงส้มนั่นเอง แกงเหลืองเป็นชื่อที่คนภาคกลางใช้เรียกเนื่องจากเรียกตามสีเหลืองของน้ำแกงที่เกิดจากขมิ้น ส่วนชาวปักษ์ใต้นั้นเรียกว่าแกงส้ม ไม่ใช่เพราะสีของน้ำแกงมีสีส้มแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะรสชาติของน้ำแกงนั้นมีรสเปรี้ยวนำต่างหาก

ความนิยมของแกงส้ม

แกงส้มไม่ได้รับความนิยมเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้เท่านั้น แต่พบว่าทุกภูมิภาคของประเทศไทยนิยมรับประทานแกงส้ม เนื่องจากเป็นแกงที่มีรสชาติที่จัดจ้าน กลมกล่อมเข้ากันอย่างลงตัว อีกทั้งไม่มีสูตรตายตัวเพราะสามารถใส่ผักหรือเนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ ได้ตามความชื่นชอบของแต่ละคน ถึงแม้ว่าแกงส้มจะได้รับความนิยมในประเทศไทยและนิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลาย แต่ต้องยอมรับว่าแกงส้มของชาวปักษ์ใต้นั้นมีรสชาติที่แตกต่างจากภาคอื่น มีความอร่อยและจัดจ้านอย่างเป็นเอกลักษณ์

เคล็ดลับของความเป็นเอกลักษณ์

                ขั้นตอนของการทำแกงส้มนั้น ต้องเริ่มจากการทำเครื่องแกง การทำเครื่องแกงไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เริ่มจากใส่กระเทียมและหอมแดงปลอกเปลือกเกลี้ยงอย่างละ 1 หัว  พร้อมขมิ้นทั้งเปลือก 1 แง่ง พริกแห้งเผาในปริมาณที่ชอบ และเกลือปริมาณปลายช้อนชา ลงในครกหิน ก่อนตำควรหยดน้ำอุ่นลงไปเล็กน้อยเพื่อให้เครื่องเทศไม่กระเด็นออกจากครก จากนั้นโขลกทุกอย่างเข้าด้วยกัน จึงนำกะปิแท้แบบใต้ใส่ลงไปและโขลกกะปิให้เข้ากับเครื่องเทศ

เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดในการทำเครื่องแกงส้มฉบับชาวปักษ์ใต้นั้น คือ ไม่นิยมใส่กระชาย ข่า และตะไคร้ และต้องตำเครื่องแกงกับครกหินเท่านั้น ห้ามปั่นละเอียดกับเครื่องปั่นเด็ดขาด เพราะการปั่นกับเครื่องปั่นนั้นจะทำให้เครื่องเทศไม่แตกตัว เหลวเป็นน้ำและไม่มีความเข้มข้น เมื่อได้เครื่องแกงส้มแล้วให้นำน้ำสะอาดใส่หม้อ ตั้งไฟให้เดือด จากนั้นนำเครื่องแกงส้มที่ได้ลงไปละลายกับน้ำเดือด ปรุงรสเปรี้ยวด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว ส้มแขกแห้ง หรือ ตะลิงปลิง ส่วนขั้นตอนสุดท้ายของการทำแกงส้มคือการใส่ผักและเนื้อสัตว์ตามความต้องการ จะเห็นได้ว่าวิธีกาทำแกงส้มของชาวปักษ์ใต้นั้นไม่ได้มีวิธีที่แตกต่างไปจากการทำแกงส้มของภาคอื่นมากนัก แต่เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่กล่าวมานี่แหละปัจจัยสำคัญที่ทำให้ได้แกงส้มในรสชาติที่แตกต่างกันไป

ประโยชน์ของแกงส้ม

                นอกจากแกงส้มจะมีรสชาติที่จัดจ้านถึงใจแล้ว แกงส้มยังมีสรรพคุณเป็นยาที่มีฤทธิ์ระบายอ่อน ๆ จากการผสมวัตถุดิบรสเปรี้ยวอย่างมะนาว ส้มแขก หรือน้ำมะขามเปียกเป็นต้น ซึ่งมีส่วนช่วยในการขับถ่ายและบรรเทาอาการท้องผูก อีกทั้งแกงส้มยังเป็นอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบอาหารแต่ละขั้นตอนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสมุนไพรพื้นบ้านทั้งสิ้น ดังนั้นแล้วหากใครกำลังควบคุมน้ำหนักตัวโดยการรับประทานอาหารคลีนเพียงอย่างเดียว แกงส้มอาจเป็นเมนูทางเลือกหนึ่งในการหลีกเลี่ยงความจำเจของอาหารคลีนได้

อาหารตามสั่ง มื้อเที่ยงที่รวดเร็ว แบบฉบับคนไทย

นอกจากมื้อเช้าที่แสนจะเร่งด่วนแล้ว อาหารเที่ยงก็เป็นอีกมื้อหนึ่งที่มีความสำคัญกับร่างกายคนเรามาก ทั้งเรื่องของรสชาติอาหารและคนส่วนใหญ่มักใช้ชีวิตเร่งด่วน เราจึงจะพบร้านอาหารตามสั่งอยู่ทุกมุมตึก หรือแม้แต่ข้างทางก็มักจะพบเห็นอยู่เป็นประจำ นอกจากนั้นแล้วสิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่ารสชาตินั่นก็คือความสะอาดของร้านที่จะเข้าไปรับประทาน

ร้านอาหารตามสั่งที่มักพบโดยทั่วไปมักจะมีการเตรียมวัตถุดิบที่สามารถหาซื้อได้ง่ายตามตลาด หรือมักจะมีวัตถุดิบในการประกอบอาหารที่คนส่วนใหญ่จะนิยมรับประทาน เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ ส่วนประเภทผักที่มักจะมีในสั่งอยู่ตลอดก็จะเป็น กระเพรา คะน้า ผักกาดขาว แครอท ส่วนใหญ่มักเป็นผักที่มีในทุกฤดูกาล บางร้านก็มักจะมีอาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ ไว้เป็นวัตถุดิบเสริมเช่น ปลากระป๋อง เส้นมาม่า วุ้นเส้น หรือ ทูน่ากระป๋องก็มีเช่นเดียวกัน จุดเด่นของอาหารตามสั่งหลัก ๆ จะเป็นเรื่องของความรวดเร็วแล้ว บางร้านยังมักจะมีเมนูพิเศษอื่น ๆ ร่วมด้วยเพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า เพราะเมนูอาหารตามสั่งของคนไทยมักจะสั่งเหมือนเดิมซ้ำ ๆ กัน จึงมักพบเห็นร้านอาหารตามสั่งมักจะขึ้นป้ายโชว์ วัตถุดิบพิเศษ หรือเมนูพิเศษกันเป็นประจำ วันนี้พามาดูเมนูอาหารตามสั่งที่เป็นที่ชื่นชอบของคนไทยส่วนใหญ่กัน

กระเพราะหมู/ไก่ ไข่ดาว เมนูยอดนิยมตลอดกาลต้องยกให้เมนูนี้เท่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหน อายุเท่าไหร่ เมนูนี้ก็ยังคงครองใจมาโดยตลอด เพราะเป็นเมนูที่ทำง่าย รวดเร็วและอิ่มอิ่มท้อง โดยการเตรียมใบกระเพรา บางร้านอาจจะเพิ่มถั่วฝักยาว และหอมใหญ่ลงไปด้วย ตั้งกระทะใส่น้ำมันให้ร้อน ใส่พริกขี้หนูทุบกับกระเทียมลงไปผัดให้เกิดกลิ่นหอม ใส่เนื้อสัตว์ลงไปผัดให้พอสุก ปรุงรสให้เข้ากัน จึงใส่ใบกระเพราพระเอกของจานลงไปเป็นลำดับสุดท้าย ผัดให้เข้ากัน ตักออกราดบนข้าวสวยร้อน ๆ บางคนบอกต้องทานคู่กับไข่ดาวด้วย จะเป็นการเพิ่มรสชาติให้กับกระเพาะจานโปรดของคุณด้วย

ผัดซีอิ๊ว เมนูยอดฮิตลำดับต่อมา สำหรับท่านไหนที่เบื่อข้าวแล้วอยากจะลองเปลี่ยนเมนูมาเป็นเส้น ๆ ดูบ้าง ผัดซีอิ๊วเป็นเมนูที่มีรสหวานออกหวานและเค็ม จึงทำให้ร้านอาหารตามสั่งมักมีเครื่องปรุงต่าง ๆ ให้สามารถเพิ่มรสชาติได้ในทุกโต๊ะอาหาร เรามักจะพบเครื่องปรุงที่มีให้ปรุงกันแบบครบเครื่องไม่ว่าจะเป็น พริกป่น น้ำตาล น้ำส้มสายชูที่ดองพร้อมกับพริก และน้ำปลา ผัดซีอิ้วเริ่มจากใช้ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ ลงไปผัดกับกระเทียมสับในน้ำมันร้อน ๆ เติมซีอิ๊วดำ หรือบางคนเรียกซอสหวาน จนเส้นกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ ใส่ผักคะน้าลงไปผัดด้วย เมื่อผักเริ่มสุกได้ที่จึงใส่ไข่ไก่ลงไปผัดอีกรอบ จนไข่เริ่มสุกและปรุงรส ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ เป็นอาหาตามสั่งที่อร่อยรวดเร็วไม่แพ้ผัดกระเพราเลยทีเดียว

นอกจากเมนูอาหารตามสั่งยอดฮิตแล้วร้านอาหารตามสั่งยังเป็นร้านที่มักมีราคาไม่แพงหากเทียบกับร้านอาหารอื่น ๆ และมีเมนูอิ่มท้องสามารถทานได้ทุกเพศ ทุกวัย เหมาะสำหรับชีวิตที่ต้องการความสะดวก และความอิ่มอร่อยไปพร้อม ๆ กัน

 

พาไปชิมร้านดังระดับมิชลินสตาร์ 1 ดาว กับร้านยากิโทริ ที่โด่งดังและคนพูดถึงมากที่สุด

ประเทศญี่ปุ่นมักขึ้นชื่อเรื่องความพิถีพิถันในการเลือกวัตถุดิบเพื่อนำมาเป็นส่วนประกอบในเมนูอาหารต่าง ๆ ที่พร้อมเสิร์ฟทุกจานด้วยความตั้งใจและใส่ใจตามฉบับคนญี่ปุ่น จึงไม่แปลกใจเลยที่เมื่อรับประทานอาหารจากเชฟที่ปรุงอาหารในประเทศนี้เข้าไป จะรู้สึกถึงความสด ความธรรมชาติ การคัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค

วันนี้จะพามาเยี่ยมประเทศเพื่อนบ้านของเรา ที่มีอาหารและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ หาชาติใดเทียบยากอย่างประเทศญี่ปุ่น หากจะให้พูดถึงอาหารญี่ปุ่นแล้วคงจะนึกถึง ซูชิเป็นอันดับแรก ๆ ซึ่งถือว่าเป็นเมนูที่ทำให้รู้จักอาหารญี่ปุ่นได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นแล้วยังมีราเม็ง ข้าวปั้น แกงกะหรี่ ที่พอจะทำให้นึกถึงประเทศญี่ปุ่น อีกหนึ่งเมนูที่กำลังทำให้คนทั้งโลกต้องรู้จักผ่าน “ร้าน Bird Land” ร้านยากิโทริ ที่ทั่วโลกยอมรับจนต้องมอบรางวัลมิชลินสตาร์ 1 ดาวให้กับร้านนี้

ยากิโทริ คือเมนูอาหารของประเทศญี่ปุ่นที่นำเนื้อไก่และส่วนอื่น ๆ มาย่างบนถ่านไม้ มีให้เลือก 2รสชาติคือ ซอสหวานและเกลือ ชื่อเรียกของยากิโทริก็จะแตกต่างกันออกไปตามส่วนของเนื้อไก่ที่ใช้ เช่น คาวะ คือเป็นส่วนของหนังไก่รสชาตินุ่มละมุนตามไขมันของหนังไก่ นอกจากร้าน Bird land สาขา Ginza จะโด่งดังในเรื่องของวัตถุดิบที่คัดเลือกไก่จากจังหวัดอิบารากิ ที่ร้านนี้เลือกนำมาทำเมนูยากิโทริแล้ว ระดับไฟในการย่างนั้นยังมีความสำคัญต่อรสชาติของอาหารด้วย ถึงแม้ว่าการทำยากิโทริจะดูแสนธรรมดาละง่ายดาย แต่ในความธรรมดานั้นเชฟที่ร้านจึงต้องเลือกระดับไฟให้เหมาะสมตามชนิดของเนื้อไก่ที่นำมาย่างอีกด้วย เชฟที่ปรุงยากิโทริจึงจำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของเนื้อไก่และความร้อน อุปกรณ์หลักและสำคัญของเชฟนั่นก็คือ พัด เพราะเชฟจะใช้ถ่านไม้ในการย่าง จึงจำเป็นต้องมีการปรับอุณหภูมิเพื่อให้ย่างออกมาสุกได้ที่และไม่ไหม้ นอกจากจะย่างยากิโทริออกมาให้น่ารับประทานแล้วนั้นต้องมีรสสัมผัสที่พอดีและเป็นที่น่าพอใจต่อผู้ที่มาทานอีกด้วย

ร้าน Bird Land เป็นร้านที่เสิร์ฟยากิโทริพร้อมกับไวน์ และเสิร์ฟเป็นคอร์สของทางร้าน ในหนึ่งคอร์สก็จะเป็นเมนูที่ทางร้านจัดไว้หมดแล้ว หากใครไปชิมแล้วมีส่วนไหนที่ไม่ชอบ สามารถแจ้งทางร้านก่อนได้เลย นอกจากยากิโทริต่าง ๆ ที่ทานพร้อมไวน์แล้ว ก็ยังมีเหล้าญี่ปุ่นหรือสาเกไว้คอยบริการ จะได้ดูเข้ากันกับบรรยากาศญี่ปุ่นขนานแท้ ยากิโทริของร้านนี้มีชื่อเสียงเล่าขาดกันมาเป็นเวลานานจนทำให้ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว จนมิชลินต้องมาให้ดาวขนาดนี้ ใครไปญี่ปุ่นก็ห้ามพลาดเด็ดขาด

 

ข้าวญี่ปุ่นความอร่อยที่หล่อเลี้ยงผู้คนและประโยชน์ที่แฝงอยู่จากธรรมชาติ

“ข้าว” อาหารจานหลักของใครหลาย ๆ คน นอกจากข้าวจะเป็นอาหารที่ประชากรส่วนใหญ่ของหลาย ๆ ทวีปนิยมบริโภคเป็นอาหารหลักแล้ว ข้าวของแต่ละพื้นที่ยังมีเอกลักษณ์ เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะของประเทศที่ปลูก ข้าวส่วนใหญ่ที่สามารถจำแนกตามลักษณะได้อย่างชัดเจนคือข้าวสวยและข้าวเหนียว ข้าวนอกจากจะเป็นอาหารหลักของประเทศไทยแล้วประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างประเทศญี่ปุ่น ข้าวคือชีวิต คือสิ่งสำคัญที่หล่อเลี้ยงชาวญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ประมาณ 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือยุคสมัยของโจมง ซึ่งถือว่าข้าวคืออาหารที่ควรค่าแก่การยกย่อง เพราะมีส่วนสำคัญในการดำรงชีวิตของชาวญี่ปุ่น จึงถือเป็นยุคที่เริ่มต้นการปลูกข้าวของญี่ปุ่นตั้งแต่นั้นมา

หลาย ๆ คนคงคุ้นเคยกับข้าวที่เป็นเมล็ดเรียว ยาว สวย เมื่อนำไปหุงจนสุกมักได้สัมผัสถึงความร่วน ความหอมอย่างข้าวหอมมะลิในประเทศไทยแล้ว แต่ข้าวของประเทศญี่ปุ่นมักเป็นที่รู้จักและจดจำได้ง่ายด้วยลักษณะของเมล็ดข้าวที่สั้น อ้วน สีขาว รสชาติหวานกว่าข้าวไทย มีความหนึบไม่เหนียว สามารถใช้ตะเกียบคีบเป็นคำ ๆ ได้เรียกว่าข้าวพันธุ์ Koshihikari เป็นข้าวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น ข้าวพันธุ์นี้มักผ่านการขัดสีเอาเปลือกออก ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงมักนำมาทำเป็นซูชิ โอนิกิริ ต่าง ๆ  ข้าวอีกหนึ่งพันธุ์ที่ได้รับความนิยมในประเทศญี่ปุ่นคือพันธุ์ Haenuk เป็นข้าวสายพันธุ์ดีติดอันดับสูงสุดในญี่ปุ่นมากกว่า20 ปี ข้าวพันธุ์นี้มีความแข็งของเมล็ดข้าวมากกว่าข้าวพันธุ์อื่น ๆ รสชาติหวานกลาง ๆ ในญี่ปุ่นมักใช้ข้าวสายพันธุ์นี้ทำข้าวกล่อง หรือข้าวปั้น ตามร้านสะดวกซื้อเพราะนอกจากความอร่อยแล้ว แม้ว่าอุณหภูมิจะเย็นลงแต่ความอร่อยของข้าวพันธุ์นี้ก็ไม่ได้ลดลงไปด้วย

ข้าวญี่ปุ่นนอกจากจะมีประโยชน์ในเรื่องของอาหารแล้วยังเป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบที่สำคัญในการทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการประกอบอาหารอย่างเช่น สาเก ที่ได้จากการหมักข้าวหรือจะเป็นน้ำส้มสายชูจากข้าวญี่ปุ่น หรือแม้แต่การนำข้าวมาผลิตเป็นแป้งที่ใช้ทำขนมโมจิหรือไดฟุกุอีกด้วย นับว่าข้าวญี่ปุ่นสามารถนำไปต่อยอดผลิตอาหารทั้งความ หวานได้อีกมากมาย นอกจากนี้แล้วในเรื่องของคุณค่าทางสารอาหารของข้าวญี่ปุ่นก็อุดมไปด้วย คาร์โบไฮเดรต วิตามิน โซเดียม แร่ธาตุต่าง ๆ ในจมูกข้าวนั้นยังเป็นแล่งสารอาหารที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ สารกาบา (Gaba – gamma aminobutyric acid) ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสมองได้อย่างดี ลดความตึงเครียด รักษาสมดุลของสมอง ชะลอความเสื่อม และช่วยให้หลับสบายมากขึ้น

นอกจากการทานข้าวให้อิ่มแล้วข้าวญี่ปุ่นยังมีสรรพคุณมากมายที่ดีต่อสุขภาพ ควรค่าแก่การสรรหามาลองรับประทาน อาจจะลองปรับเปลี่ยนให้ทานคู่กับอาหารที่มีตามท้องถิ่นหรือตามฤดูกาลดู นอกจากจะอร่อยแล้วยังได้รับสารอาหารที่บำรุงร่างกายอีกด้วย

 

วัฒนธรรมการรับประทานอาหารด้วยมือของชาวอินเดีย ที่เป็นการสัมผัสอย่างรื่นรมย์

ประเทศอินเดียมีวัฒนธรรมที่น่าหลงใหลอย่างมากมาย ทั้งเรื่องของศาสนา วิถีชีวิตของผู้คน ปรัชญาการดำเนินชีวิต รวมไปถึงอาหารที่น่าสนใจไม่แพ้ชาติใดในโลก อาหารอินเดียเป็นอาหารที่มีความโดดเด่นในเรื่องของเครื่องเทศ สมุนไพร ความหลากหลายของอาหารอินเดียขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาคของประเทศ เช่น บางภูมิภาคติดทะเลอาหารก็จะมักจะแตกต่างกับบางภูมิภาคที่ติดกับภูเขา ชาวอินเดียทางตอนเหนือมักจะทานโรตี ส่วนชาวอินเดียทางตอนใต้มักจะทานข้าว ส่วนเครื่องเทศที่มักจะใช้บ่อยในการประกอบอาหารมักมีพริกขี้หนู ยี่หร่า ขมิ้นชัน ขิง กระวาน กานพลู อบเชย หากเป็นของหวานมักจะนิยมเติมกลิ่นกุหลาบ และลูกจันทร์เทศลงไป

คนอินเดียส่วนใหญ่มักจะทานมังสวิรัติจนกลายเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ทานเนื้อสัตว์เลย ซึ่งประชากรของชาวอินเดียมักจะผู้ที่นับถือศาสนาฮินดู ซึ่งชาวฮินดูจะไม่รับประทานวัวตามความเชื่อของศาสนาแล้ว ยังมีผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามที่ไม่รับประทานหมูรวมอยู่ด้วย จึงทำให้เกิดวัฒนธรรมที่อยู่ตรงกลาง คือ การบริโภคแกะ แพะ และไก่แทน ซึ่งในบางอาหารที่ทำจาก เนื้อแกะและเนื้อแพะมักมีกลิ่นสาป เครื่องเทศที่ใส่ลงไปปรุงอาหารชนิดนี้จึงมีความสำคัญมาก เพราะจะมีกลิ่นที่หอมชวนน่ารับประทานกลบกลิ่นสาปของเนื้อแกะ เนื้อแพะ ไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ อาหารจานหลักที่จะต้องพบเจอเมื่อเราไปรับประทานอาหารอินเดียนั่นก็คือ แกงที่ทำจากถั่วชนิดหนึ่ง มักจะต้มให้เหลวๆ เป็นอีกหนึ่งอาหารที่ให้พลังงานสูง เรียกว่า ดาล เป็นอาหารมื้อหลัก จะต้องทานคู่กับ จาปาตี หรือ โรตี และในทุกมืออาหารก็มักจะพบ แกงเผ็ด ที่มีเครื่องเทศอย่างมัสซาลา เป็นอาหารมังสะวิรัชหรือบางที่ก็มักจะเติมเนื้อสัตว์ลงไป ส่วนของเครื่องเคียงที่มักมีเอาไว้ตัดรสชาติความเลี่ยน เพราะอาหารอินเดียส่วนใหญ่มักใส่น้ำมันในปริมาณที่มากจึงจะมีผักดอง หอมดอง ขิงดอง เอาไว้เพื่อเลี่ยงรสชาตินี้

วัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชาวอินเดียที่ประเทศอื่นไม่มี คือ วัฒนธรรมการับประทานอาหารด้วยมือ ซึ่งวัฒนธรรมนี้แตกต่างกันอย่างสินเชิงเมื่อเทียบกับการรับประทานอาหารด้วยช้อน ส้อม หรือมีด ชาวอินเดียถือปฏิบัติกันมายาวนานจนถึงปัจจุบัน การรับประทานอาหารด้วยมือ และมือที่ใช้ก็ถูกกำหนดให้เป็นมือขวาด้วย ตามความเชื่อของชาวอินเดียที่บอกว่ามือขวาสะอาดกว่ามือซ้าย เพราะชาวอินเดียจะใช้มือซ้ายเอาไว้ล้างก้นนั่นเอง จึงเป็นเหตุผลที่ต้องใช้มือขวาเท่านั้น นอกจากนั้นแล้วอาหารที่นำมาเสิร์ฟจะต้องเป็นอาหารที่สามารถทานด้วยมือแล้วไม่เลอะเทอะ อาหารทุกจานที่จะรับประทานต้องมีช้อนกลางเพื่อสำหรับตักแบ่งใส่จาน แต่ถ้าหากทานไม่หมดก็ให้เหลือในจานได้เลยไม่ต้องกลัวเสียมารยาท และยังเป็นการแสดงออกถึงความพอใจในอาหารของเขาอีกด้วย

วัฒนธรรมการรับประทานอาหารของชาวอินเดียไม่ยุ่งยากซับซ้อนมากเกินความเข้าใจ อีกหนึ่งนัยยะของวัฒนธรรมการรับประทานอาหารของชาวอินเดียคือการสัมผัสให้ได้รู้สึกถึงความรื่นรมย์ เพราะอาหารเป็นสิ่งหนึ่งที่วิเศษที่สุดจากพระเจ้า

 

มารู้จักอาหารคลีน ทานอย่างไรให้ได้สุขภาพ

ปัจจุบันการรับประทานอาหารของผู้คนส่วนใหญ่มักจะเลือกอาหารที่รับประทานง่าย สะดวก และรวดเร็ว จึงทำให้มีปริมาณผู้ที่นิยมอาหารแช่แข็งหรืออาหารกึ่งสำเร็จรูปเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงร้านค้าที่จำหน่ายอาหารก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ผู้บริโภคในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น นอกจากอาหารแช่แข็งหรืออาหารสำเร็จรูปที่มีวางขายและมีให้เลือกมากขึ้น ทำให้กลุ่มคนที่ชื่นชอบในการบริโภคอาหารประเภทนี้ มักจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับสารตกค้างหรืออาจจะมีสารที่ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

มากกว่าอาหารแช่แข็งหรืออาหารกึ่งสำเร็จรูปต่าง ๆ แล้ว ในอาหารอย่างอื่นที่มักปรุงแต่งรสชาติ กลิ่น สี เพื่อเพิ่มความดึงดูดในการเลือกซื้อของผู้บริโภคแล้ว ยังมีอาหารอีกประเภทที่ผู้คนเริ่มหันมาให้ความสนใจกันบ้างแล้วนั่นก็คือ อาหารคลีน โดยเฉพาะผู้ที่หันมาให้ความสนใจในสุขภาพมากขึ้น หรือ ผู้ที่อยากจะลดความอ้วนอีกด้วย อาหารคลีนคืออาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งหรืออาจจะปรุงแต่น้อยที่สุด และแปรรูปจากสารเคมีหรือสารปรุงรสที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ และมีกระบวนการทำอาหารที่สดใหม่ไม่มีการหมักดองใด ๆ เป็นอาหารที่ไม่มีรสชาติที่เค็มจัด หวานจัด เปรี้ยวจัดมากเกินไป เน้นธรรมชาติของรสชาติอาหารและวัตถุดิบที่ใช้เป็นหลัก

อาหารคลีนไม่ได้เป็นเพียงแต่การเน้นให้ทานผักปริมาณมาก ๆ เพียงอย่างเดียวแต่อาหารคลีนเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกายต่อวัน โดยเน้นการได้รับพลังงานที่เพียงพอ จึงทำให้อาหารคลีนเหมาะสำหรับผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพและผู้ที่ต้องการลดความอ้วนเป็นอย่างมาก ด้วยรสชาติของอาหารที่ไม่ได้ปรุงแต่งมากเกินไป จึงทำให้ไม่มีไขมันที่ไม่จำเป็น การรับประทานอาหารคลีนสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยลองอาจจะยังไม่คุ้นชินกับรสชาติอาหาร อาจจะทำให้เลิกรับประทานไปเลยสำหรับบางท่าน หรือในบางทีการเลือกซื้ออาหารคลีนอาจจะเป็นไปได้ยาก ทำให้ปัจจุบันจึงมีร้านอาหารคลีนเปิดกิจการอย่างมากมายบนโลกออนไลน์ ทำให้การรับประทานอาหารคลีนเป็นเรื่องง่าย และมีเมนูให้เลือกเยอะมากมาย เช่นเดียวกับการเลือกซื้ออาหารทั่วไปมารับประทาน

การทานอาหารคลีนเพื่อสุขภาพนั้นทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายมีสมดุลมากขึ้นเพราะไม่ได้รับสารเคมีจากสิ่งแปรรูปหรือได้รับสารอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งมากหรือน้อยเกินไป การหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น และหลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปที่มีการปรุงแต่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าอาหารทั่วไปจะเป็นอาหารที่ไม่ดี แต่อยากจะให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจในรายละเอียดของอาหารมากยิ่งขึ้นเช่นอ่านข้อมูลทางโภชนาการที่มักจะติดอยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการเลือกซื้ออาหารที่มีความสด ใหม่ ทานผลไม้ และน้ำสะอาด ลดปริมาณน้ำตาลลง และควรหักห้ามใจเมื่อเดินผ่านอาหารแปรรูปต่างๆเพื่อสุขภาพที่ดีควรหันมาออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยทั้งทานอาหารคลีน และพักผ่อนให้เพียงพอเพียงเท่านี้ก็จะมีสุขภาพที่ดีไม่ง้อแพทย์แล้ว

 

การถนอมอาหารจากจีนแผ่นดินใหญ่ จนกลายมาเป็น “ ไข่เยี่ยวม้า ” ที่แสนอร่อย

การถนอมอาหารคือวิธีอย่างหนึ่งที่สามารถเก็บรักษาอาหารให้มีความสดหรือใกล้เคียงกับวัตถุดิบเดิมให้ได้นานที่สุด ซึ่งในบางประเทศที่มีฤดูหนาวยาวนาน หรือในช่วงที่มีหิมะตก ก็มักจะใช้วิธีการถนอมอาหารต่าง ๆ เพื่อจะได้มีอาหารเอาไว้รับประทานเมื่อไม่ได้ออกไปหาอาหาร แต่ในอีกประเทศก็มักจะใช้วิธีการถนอมอาหารเมื่อมีผลผลิตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจากพืชหรือจากสัตว์ มีจำนวนมากและอยากชะลอการเน่าเสียของอาหาร ทำให้วัตถุดิบหลาย ๆ อย่างได้มีการแปรรูป และเกิดเป็นวัตถุดิบใหม่ ๆ ในเมนูอาหารประจำบ้านของแต่ละประเทศ

หากพูดถึงวัตถุดิบหลักที่ให้พลังงานสูง โปรตีนเยอะ มีคุณค่าทางสารอาหารมาก เกือบทุกประเทศต้องนึกถึงไข่ก่อนเป็นอันดับแรก ๆ เพราะนอกจากจะเป็นเมนูที่รู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว เมนูไข่ยังอยู่คู่ครัวโลกกันมาหลายรุ่นหลายสมัย ไข่จึงเป็นอีกหนึ่งแหล่งพลังงานที่หลายคนมักจะพยามคงความสดไว้ แต่ทุกอย่างมักจะมีวันหมดอายุ จึงทำให้มีการคิดวิธีการถนอมอาหารจากไข่กันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการนำไปต้มจนสุกแล้วแช่เย็นไว้ หรือการนำไข่สดไปดองกับน้ำเกลือก่อนจะนำไปต้มจนสุกกลายมาเป็นไข่เค็มที่สามารถเก็บไว้รับประทานได้เป็นเดือน ๆ แต่อีกหนึ่งวิธีการถนอมอาหารที่มีประวัติยาวนานจากจีนแผ่นดินใหญ่จนกลายมาเป็นที่รู้จักนั่นก็คือ “ไข่เยี่ยวม้า”

ไข่เยี่ยวม้าฟังจากชื่อก็ดูจะไม่น่าน่ารับประทาน แต่ถ้าได้ลองทานแล้วรสชาติจะติดใจ เดิมทีไข่เยี่ยวม้านั้นเป็นชื่อเรียกที่กร่อนเสียงมาจากชื่อเรียกเหอี่ยหม่าในภาษาจีน เพราะจริง ๆ แล้วต้นกำเนิดของไข่เยี่ยวม้านั้นเกิดจากที่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ได้มีการอพยพจากประเทศตนด้วยการนั่งเรือสำเภา จึงมีการแปรรูปไข่เพื่อนำมาเป็นอาหารจึงทำให้ ไข่เยี่ยวมาเป็นที่รู้จักกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่หากจะให้เล่าถึงประวัติศาสตร์ที่เล่ากันมารุ่นสู่รุ่นแล้วต้องเล่ากันว่า ไข่เยี่ยวม้านั้นได้ถูกค้นพบเมื่อประมาน 600 ปี สมัยราชวงศ์หมิง เมื่อชาวจีนคนหนึ่งพบไข่เป็ด ในบ่อปูนขาว ที่จะนำมาใช้ในการสร้างบ้านแล้วจึงได้เก็บไปลองประกอบอาหาร เมื่อได้ลองชิมดูแล้วรู้สึกว่ารสชาติดี มีกลิ่นและสีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงได้เริ่มคิดค้นเพื่อจำหน่าย โดยนำไข่มากลบกับดินที่อยู่ในบ่อปูนขาว ประมาณ 2 เดือนจนได้พัฒนาจนเกิดเป็นไข่เยี่ยวม้าในปัจจุบัน

ด้วยเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของไข่เยี่ยวม้า ที่ต้องมีสีดำ เนื่องจากมีวิธีการทำโดยการนำไข่ไปหมักกับปูนขาว เกลือ โซเดียมคาร์บอเนต แกลบ และน้ำ ประมาณ 15 –20 วัน ไข่ขาวจึงเกิดปฏิกิริยาทางเคมีจนกลายเป็นวุ้นสีน้ำตาลอ่อน ส่วนไข่แดงจะมีสีคล้ำและแข็ง เมื่อนำไปต้มจนสุก สามารถนำไปดัดแปลงได้อีกหลายเมนูตามความชอบของแต่ละคน หรือบางคนอาจจะตัดความเลี่ยนของไข่เยี่ยวม้าด้วยขิงดองก็ได้ไปลองทานกันดูเลย