All posts by Brittany Fletcher

“ฟาสต์ฟู้ด” อาหารจากแดนไกล วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของสังคมไทย

ปัจจุบันการใช้ชีวิตของคนเราต้องการความสะดวกสบาย และรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง หรือการดำเนินชีวิต ไม่เว้นแม้แต่การรับประทานอาหารที่เน้นความสะดวกสบายไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป การรับประทานอาหารเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากร่างกายของมนุษย์ต้องการพลังงานจากอาหาร เพราะฉะนั้นจึงเรามีอาหารที่ตอบสนองความต้องการของร่างกายนั่นก็คือ “อาหารฟาสต์ฟู้ด”

ปรุงเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการที่เร่งรีบ 

อาหารฟาสต์ฟู้ด คืออาหารที่ใช้เวลาในการปรุงแค่ไม่กี่นาที และพร้อมรับประทานได้เลย อาหารฟาสต์ฟู้ดนั้นแบ่งได้เป็นสองประเภท คือ อาหารประเภทกินอิ่มจะมีส่วนประกอบพวกแป้ง เนื้อสัตว์ และผัก ส่วนอีกประเภทเป็นอาหารกึ่งขนม ซึ่งเป็นอาหารทานเล่นระหว่างมื้อ

อาหารฟาสต์ฟู้ดประเภทกินอิ่ม โดยส่วนใหญ่ที่เราคุ้นเคยก็จะเป็นเมนู พิซซ่าและเบอร์เกอร์เป็นหลัก พิซซ่าเป็นอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ใช้วิธีการอบเป็นกระบวนการทำให้สุก ส่วนประกอบหลัก ๆ ของพิซซ่าก็คือแป้ง ซึ่งการผสมแป้งพิซซ่าจะใช้แป้งเอนกประสงค์มาผสมกับเครื่องปรุงตามสูตร แล้วจึงนำมานวดคลุกเคล้าให้เข้ากันตามกรรมวิธีทำเป็นแผ่นทรงกลม นำวัตถุดิบที่ใช้ทำหน้าพิซซ่ามาใส่ โรยด้วยชีสแล้วนำไปเข้าเตาเพื่ออบให้สุก จะมีแป้งสองแบบคือแบบหนานุ่มและแบบบางกรอบ พิซซ่ามีให้เลือกหลากหลายหน้า เช่น หน้าฮาวายเอี้ยน ประกอบด้วย สัปปะรด แฮม และเบคอนแผ่น หน้าซีฟู้ด ประกอบด้วย กุ้ง ปลาหมึก ปูอัด หัวหอม พริกหยวก หน้าซุปเปอร์เดอร์ลุกซ์ ประกอบด้วยเบคอนแผ่น แฮมแผ่น ไส้กรอก พริกหยวก เห็ด หัวหอม สัปปะรด เป็นต้น ส่วนเบอร์เกอร์จะใช้ขนมปังแบบกลมสองชิ้นประกบส่วนหัวกับส่วนท้ายใส่เนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกแล้วเช่นเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อปลา หรือวางพร้อมกับผักต่าง ๆ เป็นชั้น ๆ รับประทานคู่กับซอสพริก หรือซอสมะเขือเทศ

ส่วนอาหารฟาสต์ฟู้ดประเภทกึ่งขนม ก็มีหลายชนิดเริ่มตั้งแต่ เฟรนช์ฟรายส์ ซึ่งใช้มันฝรั่งมาหั่นให้เป็นเส้น ๆ แล้วทอดให้สุกเสร็จแล้วจึงนำมาโรยส่วนผสมตามสูตร ซึ่งในปัจจุบันก็มีจำหน่ายหลายรสชาติเช่น รสพิซซ่า รสบาบีบิว รสชีส ฯลฯ นับเป็นเมนูที่เป็นที่โปรดปรานของหลายคน นอกจากนี้อาหารฟาสต์ฟู้ดกึ่งขนมยังมีอีกมากมาย เช่น ขนมปังกระเทียม ซึ่งจะใช้ขนมปังมาหั่นเป็นท่อน ๆ แล้วทาด้วยเนยกระเทียม ใช้ใบพาสลีย์ใส่ตกแต่งด้านหน้า แล้วนำไปอบจนเหลืองกรอบหรือแม้กระทั่งไก่ทอดชิ้นเล็ก ๆ และแป้งพิซซ่าทอดกรอบเป็นแท่งหรือเบรดสติ๊กจะมีซอสถ้วยเล็ก ๆ หรือ ดิปปิ้งซอสมารับประทานคู่กัน ก็จัดเป็นอาหารทานเล่นกึ่งขนมด้วยเช่นกัน

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของอาหารแนวฟาสต์ฟู้ด ซึ่งจริง ๆ แล้วในประเทศไทยได้รับความนิยมเรื่องอาหารฟาสต์ฟู้ดอีกหลากหลายชนิด แต่เนื่องจากอาหารฟาสต์ฟู้ดเคยถูกมองว่าเป็นอาหารที่ประกอบด้วยแป้งเป็นหลักและไม่ค่อยมีคุณค่าแก่ร่างกาย แต่ในปัจจุบันอาหารฟาสต์ฟู้ดได้พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อตอบโจทย์ด้านสุขภาพของคนที่ชื่นชอบอาหารประเภทนี้

เครื่องแกงไทย มนต์เสน่ห์มัดใจไม่แพ้ชาติใดในโลก

คนไทยเรามักคุ้นเคยกับอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นเครื่องแกง เนื่องจากเป็นอาหารที่สืบทอดวิธีปรุงเมนูนี้กันมาจากรุ่นสู่รุ่น และในปัจจุบันก็สามารถซื้อหามารับประทานได้ง่าย เนื่องจากอาหารไทยโดยส่วนใหญ่ จะเป็นอาหารที่ทำมาจากเครื่องแกงเป็นวัตถุดิบหลักหลากหลายเมนู เช่น แกงเผ็ด แกงคั่ว ฯลฯวันนี้เราจะพามารู้จักเครื่องแกงชนิดต่างๆ ที่ใช้ปรุงเป็นอาหารไทย จะมีความเหมือนหรือต่างกันในองค์ประกอบเพื่อให้เข้ากันกับรสชาติของเมนูนั้น ๆ สันนิษฐานว่าเครื่องแกงไทยนั้น มีมานานตั้งแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ 2 และมีพื้นฐานมาจากอาหารอินเดียอีกด้วย

เครื่องแกงไทยนั้นมีมากมายหลายชนิด แตกต่างไปตามวัตถุดิบที่ใช้ประกอบเมนูนั้น ๆ

เครื่องแกงสูตรเด็ดที่เรามักจะได้รับประทานประจำอย่างเช่น เครื่องแกงเผ็ด เครื่องแกงคั่ว เครื่องแกงพะแนง และ เครื่องแกงมัสมั่น เนื่องจากสามารถประยุกต์วัตถุดิบที่ใช้นำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย และเป็นที่คุ้นเคยและถูกปากคนไทยมาอย่างยาวนาน

ขั้นตอนที่พิถีพิถันนำมาซึ่งรสชาติที่กลมกล่อม

เครื่องแกงเผ็ด มีวัตถุดิบหลัก ๆ คือ หัวหอมแดง หัวกระเทียม ตะไคร้ซอย ผิวมะกรูดซอย ข่าซอย พริกแห้ง กะปิ เกลือป่น รากผักชี ลูกผักชี และยี่หร่า ต่อมาเป็นเครื่องแกงคั่ว จะมีส่วนผสมเหมือนเครื่องแกงเผ็ดแต่จะไม่ใส่รากผักชี ลูกผักชีและยี่หร่า แต่จะเพิ่มพริกไทยมาแทน สำหรับเครื่องแกงพะแนง จะใช้ส่วนผสมทั้งของเครื่องแกงเผ็ดและเครื่องแกงคั่วรวมกัน และสุดท้ายเครื่องแกงมัสมั่น จะใช้ส่วนผสมเหมือนแกงพะแนงแต่จะเพิ่มลูกจันทร์และอบเชยเข้ามาด้วย โดยวิธีการทำเครื่องแกงจะใช้การโขลกส่วนผสมทั้งหมดรวมกันให้ละเอียดจนเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อเสร็จแล้วจะได้เครื่องแกงที่มีกลิ่นหอมและอุดมไปด้วยคุณค่าจากสมุนไพร

เมนูอาหารไทยที่ต้องใช้พริกแกงมีมากมายหลากหลายเมนู เช่น แกงเผ็ดเป็ดย่าง แกงคั่วหอยแมลงภู่ แกงพะแนงหมู แกงมัสมั่นไก่ เป็นต้น

เครื่องแกงไทย ใส่ความอร่อยและคุณค่าสมุนไพรไทย

ตัวอย่างส่วนผสมในเครื่องแกงและประโยชน์ทางสมุนไพรอาทิเช่น “พริก” ช่วยระบบเผาผลาญของร่างกาย อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งได้ “กระชาย” มีคุณสมบัติช่วยบำรุงมดลูก บำรุงเส้นผม และช่วยในการทำงานของไต “ใบมะกรูด” ช่วยบำรุงสมอง ช่วยขับลม สามารถลดอาการบวมน้ำ และลดความดัน “กระเทียม” ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยย่อยอาหาร และลดคลอเรสเตอรอล บำรุงหัวใจ “หัวหอม” ช่วยให้เจริญอาหาร ความจำดี บำรุงโลหิต “ข่า” ช่วยฆ่าเชื้อรา แบคทีเรีย ขับลมแก้ท้องเฟ้อ “ตะไคร้” ช่วยลดการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ ลดอาการเกิดกรดยูริคหรือโรคเก๊าท์ได้ และ “พริกไทย” ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก บรรเทาอาการไอและช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารซึ่งมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักตัว ซึ่งสรรพคุณเหล่านี้รวมตัวอยู่ในเครื่องแกงอย่างครบครัน

จะเห็นได้ว่าส่วนประกอบในเครื่องแกงไทยมักจะประกอบไปด้วยวัตถุดิบที่มีคุณค่าทางด้านสมุนไพร เมื่อรวมกันแล้วนำมาประกอบอาหารจึงทำให้ผู้รับประทานไม่เพียงแต่ได้รสชาติความอร่อยกลมกล่อม ตามแบบฉบับของอาหารอันประกอบด้วยเครื่องแกงไทย แต่ยังได้รับประโยชน์จากส่วนผสมเครื่องแกงเหล่านี้ควบคู่กันไปอีกด้วย

ผัดกะเพราและข้าวผัด อาหารจานด่วน เมนูเร็วทันใจกับรสชาติที่หลายคนคุ้นเคย

พูดถึงอาหารจานด่วน หลาย ๆ คนคงนึกถึง ข้าวผัดกะเพราและข้าวผัดเป็นอย่างแรก ซึ่งอาหารสองเมนูนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการรับประทานอะไรที่ง่าย ๆ สามารถเลือกใส่วัตถุดิบที่หลากหลาย และมีรสชาติอร่อย ภายในเวลาอันรวดเร็ว มีขั้นตอนและวิธีการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และสามารถทำรับประทานเองได้ที่บ้าน ตามมารู้จักเมนูอาหารจานด่วนนี้กันเลย

ผัดกะเพรา เมนูรสจัดจ้าน

ผัดกะเพราเริ่มเป็นที่นิยมประมาณราว ๆ ปี 2490-2500 เป็นอาหารที่ดัดแปลงมาจากเมนูแกงป่า โดยการนำเนื้อมาผัดกับกระเทียมและเต้าเจี้ยวดำ ใส่ใบกะเพราและพริกลงไป และนำมาวางราดบนข้าวรับประทานกับไข่ดาว ซึ่งในปัจจุบันเราไม่นิยมใส่เต้าเจี้ยวดำในผัดกะเพราแล้ว

ข้าวผัด เมนูอร่อยกลมกล่อม

สำหรับข้าวผัดนั้นสันนิษฐานกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน เกิดจากการนำเอาข้าวเย็นที่เหลือมาผัดรวมกับส่วนผสมอื่น ๆ ที่มีอยู่ จนกลายเป็นเมนูใหม่ขึ้นมา จากนั้นชาวจีนได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานยังประเทศต่าง ๆ แต่ละประเทศก็ปรับปรุงสูตรเมนูข้าวผัดให้เข้ากับรสชาติที่เป็นที่ชื่นชอบของประเทศนั้น ๆ

เมนูอาหารจานด่วนทำง่ายไม่ยุ่งยาก หรือจะสั่งมารับประทานก็ไม่ต้องรอนาน

ขั้นตอนและวิธีการทำผัดกะเพรานั้น เริ่มจากการนำกระเทียมและพริกบุบพอแตกมาผัดเข้าด้วยกันกับเนื้อสัตว์ที่ต้องการทำผัดกะเพรา เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว กุ้ง ปลาหมึก หอยแมลงภู่ ปลา หรือเนื้อปูและเนื้อสัตว์อีกหลายชนิดที่สามารถนำมาทำผัดกะเพราได้ สำหรับบางท่านหรือบางร้านอาจจะใส่วัตถุดิบอื่นเพิ่มเติมด้วย เช่น ถั่วฝักยาว ข้าวโพดอ่อนและหอมหัวใหญ่ ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงต่างๆ เช่นน้ำปลา ซีอิ๊วดำ น้ำตาล ผงชูรส ฯลฯ อาจมีการเติมน้ำสต๊อกพอขลุกขลิก นำมาราดบนข้าวสวยร้อน ๆ นิยมรับประทานคู่กับไข่ดาวเพื่อดับความเผ็ดร้อนอีกด้วย

ส่วนข้าวผัดก็จะมีขั้นตอนและวิธีการทำ โดยการนำข้าวสวยไปผัดกับเครื่องปรุงต่าง ๆ เช่น ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ น้ำพริก ซีอิ๊วดำ ซอสถั่วเหลือง จากนั้นนำเนื้อสัตว์ต่าง ๆ มาใส่ลงไป เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ กุ้ง ปลาหมึก เนื้อปู เป็นต้น อาจเพิ่มไข่ลงไปในขั้นตอนของการผัดด้วย เมื่อจะนำมารับประทานจะใช้มะนาวบีบเพื่อเพิ่มรสชาติ มีแตงกวาหั่นชิ้นและต้นหอมเป็นเครื่องเคียง มักจะเรียกชื่อเมนู ตามส่วนผสมที่ใส่ลงไปผัด เช่น ข้าวผัดหมู ข้าวผัดไก่ ข้าวผัดปู

ตอบสนองความต้องการในยุคสมัยที่เร่งรีบ

ด้วยขั้นตอนที่รวดเร็วและวิธีทำที่ไม่ยุ่งยาก ทั้งยังคงไว้ซึ่งรสชาติความอร่อยของเมนูอาหารจานด่วนนี้ จึงไม่แปลกที่สองเมนูนี้จะเข้าไปอยู่ในใจของใครหลายคน ชนิดที่ว่ารับประทานกันได้ทุกวันติดต่อกันก็ยังไม่รู้สึกเบื่อกันเลย อาจเป็นอาหารที่ดูไม่มีความพิเศษหรือแปลกใหม่ แต่ก็มีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาอย่างยาวนานจนถึงทุกวันนี้

อาหารเช้าแบบไทย ๆ  ที่หาทานง่าย อิ่มสบายท้องยามเช้า

ช่วงเวลาเช้าเป็นเวลาเร่งรีบของใครหลาย ๆ คน แต่หากตอนตื่นเช้ามาแล้วไม่ได้ทานอะไรเข้าไป ก็อาจทำให้ผู้ใหญ่วัยทำงานคิดงานไม่ออก หรือเด็กนักเรียนอาจจะเรียนอะไรไม่รู้เรื่องเอาได้ เพราะมัวแต่มานั่งหิวจนแสบท้อง อีกทั้งระบบของร่างกายมนุษย์จำเป็นต้องใช้พลังงานจากอาหารเช้า เราจึงนิยมการหาซื้อหรือทำอาหารง่าย ๆ รองท้องไว้ก่อนเริ่มภารกิจระหว่างวัน และด้วยความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารการ กินในประเทศไทย เราจึงมีตัวเลือกของอาหารเช้าหลากหลายมารับประทานกันในทุก ๆ เช้า

อาหารเช้ายอดนิยมอย่างแรก ๆ ที่นึกถึงน่าจะหนีไม่พ้น ข้าวต้ม โจ๊ก และต้มเลือดหมู หรือเกาเหลาเลือดหมูนั่นเอง  หลายคนรับประทานประจำทุกวันจนแทบไม่ต้องมานั่งนึกถึงเมนูอื่น

ข้าวต้ม คือข้าวที่นำมาหุงด้วยวิธีการใส่น้ำให้มากกว่าเวลาหุงข้าวแบบปกติ ต้มจนข้าวสุกและมีความนิ่มมากกว่า และมีการใส่วัตถุดิบที่แตกต่างกัน เช่น ข้าวต้มหมู ข้าวต้มปลา ข้าวต้มกุ้ง เป็นต้น ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงต่าง ๆ จนได้รสชาติที่กลมกล่อม โรยหน้าด้วยต้นหอมผักชี หรือผักขึ้นฉ่ายเพื่อเพิ่มความหอม ตามด้วยการใส่กระเจียมเจียวก่อนรับประทานด้วย อาจมีการปรุงรสเพิ่มตามความชอบด้วยเครื่องปรุงเช่น พริกป่น พริกดองน้ำส้มสายชูฯลฯ อีกด้วย

ส่วนโจ๊กนั้นมีต้นกำเนิดจากประเทศจีน ทำมาจากข้าวเช่นกัน แต่จะแตกต่างกันตรงที่ใช้ส่วนของปลายข้าวมาทำ เนื่องจากจะต้องให้ละลายเข้ากับน้ำซุปที่ใช้ต้มจนเป็นเนื้อเดียวกัน โจ๊กนิยมใส่เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ลงไปด้วยเช่น หมูบดที่มีความนุ่มเด้ง หมูสับหมักกับเครื่องเทศเช่น ซอสปรุงรส กระเทียมพริกไทยตำละเอียด ฯลฯ แต่จะไม่นิยมใส่หมูเป็นชิ้น ๆ อาจเปลี่ยนจากเนื้อหมูเป็น เนื้อไก่ กุ้ง เครื่องในหมู หรือเนื้อปลา จะใส่ไข่หรือไม่ใส่ก็ได้ตามความชอบ เสร็จแล้วโรยหน้าด้วยต้นหอมซอย ขิงซอย โจ๊กมักจะปรุงให้มีรสชาติค่อนข้างอ่อน เมื่อจะรับประทานสามารถปรุงรสเพิ่มอีกได้

อาหารอีกชนิดที่เรามักจะพบเห็นได้บ่อย ๆ ในตอนเช้า นั่นคือต้มเลือดหมูหรือเกาเหลาเลือดหมู เป็นอาหารไทย ประกอบด้วย เครื่องในหมู เช่น ตับหมู หัวใจหมู กระเพาะหมู ไส้อ่อนและไส้ใหญ่ รวมถึงเลือดหมู และผักยอดอ่อน เช่น ตำลึง จิงจูฉ่าย หรือในปัจจุบันใช้ผักกาดหอมแทนได้ ต้มในน้ำซุปกระดูกหมู โรยด้วยพริกไทยป่นนิดหน่อย มักนิยมรับประทานกับข้าวสวยและมีการเพิ่มเครื่องปรุงอื่น ๆ เมื่อจะรับประทานตามความชอบ เช่น พริกป่น เป็นมื้อเช้าอีกหนึ่งมื้อที่นับว่าอร่อยและครบคุณค่ากันเลยทีเดียว

เพราะ “อาหารเช้า” คือมื้อสำคัญ เราจึงไม่ควรมองข้ามและละเลยการรับประทานอาหารเช้า

เมนูอาหารเช้ายอดนิยมนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้มีเวลาน้อย แต่ไม่อยากพลาดการรักษาสุขภาพ และช่วยเสริมสร้างระบบการเผาผลาญให้เป็นปกติ แถมด้วยรสชาติที่อร่อยรับประทานง่ายจนเป็นที่ติดใจของหลายคน อีกทั้งยังสามารถทำทานได้เอง ถือเป็นเมนูที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัวอย่างแท้จริง

เรื่องน่ารู้ของซูชิ อาหารญี่ปุ่นที่รวมความอร่อยและศิลปะแห่งอาหารไว้ด้วยกัน

ถ้าพูดถึงอาหารญี่ปุ่น หลายคนคงนึกถึงข้าวปั้นชิ้นเล็ก ๆ มีปลาดิบ ไข่กุ้ง ไข่หวาน สาหร่าย หรืออื่น ๆ วางไว้ด้านบน หน้าตาสวยงามน่ารับประทาน และสีสันสดใส เป็นที่โปรดปรานของหลายคน ซูชิหรือนิกิริซูชินั้น ถือกำเนิดมานานก่อนปีคริสต์ศักราชเสียอีก เพื่อแก้ปัญหาจากการที่คนญี่ปุ่นมีวัตถุดิบในการประกอบอาหารเช่นปลาและข้าว ซึ่งในสมัยนั้นไม่สามารถเก็บรักษาความสดของปลาไว้ได้ อีกทั้งเมื่อถึงฤดูกาลที่แห้งแล้งไม่มีปลาให้จับหรือสามารถปลูกข้าวได้ คนญี่ปุ่นจึงได้คิดค้นวิธีการที่จะคงความสดของอาหารไว้  จึงได้นำปลา เนื้อสัตว์ และข้าว มาหมักรวมกัน ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยป้องกันการเน่าเปื่อยและเก็บรักษาเนื้อสัตว์นั้นไว้ได้นานขึ้น

วิธีสร้างสรรค์ซูชิหรือข้าวปั้นนั้น ประกอบด้วยขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ทำตามได้ง่าย

วัตถุดิบหลักของซูชินั้นคือข้าวและปลา หรืออาหารชนิดอื่นซึ่งมีการดัดแปลงมาจนถึงปัจจุบันนี้ ขั้นตอนการทำก็ไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างใด แต่มักจะเน้นไปในทางการสร้างสรรค์ให้ออกมามีหน้าตาสวยงาม และรสชาติอร่อยอย่างต้นตำหรับ ซึ่งก็คือความเป็นอาหารญี่ปุ่นนั่นเอง เริ่มจากการเตรียมนำข้าวญี่ปุ่นมาหมักกับน้ำส้มสายชูคลุกเคล้าจนเข้ากัน จากนั้นก็มาใส่วัตถุดิบเพื่อสร้างสรรค์หน้าต่าง ๆ ต่อไป

ส่วนอาหารที่ใช้ทำหน้าซูชิ ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อปลาดิบ อาหารทะเล ผัก ไข่และเห็ด ปลาที่นิยมนำมาทำหน้าซูชิ คงหนีไม่พ้น ปลาทูน่านั่นเอง แต่ก็มีปลาชนิดอื่นที่ได้รับความนิยมรองลงมาเช่น ปลาแซลมอนและปลาโอ นอกจากปลาแล้วอาหารชนิดอื่นที่นิยมนำมาทำหน้าซูชิได้แก่ ไข่ปลาแซลมอนไข่หวาน กุ้ง ไข่กุ้ง หนวดปลาหมึกยักษ์ ไข่หอยเม่น แตงกวาดอง ผัดหอย ปลาหมึกผัด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปลาที่ทำให้สุกเพื่อวางบนซูชิด้วย เช่น ปลาซาบะ ปลากะพง ปลาไหล อีกด้วย

หาซื้อรับประทานได้จากร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีอยู่มากมายหลายร้านในปัจจุบัน

ทุกวันนี้หากเราไปทำธุระในห้างสรรพสินค้าหรือตามแหล่งรวมร้านอาหาร ก็มักได้พบเห็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่เปิดให้บริการอยู่หลายร้าน รวมไปถึงร้านบุพเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่นด้วย หรือแม้กระทั่งร้านค้าในตลาดก็มีมาวางขายด้วยเช่นกัน สำหรับหน้าซูชิยอดนิยมนั้นได้แก่ หน้าปลาแซลมอน หน้าปลาทูน่า หน้ากุ้งแบบปรุงสุก หน้าไข่หวานย่าง หน้าปลาซาบะ หน้าไข่ปลาแซลมอน หน้าสลัดไข่กุ้ง หน้ายำสาหร่าย หน้าสลัดปูอัด แต่จริง ๆ แล้วซูชิหรือข้าวปั้นนั้นยังมีอีกมากมายหลายร้อยหน้า ซึ่งเกิดจากไอเดียการประกอบอาหาร ที่มีการคิดค้นดัดแปลงกันอยู่ตลอดเวลานั่นเอง เพราะซูชิไม่ได้มีดีแค่หน้าตาและรสชาติของอาหาร แต่รวมถึงการแสดงออกทางศิลปะของชาวญี่ปุ่นอย่างหนึ่งอีกด้วย นับได้ว่าเป็นตัวแทนของเอกลักษณ์ประจำชาติญี่ปุ่นอย่างแท้จริง และสำหรับหลายคนแค่ได้ยินชื่อซูชิก็คงอยากรับประทานขึ้นมาทันที

“ข้าวเกรียบเตา” ขนมอินดี้ของดีเมืองแพร่ ขนมหายากที่อยากบอกต่อ

พามารู้จักขนมของ จ.แพร่ เตาบ้านนาคูหา ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง ห่างจากตัวเมืองแพร่ประมาณ 20  กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านท่ามกลางภูเขา ติดอันดับ 1ใน 7 จังหวัดในประเทศไทยที่มีอากาศและโอโซนที่ดีที่สุด และเป็นสถานที่ตั้งของพุทธอุทยานหุบผาสวรรค์หรือวัดพระธาตุอินทร์แขวนอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพนับถือของชาวจังหวัดแพร่

วัตถุดิบหลักที่นำมาทำขนมชนิดนี้ คือ “เตา” แต่ไม่ใช่เตาที่ใช้ประกอบอาหารอย่างที่เข้าใจกัน แต่เป็นสาหร่ายชนิดหนึ่ง ซึ่งจะเติบโตและอุดมสมบูรณ์มากในพื้นที่แห่งนี้

“เตา” ที่นำมาทำขนมนี้ก็คือ “สาหร่ายสีเขียว” ซึ่งจะมีในภาคเหนือและภาคตะวันออก คนที่นี่จะเรียกว่า “เตา” หรือ “เทา” ส่วนในบางพื้นที่จะเรียกว่า “เทาน้ำ” เป็นพืชตระกูลสาหร่ายที่มีลำต้นเป็นเส้นตรงยาว จะมีสีเขียว ผิวสัมผัสลื่น ซึ่งเตาจะอาศัยอยู่ในน้ำสะอาด มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะธาตุเหล็ก ที่สูงถึง 33.9% และยังอุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

“บ้านนาคูหา” แหล่งเพาะเลี้ยงเตาแบบธรรมชาติ

ด้วยความเป็นธรรมชาติที่ติดอันดับของที่นี่ จึงทำให้เกิดแหล่งเพาะเลี้ยงเตาแบบธรรมชาติ ซึ่งจะมีสายน้ำจากบนภูเขา ที่เป็นน้ำสะอาดไหลลงสู่แหล่งน้ำที่เต็มไปด้วยเตา และน้ำนี้จะไหลต่อไปยังน้ำตก จึงทำให้เกิดสาหร่ายชนิดนี้มากมายจนสามารถนำมาทำขนมขึ้นชื่อของที่นี่ นั่นก็คือ “ข้าวเกรียบเตา”

ข้าวเกรียบเตา ทำมาจากเตาหรือสาหร่ายน้ำจืด ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านนำมาเพาะเลี้ยงไว้ในบ่อน้ำสะอาด จึงเป็นแห่งเดียวในประเทศไทย ที่เลี้ยงเตาขายเป็นอาชีพเสริม โดยมีอาชีพหลักคือการทำเมี่ยง สำหรับขั้นตอนการทำขนมชนิดนี้เริ่มจากนำเตามาล้างให้สะอาด จากนั้นใช้แป้งผสมให้เข้ากันจนเกิดเป็นสีเขียวธรรมชาติของเตา จากนั้นทำให้เป็นแท่งยาว ด้วยการปั้น ใช้ใบตองห่อแล้วนำมาทำให้สุกด้วยการนึ่ง แล้วนำเข้าตู้เย็นจนกลายเป็นก้อนแข็ง  เพื่อนำมาหั่นให้เป็นชิ้น ขั้นตอนต่อไปจะนำไปวางตากแดดจนแห้ง จากนั้นจึงนำมาทอดให้กรอบในน้ำมัน ก็จะได้ข้าวเกรียบเตาที่อร่อย หากทำขายก็จะนำมาบรรจุลงถุง เพื่อวางขายในร้านค้าภายในหมู่บ้าน ซึ่งปัจจุบันนี้ขายดีกว่าสินค้าชนิดอื่น จนทำให้บางครอบครัวในหมู่บ้านเลิกทำเมี่ยงแล้วหันมาทำข้าวเกรียบเตาขายสร้างรายได้เป็นอย่างดี ทำให้มีรายได้เข้าสู่หมู่บ้านและชุมชน ยิ่งถ้าเป็นช่วงเทศกาล จะมีนักท่องเที่ยวมาไหว้พระที่วัดพระธาตุอินทร์แขวน ส่งผลให้ข้าวเกรียบเตาขายดี โดยส่วนใหญ่จะซื้อไปรับประทานเองหรือเป็นของฝาก รสชาติที่แตกต่างจากข้าวเกรียบทั่วไป

ด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ มีความกรุบกรอบ และกลิ่นหอมชวนรับประทาน ส่วนรสชาติจะเค็มนิด ๆ กำลังพอดี จึงทำให้ข้าวเกรียบเตา จากบ้านนาคูหา เป็นของดีเมืองแพร่ที่ได้ทานแล้วรับรองจะติดใจ

มารู้จักดินแดนหมีขาว ไปกับเรื่องราววัฒนธรรมการกินและเมนูอาหารรัสเซีย

ประเทศรัสเซียมีพื้นที่ประเทศที่ใหญ่มาก มีสภาพอากาศหนาวเย็น โดยในบางพื้นที่มีอุณหภูมิติดลบหลายสิบองศาเซลเซียสติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายเดือน จนทำให้เมื่อกล่าวถึงประเทศนี้ หลายคนจะเรียกประเทศรัสเซียอ้อม ๆ ว่าดินแดนแห่งหมีขาว ด้วยลักษณะสภาพอากาศหนาวเย็นแทบตลอดทั้งปีเมื่อเทียบกับประเทศไทย รวมถึงผู้คนชาวรัสเซียที่มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างจากชาวเอเชียโดยทั่วไป ทั้ง ๆ ที่ประเทศรัสเซียอยู่ในทวีปเอเชียเช่นเดียวกัน จึงอาจทำให้หลายคนนึกสงสัยว่า แล้วชาวรัสเซียมีลักษณะอาหารการกินเป็นอย่างไร วันนี้จะลองพาไปรู้จักลักษณะวัตถุดิบอาหารคร่าว ๆ ของชาวรัสเซียกัน

อาหารของชาวรัสเซียส่วนใหญ่มักจะเน้นเป็นพวก “ธัญพืชและผัก” เป็นส่วนประกอบ ทำให้เมนูอาหารรัสเซียแทบทุกจานมีผักหรือธัญพืช ทั้งที่อยู่ในรูปของของดอง ของสด และผ่านการให้ความร้อน โดยเฉพาะหัวมันฝรั่งที่จะมีอยู่เป็นส่วนประกอบในจานอาหารรัสเซียแทบทุกเมนู ไม่เว้นแม้แต่ซุปบอร์ช (Borshch) เมนูที่ได้รับความชื่นชอบและเป็นที่นิยมอย่างล้นหลามจากชาวรัสเซีย ซึ่งอาหารรัสเซียจานนี้มีลักษณะเป็นซุปสีแดงเข้ม คล้ายสีของกลีบกุหลาบแดง ทั้งตัวน้ำใส ๆ ตัวผักนานาชนิดและวัตถุดิบในการปรุงอื่น ๆ ตัดกับสีขาวสว่างเนื้อนวลเนียนของซาวครีมเข้มข้นสูตรรัสเซียแท้ ๆ ด้านบนของผิวหน้าซุป อาจจะเพิ่มความสวยงามด้วยสีเขียวเข้มของผักซอย ที่โรยตกแต่งหน้าอีกเล็กน้อย ฯลฯ

ยังมีเมนูอาหารอีกไม่น้อยที่มีผักเป็นส่วนประกอบ แต่อาจจะมีการเพิ่มเนื้อสัตว์ลงไปหรือในบ้างเมนูที่มีเนื้อสัตว์เป็นวัตถุหลักทั้งหมด ก็ยังมีผักและธัญพืชไว้กินเป็นเครื่องเคียง

นอกจากนี้อาหารรัสเซียจะนิยมใช้พวก “เครื่องเทศ” ที่ให้กลิ่นหอมเป็นตัวหนึ่งในตัวชูรสอาหาร โดยเฉพาะหัวหอมใหญ่ที่มักจะใส่ลงไปในหลากหลายประเภทอาหาร ทั้งแบบเห็นเป็นชิ้น ๆ และถูกหั่นจนมีขนาดเล็กใส่ลงไปเพียงเล็กน้อยจนมองแทบไม่เห็น อาทิ ในเมนูที่มีชื่อว่า เนื้อสโตรกานอฟ ก็จะนำหัวหอมใหญ่มาต้มกับเนื้อที่เป็นวัตถุดิบหลักแล้วใส่ผัก ซึ่งแน่นอนว่าเป็นมันฝรั่งที่เปลือกปลอกจนเกลี้ยง แล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วใส่วัตถุดิบอื่น ๆ และทำการปรุงรสอีกเล็กน้อย จากนั้นเคี่ยวไปเรื่อย ๆ ด้วยไฟไม่แรงมากนัก สุดท้ายได้เนื้อสโตรกานอฟที่มีลักษณะคล้ายสตูซึ่งมีเนื้อนุ่มเปื่อยแทบละลายในปากและน้ำซุปหวานกลมกล่อมจากหัวหอมใหญ่ที่ใส่ลงไป เวลาเสิร์ฟอาจจะเพิ่มสีสันด้วยสีเขียวสดของพาร์สลีย์สับละเอียด สีแดงอมส้มของพริกปาปริก้า และสีขาวนวลเนียนของซาวครีมรัสเซียอีกเล็กน้อย ฯลฯ

อาหารรัสเซียยังมีลักษณะเฉพาะในอาหารอีกไม่น้อย หากได้ลองได้ลิ้มชิมรสกันแล้วจะรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนที่ทำให้อาหารรัสเซียนั่นมีเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนกับอาหารที่ไหน พาในคนที่ได้ลองชิมอยากจะลองชิมอีกสักครั้งเมื่อมีโอกาส

 

ทำความรู้จัก “ภูฏาน” ประเทศที่รอบล้อมไปด้วยภูเขาผ่านอาหารการกินกันเถอะ


อาหารเป็นอีกสิ่งที่บ่งบอกถึงอะไรหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดอาหารเมนูนั้น ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกที่การจะเรียนรู้หรือทำความรู้จักเมืองหรือประเทศที่ต้องการ อาหารจะเป็นอีกสื่อหนึ่งที่ชอบใช้กัน โดยอาหารของประเทศภูฏานจะมีเอกลักษณ์ตรงรสชาติที่มักจะเป็นอาหารเน้นรสเผ็ด เมนูอาหารภูฏานหลาย ๆ จานจะมีพริกเป็นส่วนประกอบไม่ว่าจะเป็นพริกแห้งพริกสดก็ถูกมารังสรรค์ให้เข้ากับเนื้อสัตว์หรือผักออกมาได้อย่างลงตัวและน่ากิน

อาหารภูฏานยังมีบางลักษณะการกินอาหารที่คล้ายกับประเทศไทยนั่นคือการทาน “ข้าว” เป็นอาหารหลักแทบทุกมื้ออาหารโดยชนิดพันธุ์ข้าวของภูฏานที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก คือ ข้าวแดง (Red Rice) ซึ่งมีลักษณะสมชื่อโดยมีสีออกแดงอ่อน ชาวภูฏานจะทานข้าวคู่กับข้าวเป็นจาน ๆ แน่นอนเกือบทุกจานต้องใส่พริก อาทิ แกงพริกใส่ชีส (Ema Datshi) อาหารประจำชาติของชาวภูฏานที่มีลักษณะน้ำข้นขลุกขลิกคล้ายแกงกะทิ มีสีเหลืองอมส้ม บางแห่งก็มีสีเหลืองไข่ มีผักชนิดต่าง ๆอยู่ภายใน และมีพริกแดงพริกเขียวลอยอยู่ด้านบน เมนูนี่อาจจะใส่พวกสัตว์หมู เนื้อวัว เนื้อจามรีในบางครั้ง แต่โดยทั่วไป เมนูนี่จะมีวัตถุดิบในการปรุงหลัก ๆ เพียงแค่ชีสและพริกแค่สองอย่างเท่านั้น ฯลฯ นอกจากการกินข้าวคู่กับข้าวแล้วยังสามารถนำข้าวมาปรุงรสด้วยเนยและเครื่องเทศต่าง ๆ ผสมรวมกันได้เมนูที่ให้อารมณ์คล้าย ๆ ข้าวผักหรือข้าวคลุกอีกด้วย

นอกจากข้าวซึ่งเป็นอาหารที่กินกันเป็นประจำแล้ว “ชีส” ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มักถูกนำมาปรุงเป็นอาหารจานเด็ด อาทิ การนำชีสที่ทำจากนมแท้ ๆ กลิ่นรสหอมมันมาผสมกับผักชนิดต่าง ๆ แล้วนำมาปรุงด้วยวิธีการเฉพาะได้มาเป็นไส้ของโมโม (Momo) อาหารกินเล่นอีกชนิดของชาวภูฏาน ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นแป้งที่บรรจุไส้แล้วนำมาห่อเป็นรูปร่างต่าง ๆ ทั้งรูปร่างกลมบ้างหรือจะรูปร่างหน้าตาคล้ายเกี๊ยวบ้าง โดยเมนูโมโมจะนิยมกินตอนร้อนหลังจากนึ่งใหม่ ๆ ซึ่งจะให้กลิ่นรส และเนื้อสัมผัสที่ดี  เมนูโมโมนั้นจะสามารถหาซื้อกินได้ทั่วไปในประเทศภูฏานไม่ยากนัก ฯลฯ นอกจากนี้ชาวภูฏานยังนำ  ชีสมาทำการแห้งได้เป็นชีสที่มีลักษณะเป็นก้อนแห้ง ๆ สีขาวนวลอมเหลืองอ่อนเล็กน้อยซึ่งเป็นการถนอมอาหารชนิดหนึ่ง ทำให้สามารถเก็บชีสไว้กินได้นานมากขึ้น โดยก้อนชีสแห้งนี่จะถูกแขวนเป็นพวง ๆ เพื่อเอาไว้กินเป็นของว่างระหว่างวันกัน

อาหารภูฏานยังมีลักษณะเฉพาะตัวอันเป็นเอกลักษณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ในเมนูอาหารจานต่าง ๆ ซึ่งจะมีความแตกต่างไปในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งสามารถบอกเล่าประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนั้น ๆ ได้ ซึ่งคล้ายคลึงเมนูอาหารทั้งสี่ภาคของไทย

 

ชวนมาลิ้มชิมรสอาหารไทยโบราณ…ถึงชื่อจะแปลกหูไปหน่อยแต่ก็อร่อยจนอยากบอกต่อ

วันนี้จะพามารู้จักกับอาหารไทย แน่นอนว่าไม่ใช้อาหารไทยที่กินกันเป็นประจำในทุกวัน แต่เป็นอาหารไทยโบราณที่แค่ได้ยินชื่อก็ต้องขอให้พูดซ้ำอีกรอบ ถึงแม้ชื่อจะแปลกหูไปบ้างแต่เรื่องรูปร่างหน้าตา กลิ่นรส และสีสันไม่แปลกอย่างแน่นอน การันตีด้วยชื่ออาหารไทยโบราณที่ขนาดอาหารไปทั่วไปที่กินเป็นประจำ ชาวต่างชาติต่างภาษาเมื่อได้ลองชิมก็ยกนิ้วบอกว่าเยี่ยมกันเกือบจะทุกราย แล้วนี่เป็นอาหารโบราณที่มีขั้นตอนซึ่งต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด และต้องให้ประณีตสวยงาม บางเมนูถึงกับมีการแกะสลักผักผลไม้ที่ใช้ปรุงหรือใช้กินเป็นเครื่องเคียง ตอนนี่คงอยากรู้แล้วสิว่ามีเมนูอะไรก็บ้างตามมาดูกัน

เริ่มด้วยเมนูแรกชื่อ“แกงหมูตะพาบน้ำ” เป็นแกงไทยโบราณที่ไม่ได้ใช้เนื้อตะพาบมาใช้ในการปรุง แต่ใช้เนื้อหมูแทน แกงหมูตะพาบน้ำมีลักษณะเป็นแกงกะทิค่อนข้างข้น และสีออกเหลืองทองอมส้มนิดน้อย โดยวิธีทำก็แสนจะไม่ยุ่งยาก แค่นำพริกแดงแห้งเอาเม็ดออกแช่น้ำจนนิ่ม เกลือป่น ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด หอมแดงกระเทียมปลอกเปลือก ลูกผักชีลูกยี่ร่าป่น กะปิ นำมาโขลกหรือปั่นรวมกันจนได้พริกแกงเนื้อละเอียด แล้วนำมาผัดกับหัวกะทิ ผัดจนกะทิแตกมัน ใส่เนื้อหมูหั่นชิ้น และหนังหมูขูดขนหั่นเส้นที่ต้มสุกแล้วลงไป ผัดให้เข้ากัน ใส่หางกะทิ จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะขามและน้ำตาลปี๊ด ใส่มะอึกผ่าสี่ สุดท้ายใบมะกรูดฉีดและพริกชี้ฟ้าแดงหั่นเฉียง หรือจะใส่เป็นพริกชี้ฟ้าแดงแกะสลักเป็นรูปดอกไม้ เพื่อเพิ่มความสวยงามของจานอาหารก็ได้เช่นกัน พอเดือดก็ปิดไฟตักขึ้นเสิร์ฟได้

ต่อมาจะเป็นเมนูอาหารเบา ๆ รสชาติไม่หนักมากนักชื่อเมนูว่า “ข้าวต้มสาคู” ซึ่งเป็นเมนูที่มีมาเกือบร้อยปี โดยชื่อข้าวต้มสาคูปรากฏในกาพย์เห่ชมเครื่องว่างในรัชกาลที่ 6 ข้าวต้มสาคูทำจากสาคูเม็ดใหญ่ แครอทหั่นเต๋าเล็ก ฟักทองปลอกเปลือกหั่นเต๋าเล็กและเม็ดถั่วลันเตา ซึ่งทั้งหมดต้มสุกแล้วใส่ลงในน้ำซุปไก่ จากนั้นใส่เนื้ออกไก่ฉีกต้มสุก ต้มจนเดือดเบาๆระวังอย่างให้น้ำขุ่น สุดท้ายปรุงรสด้วยซีอิ้วขาวเล็กน้อย เวลาจะกินก็ตักใส่ถ้วยโรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว พริกไทยป่น ขนมปังตากแห้งหั่นเต๋าทอดเล็ก และใบขึ้นฉ่ายซอยเป็นอันเสร็จได้ข้าวต้มหอม ๆ รสชาติเบา ๆ เหมาะสำหรับเป็นอาหารเช้าทานได้ทุกเพศทุกวัย

อาหารไทยโบราณยังมีอีกหลายร้อยเมนู แถมแต่ละภูมิภาคก็มีชื่อและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะจาน ล้วนแสดงให้เห็นว่าการปรุงอาหารที่เกิดขึ้นในสมัยก่อน ไม่ใช่เป็นเพียงเพื่อการบริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอีกอย่างหนึ่ง งานศิลป์ที่ผู้รับสามารถรับรู้และชื่นชมได้ทั้งในรูป รส กลิ่นและสัมผัสในคราวเดียวกัน

 

ชวนมารู้จักลักษณะของว่างอย่างไทย…..อีกมนต์เสน่ห์ของไทยกับเมื่อครั้งโบราณ

คนไทยในสมัยก่อน นอกจากจะกินอาหารคาวหวานกันในแต่ละมื้ออาหารแล้ว ในระหว่างวันหากมีอาการหิวจนท้องร้อง ก็ยังมีของว่างหรืออาหารว่างเตรียมไว้บรรเทาอาการหิว เพื่อรอกินอาหารคาวหวานในมื้ออาหารหลักถัดไป โดยเมนูอาหารว่างของไทยที่ถูกปรุงขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มักจะมีลักษณะรูปร่างหน้าตาเป็นชิ้นพอดีคำ สามารถหยิบกินได้สะดวก รสชาติก็มักจะออกหวานนำเค็มตาม หรือจะออกรสหวานเค็มเด่นพอดีกัน บางเมนูอาจจะมีรสเปรี้ยวมาแทรกบ้าง เพื่อลดอาการเลียนเมื่อต้องกินหลาย ๆ ชิ้นติดต่อกัน ตัวอย่างเช่น

ม้าฮ่อ” ถึงชื่อเมนูนี่จะมีคำว่าม้า แต่ส่วนผสมหลักในการปรุงกลับเป็นพวกผักผลไม้ โดยม้าฮ่อเป็นของว่างไทยโบราณที่ผสมผสานระหว่างวัตถุดิบผลไม้รสเปรี้ยวและเนื้อสัตว์ออกมาได้อย่างลงตัว ซึ่งสวยงามประณีตทั้งรูป รส และกลิ่นเชิญชวนดึงดูดใจให้อยากลองหยิบเข้าปากสักคำ โดยวิธีการม้าฮ่อก็แสนเรียบง่ายเพียงใช้ผลไม้รสเปรี้ยว อาทิ ส้มเขียวหวาน ส้มโอ มะเฟือง มะยงชิด สับปะรด ฯ ตามแต่ใจจะปรารถนา นำมาปลอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ด้านบนวางทับด้วยไส้ที่ทำจากเนื้อหมูบด กุ้งสดบด ถั่วสิสงคั่ว หอมแดง และเครื่องเทศมาผัดให้เข้ากัน แล้วปรุงรสหวานเค็มจากนั้นกวนไปเรื่อย ๆ จนเหนียวแล้วค่อยนำมาปั้นเป็นลูกกลม ๆ สุดท้ายตกแต่งหน้าด้วยผักชีและพริกชี้ฟ้าซอย เพื่อเพิ่มความสะดวกในการหยิบกิน อาจใช้จิ้มฟันเสียบลงไปในแต่ละชิ้น แต่หากอยากเข้าถึงอารมณ์การกินขนมโบราณที่แท้จริง ก็สามารถใช้เพียงนิ้วมือสองนิ้วคีบหยิบเข้าปากก็ได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ลักษณะอาหารว่างไทยสิ่งที่สำคัญอีกสิ่งคงหนีไม่พ้นรูปร่างหน้าตาที่ประดิบประดอยจนสวยงามน่ากินซึ่งก็มีอยู่หลายเมนูด้วยกัน แต่มีเมนูหนึ่งที่แทบจะไม่ได้ยินชื่อแล้วในปัจจุบันนั้นคือ “ล่าเตียงและหรุ่ม” อาหารว่างไทยโบราณที่มีมานานแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีรูปร่างลักษณะน่าตาเป็นชิ้นเหลี่ยมน่ารักจุ๋มจิ๋มขนาดพอดีคำ กินแล้วไม่หนักท้องจนเกินไป โดย 2 เมนูนี่จะมีไส้เหมือนกันที่ทำจากหมูสับ กุ้งสับ หอมหัวใหญ่หั่นสี่เหลี่ยมเล็กผัดกับรากผักชี กระเทียม พริกไทยที่โขลกรวมกันแล้วปรุงรสให้ออกเค็มนำหวาน จากนั้นใส่ถั่วลิสงคั่วบุบลงไปผัดไปเรื่อย ๆ จนแห้ง สุดท้ายนำมาห่อด้วยไข่โดยไส้ที่ห่อด้วยไข่ที่มีลักษณะเป็นแผ่นจะเรียกว่า หรุ่ม ส่วนไส้ที่ห่อด้วยไข่ที่ทำเป็นแพคล้ายแหซึ่งสามารถมองเห็นไส้ด้านในได้จะเรียกว่า ล่าเตียง

ลักษณะของว่างไทยยังมีเอกลักษณ์อีกหลายอย่าง ที่ทำให้มีเสน่ห์ซึ่งหลายเมนูมีวิธีการทำก็ไม่ยากอย่างที่คิดสามารถนำมาทำเป็นกิจกรรมในยามว่าง แล้วถ่ายรูปผลงานที่ทำอวดเพื่อนผ่านโซเชียลก็ดูเก๋ไก๋ไปอีกแบบ