All posts by Brittany Fletcher

ไปลิ้มลองรสชาติระดับมิชลินสตาร์ในราคาหลักร้อยกันดีกว่า

เคยได้ยินเรื่องร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์กันบ้างไหม เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วคิดว่ามันต้องแพงแน่ ๆ เลยใช่ไหมล่ะ แต่รู้ไหมว่าจริง ๆ แล้วที่ราคาหลักร้อยก็มีเหมือนกันนะ เราเลยจะพาไปทำความรู้จักกับร้านอาหารที่ได้รับการขนาดนามถึงความยอมเยี่ยมของรสชาติในราคาที่ย่อมเยากัน เตรียมสมุดจดไว้ให้พร้อม แล้วตามมาดูกันเลยดีกว่า

ร้านเจ๊ไฝ

ด้วยความโดดเด่นของวัตถุดิบที่ทั้งสดใหม่ แถมยังมีขนาดใหญ่จนคุณสามารถรับประทานได้แบบเต็มอิ่ม ทำให้อาหารที่ผ่านการปรุงโดยฝีมือของสุดยอดแม่ครัวระดับตำนานอย่างเจ๊ไฝ ได้รับการการันตรีเป็นหนึ่งในสุดยอดร้านอาหารที่คุณควรเดินทางไปลิ้มลองด้วยตัวเองดูสักครั้ง โดยเมนูที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของทางร้านนั่นก็คือ ไข่เจียวปู ที่เมื่อคุณกัดเข้าไปจะสัมผัสได้ถึงรสชาติความหวานของเนื้อปูที่ถูกอัดแน่นไว้ในไข่อย่างลงตัว จนคุณต้องเผลอยิ้มออกมาเลยล่ะ

โดยเมนูของทางร้านนั้นมีให้คุณเลือกรับประทานได้อย่างหลากหลายในราคาตั้งแต่หลักร้อยเป็นต้นไป แต่หากใครพกเงินมาเยอะหน่อยก็มีเมนูหลักหมื่นให้คุณสามารถที่จะลองสั่งมารับประทานได้อีกด้วยนะ

ร้านเสน่ห์จันทร์

ถ้าคุณต้องการความหรูหราและมีระดับหน่อยล่ะก็ ขอแนะนำให้มาที่ร้าน “เสน่ห์จันทร์” กันได้เลย โดยตั้งแต่คุณเดินเข้ามาในร้านจะสัมผัสได้ถึงวัฒนธรรมในแบบไทย ๆ อันแสนเลอค่า ที่จะทำให้คุณไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

จุดเด่นของที่นี่คือความใส่ใจในการเลือกวัตถุดิบมาใช้ปรุงอาหาร โดยถึงกับลงพื้นที่ไปค้นหาของพรีเมียมที่มีชื่อเสียงโด่งดังในแต่ละจังหวัดมาใช้เท่านั้น ทำให้ทุกเมนูล้วนแล้วแต่ผ่านการผสมผสานวัตถุดิบชั้นยอดจากทั่วประเทศไทย อีกทั้งสูตรการปรุงอาหารแต่ละเมนูต่างก็เป็นสูตรต้นตำหรับที่ถูกส่งต่อกันมาตั้งแต่ในสมัยรุ่นคุณปู่คุณย่าทั้งสิ้น ดังนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบในรสชาติอาหารไทยสไตล์ดั้งเดิม โปรดลองแวะมาชิมดูสักครั้งรับรองเลยว่าคุณจะประทับใจไปกับการลิ้มรสชาติของอาหารระดับมิชลินสตาร์ ในราคาเริ่มต้นเพียงหลักร้อยเท่านั้น ความพรีเมียมระดับนี้นอกจากในร้านเสน่ห์จันทร์ ก็หาได้จากที่ VWIN สุดยอดเว็บคาสิโนออนไลน์ที่รวมรวมเกมระดับสตาร์มาให้คุณได้เล่นเช่นกัน

นอกจากบรรดาอาหารที่แสนอร่อยแล้ว คุณยังจะได้พบกับม็อกเทลของทางร้านที่ไม่เหมือนใคร เช่น รัญจวน เครื่องดื่มที่จะทำให้คุณเร่าร้อนไปกับรสชาติแห่งความเผ็ดและกลิ่นเครื่องเทศที่ถูกอัดแน่นมาเต็มแก้ว หรือถ้าหากอยากลองดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์แบบไทย ๆ ก็มีบาร์สไตล์ไทยประยุกต์ที่รอให้คุณมาจิบยาดองพร้อมเพลิดเพลินไปกับเสียงเปียโนกันตลอดคืน

และนี่คือ 2 ร้านที่เรามานำเสนอให้คุณได้ลองนำไปพิจารณากันดู อย่าลืมชวนเพื่อน ๆ ครอบครัว หรือคนที่คุณรักไปลองทานกันดูล่ะ แล้วจะได้รู้เลยว่าสรวงสวรรค์ของอาหารในราคาที่ไม่แพงนั้นมีอยู่จริง

สะเดา ร้อยสรรพคุณทางยาในต้นเดียว

หากพูดลอย ๆ ถึงคำว่า “สะเดา” หลายคนอาจจะรู้จักสะเดาในฐานะอำเภอหนึ่งในจังหวัดสงขลาที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศมาเลเซีย แต่ในที่นี้จะพูดถึงสะเดาที่เป็นไม้ยืนต้น สะเดาเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ทั่วไปในประเทศร้อนชื่นอย่างไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น แต่สะเดาไม่ค่อยได้รับความนิยมในการนำมาประกอบอาหารร่วมกับวัตถุดิบอื่น โดยเฉพาะอาหารเมนูน้ำ เนื่องจากมีรสขมเป็นอย่างมาก หากเปรียบเทียบแล้วสะเดามีรสขมมากกว่ามะระผิวขรุขระเสียอีก จึงทำให้หลาย ๆ คนออกอาการพะอืดพะอมเมื่อได้ยินชื่อ และปฏิเสธที่จะลิ้มลองทันทีเมื่อถูกเชิญชวน

สรรพคุณทางยาของยอดสะเดา

ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันสะเดาถูกยอมรับจากหลาย ๆ ชาติอย่างไทย มาเลเซีย อินเดีย ว่าเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาหลายประการ สามารถกินเพื่อบำรุง รักษา และบรรเทาอาการของโรคได้ เช่น ทำให้ผู้ป่วยความดันสูงมีความดันที่ดีขึ้นรักษาโรคผิวหนังอย่างกากเกลื้อนให้หายขาดได้ ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดลมดีขึ้น ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้มีความสมดุล ช่วยสมานแผลสดให้หายไวขึ้น และยังสามารถรักษาระดับฮอร์โมนในร่างกายให้มีปริมาณที่เหมาะสม ไม่ทำให้เป็นสิวและบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน เป็นต้น ที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงการยกตัวอย่างสรรพคุณของสะเดาอย่างคร่าว ๆ ดังนั้นหากอ่านสรรพคุณของสะเดาแล้ว เกิดอยากเปลี่ยนใจกินสะเดาขึ้นมาบ้าง ก็สามารถนำเมนูต่อไปนี้ไปเป็นตัวช่วยในการทำให้การกินสะเดาเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นได้

ยอดสะเดาน้ำปลาหวาน

                โดยทั่วไปคนไทยนิยมนำยอดสะเดามาต้มสุกรับประทานกับน้ำปลาหวาน การทำน้ำปลาหวานไม่ใช่เรื่องซับซ้อน โดยเริ่มจากการต้มน้ำตาลให้ละลายน้ำเชื่อม ใส่กุ้งแห้ง พริกสด หอมซอยลงไป เคี้ยวจนน้ำเชื่อมเริ่มมีความเหนียว เป็นอันว่าเสร็จสรรพ รสชาติของน้ำปลาหวานนั้นจะตัดกันกับรสขมของยอดสะเดา ทำให้ยอดสะเดามีความขมลิ้นน้อยลง แต่ก็ยังคงสรรพคุณทางยาที่มากมายไว้เช่นเดิม

ผัดยอดสะเดาน้ำมันหอย

เมนูนี้เป็นเมนูสำหรับคนที่ไม่ชอบรสขมโดยเฉพาะ เพราะมีกรรมวิธีที่ล้างรสขมของยอดสะเดาหลายขั้นตอน เริ่มจากนำยอดสะเดาที่ต้มสุกแล้วเทลงไปในกระทะที่ตั้งไฟอ่อน ๆ ปรุงรสด้วย น้ำมันหอยหนึ่งช้อนโต๊ะ น้ำตาลปลายช้อนชา ผงปรุงรสหนึ่งช้อนชา แล้วจึงผัดให้เข้ากัน จากนั้นก็จัดใส่จานรับประทานพร้อมกับข้าวสวยร้อน ๆ

นอกจากสองเมนูนี้แล้ว บางท่านก็นิยมดื่มนำต้มสุกจากยอดสะเดาเพื่อแก้ร้อนใน และพบว่าสะเดายังได้รับการกินในรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของแต่ละคน เช่น กินยอดสะเดาต้มสุกกับน้ำพริกน้ำกะปิ น้ำพริกปลาทู หรือน้ำพริกปลาร้า เป็นต้น

ถึงแม้ว่าสมุนไพรบางอย่างจะมีรสชาติที่เรา ๆ ไม่พึงประสงค์นัก แต่หากขึ้นชื่อว่าเป็นสมุนไพรแล้ว ก็ย่อมดีกว่าการทานลูกกลอนบางประเภท เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่ายาเหล่านั้นผ่านกระบวนการทางเคมีอะไรมาบ้าง ดังนั้นแล้วยาที่ธรรมชาติย่อมดีกว่าเสมอ

ขนมโบราณตามงานวัดที่กำลังเลือนรางไปจากเมืองไทย

ประเทศไทยมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นศาสนาอื่น เพราะพระมหากษัตริย์ทรงปกครองคนไทยในทุกศาสนาด้วยความเท่าเทียมกัน คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธมักมีความผูกพันกับวัด เพราะแรกเกิดก็ให้พระตั้งชื่อให้ ออกรถ งานบวช งานแต่ง หรืองานศพ ก็ล้วนแต่พึ่งพาการทำพิธีกรรมที่วัดทั้งหมด เรียกได้ว่ามีวัดวาอารามเป็นที่พึ่งทางใจตั้งแต่เกิดจนตายเลยก็ว่าได้ แต่วัดก็ไม่ได้มีไว้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอย่างเดียว ยังมีการใช้พื้นที่วัดในการจัดเทศกาลต่าง ๆ ซึ่งเรียกว่างานวัดนั่นเอง

โดยพื้นฐานงานวัดจะถูกจัดเนื่องจากมีการทอดกฐิน ซึ่งการทอดกฐินจะเกิดขึ้นภายในหนึ่งเดือนหลังออกพรรษา แต่ละวัดก็จะมีวันและระยะเวลาในการจัดที่แตกต่างกันไป จึงทำให้ชาวพุทธมีโอกาสทำบุญและเที่ยวงานวัดไปในตัว แม้จะเป็นเทศกาลที่ถูกจัดเพียงขึ้นปีละครั้ง แต่การเที่ยวแต่ละครั้งถือว่าคุ้ม มีทั้งการจัดแสดงมหรสพ มีกิจกรรมให้ทำหลากหลาย เช่น ปาลูกดอก ยิงเป้า หรือ สอยดาว เป็นต้น นอกจากกิจกรรมที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอาหารที่น่าสนใจไม่แพ้กัน มีให้เลือกซื้อหลายเมนู ซึ่งบางอย่างนั้นหาซื้อกินที่อื่นได้ยาก แต่จะเจอจากในงานวัด เนื่องจากเป็นอาหารและขนมโบราณ

ขนมจาก มีต้นตำรับมาจากจังหวัดสมุทรปราการแต่ด้วยรสชาติที่มีความเป็นเอกลักษณ์จึงทำให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ส่วนผสมหลักทำมาจากการคลุกเคล้าแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า เนื้อมะพร้าวขูดหยาบ น้ำตาลปี๊บและเกลือเข้าด้วยกัน นวดจนแป้งเหนียวหนืด จากนั้นก็หยอดแป้งที่ได้ใส่ลงไปตามแนวยาวของใบจาก ประกบปิดด้วยใบจากอีกชั้นหนึ่ง กลัดหัวท้ายด้วยไม้กลัดที่เตรียมไว้ แล้วจึงนำไปย่างให้สุกก่อนกิน

ข้าวเกรียบว่าว เป็นขนมที่ขึ้นชื่อว่าเป็นขนมยอดนิยมของคนสมัยก่อน มีวิธีทำดังนี้ นำข้าวเหนียวนึ่งสุกมาตำให้ละเอียดจนจับเป็นก้อนเดียวกัน จึงนำน้ำตาลปี๊บละลายเทใส่ลงไปและตำให้เข้ากัน เมื่อเข้ากันแล้วให้ตักส่วนผสมที่ได้ขึ้นมาพักให้เย็นตัวเสียก่อน จากนั้นจึงนำน้ำมันมาอาบแป้งและทำการนวดคลึงให้เป็นแผ่นกลม นำไปตากแดดอ่อน ๆ หรือตากไว้ในที่ร่มก็ได้ เมื่อแห้งพอประมาณแล้วนำมาย่างกับเตาถ่านพลิกไปพลิกมาจนสุกพอง จึงถือว่ากินได้

ไข่ต๊อก คือเมนูที่ทำมาจากไข่นกกระทา ทอดลงบนกระทะหลุมจนสุก นิยมเหยาะด้วยซีอิ้วและพริกไทยก่อนรับประทาน  

ขนมพวกนี้เป็นขนมโบราณที่อยู่คู่กับเมืองไทยมาช้านาน สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น แต่ด้วยความที่ในปัจจุบันการขนส่งมีความทันสมัย สามารถขนส่งขนมจากต่างแดนเข้ามาได้ง่าย ๆ ทำให้ขนมไทยเหล่านี้ค่อย ๆ เลือนรางและถูกแทนที่ด้วยขนมห่อขนมซองมากขึ้น จึงอยากให้ท่านทั้งหลายช่วยกันอุดหนุนขนมไทยโบราณตามกำลัง ถือเป็นน้ำใจหล่อเลี้ยงให้คนทำขนมไทยมีกำลังใจในการทำขนมในเชิงอนุรักษ์และธุรกิจต่อไป

เมนูจากมะม่วงน้ำดอกไม้สุกที่มัดใจคนจีนได้อยู่หมัด

นอกจากอาหารมื้อหลักแล้ว แทบจะทุกชนชาติต่างก็มีของหวานเอาไว้ทานตบท้ายอาหารมือนั้น ๆ หรือบางครั้งก็นิยมนำมาทานเป็นของว่าง มีทั้งของหวานที่สร้างสรรค์มาจากคนในชาติตัวเองและรับเอามาจากวัฒนธรรมต่างชาติ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีเมนูของหวานหลากหลายชนิดเอาไว้รับประทานเช่นเดียวกัน

ตามสภาพภูมิศาสตร์ ประเทศไทยมีอากาศแบบร้อนชื้น ทำให้ดินมีคุณสมบัติที่อุดมสมบูรณ์เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชผลนานาพันธุ์ จึงทำให้ประเทศไทยมีผลไม้ตามฤดูกาลหลากหลายชนิด ผลัดกันผลิตดอกออกผลมาให้ได้ลิ้มรสอยู่เสมอ แต่การผลิตดอกออกผลพร้อม ๆ กันของผลหมากรากไม้ในบางฤดูกาล ทำให้ผลผลิตมากเกินกว่าความต้องการ ซึ่งหากจะให้กินสิ่งเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลาหลายวันก็คงจะเบื่อแย่ แต่ถ้าจะปล่อยให้เน่าเสียไปเฉย ๆ ก็เสียดายของ ประกอบกับการที่คนไทยมีความคิดสร้างสรรค์ในการดัดแปลง จึงทำให้คนไทยคิดค้นสูตรอาหารใหม่ ๆ จากผลไม้ที่เกินความต้องการหรือสิ่งที่มีอยู่รอบตัวอยู่เสมอ และหน้าร้อนอย่างนี้ผลไม้ที่ออกลูกดกเต็มต้นก็คงจะไม่พ้น “มะม่วงสายพันธุ์ต่าง ๆ” ตามมาดูกันว่า นอกจากการกินมะม่วงสุกแบบปลอกเปลือกเข้าปากแล้ว ยังมีการกินมะม่วงวิธีไหนอีกบ้าง

เมนูจากมะม่วงสุก

หากใช้สายตามองไปที่รถเข็ญขายข้าวเหนียวมะม่วงตามเมืองใหญ่ ๆ อย่าง กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่จะพบว่าแทบทุกร้านจะมีกลุ่มชาวจีนเป็นลูกค้าหลักเสมอ เพราะข้าวเหนียวมะม่วงเป็นของหวานที่มีรสชาติอร่อย หวานมัน มีกลิ่นหอมจากใบเตย จึงทำให้ง่ายต่อการกิน ข้าวเหนียวมะม่วงทำมาจากข้าวเหนียวนึ่งสุก มูนเข้ากับหัวกะทิสดที่ต้มเดือดกับใบเตย เกลือ และน้ำตาล และเสิร์ฟคู่กับมะม่วงสุก ซึ่งมะม่วงที่นิยมใช้คือมะม่วงน้ำดอกไม้สุก จากนั้นก็โรยงาและราดหน้าขนมด้วยน้ำกะทิที่ผสมกับแป้งข้าวเจ้า เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการรับประทาน

นอกจากเมนูข้าวเหนียวมะม่วงแล้ว เมนูเครื่องดื่มอย่างมะม่วงน้ำดอกไม้สุกปั่น ยังเป็นที่นิยมชมชอบของชาวจีนอีกด้วย เพราะการปั่นนั้นใช้มะม่วงน้ำดอกไม้สุก ๆ ผสมกับเข้าน้ำเชื่อมในปริมาณเล็กน้อย ปั่นให้ละเอียดไปพร้อมกับน้ำแข็ง เพิ่มรสชาติด้วยการใส่เนื้อมะม่วงสุกหั่นเป็นลูกเต๋าและโรยงาบนหน้าเครื่องดื่ม

ถึงแม้จะพบว่าส่วนมากร้านขายสองเมนูที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นเพียงร้านเล็ก ๆ หรือร้านตามรถเข็ญริมถนน แต่นับเป็นเมนูพระเอกที่ทำให้ชาวจีนติดใจและชื่นชอบเป็นอย่างมาก ทำให้มาท่องเที่ยวเมืองไทยทีไร เป็นต้องอุดหนุนข้าวเหนียวมะม่วงกับน้ำมะม่วงปั่นจากพ่อค้าแม่ขายทุกที จะเห็นได้ว่าคนไทยเป็นชนชาติหนึ่งที่มีเสน่ห์และผีมือในการทำอาหาร โดยสามารถทำให้ของหวานไทยที่เป็นเพียงเมนูง่าย ๆ ธรรมดา ๆ มัดใจชาวจีนได้อยู่หมัด

อาหารที่เป็นขวัญใจของคนไทยทุกเทศกาล

อาหารในประเทศไทยหากให้นับจริง ๆ คงจะนับกันไม่สิ้นสุดและหาข้อสรุปไม่ได้ว่าประเทศไทยมีอาหารกี่ประเภท กี่เมนู มีอาหารสัญชาติใดบ้าง ซึ่งตรงนี้นับว่าเป็นความโชคดีของคนไทยอย่างหนึ่งที่มีอาหารหลากหลายประเภท หลากหลายเมนูให้เลือกรับประทานโดยไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน แต่มีอาหารอยู่ประเภทหนึ่งที่คนไทยกินได้ทุกเทศกาล ไม่ว่าจะเทศกาลไหน ๆ หรือจะฉลองอะไรก็ตาม อาหารที่กล่าวถึงนั้นก็คือ “หมูกระทะ”

ความนิยมของหมูกระทะ

หมูกระทะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่คนไทย จึงไม่แปลกที่จะเห็นร้านหมูกระทะตั้งเรียงรายหลายร้าน ถึงแม้ว่าการนำเนื้อสัตว์มาปิ้งย่างบนกระทะจะถูกเรียกชื่อว่าหมูกระทะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามีแค่เนื้อหมูเท่านั้นที่นิยมนำมาปิ้งย่าง ยังมีเนื้อสัตว์และผักอื่น ๆ อีกหลายชนิดที่ได้รับความนิยมรับประทานร่วมด้วย รูปแบบของการย่างหมูกระทะสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภท คือ หมูกระทะแบบเตาถ่านและหมูกระทะแบบเตาแก๊ส

ประเภทการย่างของหมูกระทะ

โดยเริ่มแรกคนไทยนิยมกินหมูกระทะแบบเตาถ่านก่อน โดยถ่านที่ใช้ให้ความร้อน คือ ถ่านไม้ ที่มีลักษณะเป็นสีดำ รสชาติปิ้งย่างที่ได้จากการใช้ถ่านไม้นั้น จะมีรสหอมควันถ่านติดเนื้อที่ย่าง เสมือนได้กินเนื้อรมควันไปในตัว แต่ด้วยความที่ถ่านประเภทนี้มอดไฟไว้ ประกอบกับมีควันเยอะ จึงทำให้หลาย ๆ ท่านเปลี่ยนมาใช้ถ่านวิทยาศาสตร์หรือถ่านอัดแท่งไร้ควันที่มีคุณสมบัติมอดไฟช้าและมีควันน้อย ซึ่งเหมาะสมกับการนั่งกินหมูกระทะนาน ๆ เพราะไม่ทำให้แสบตาในระหว่างปิ้ง

                ส่วนหมูกระทะที่ใช้เตาแก๊สนั้นถูกนำมาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการปิ้งย่างเท่านั้น ทำให้รสชาติที่ได้จากการย่างเนื้อจากเตาแก๊สนั้น มีรสชาติที่ไม่ต่างกับเนื้อทอดทั่วไป

การเลือกใช้เตาถ่านหรือเตาแก๊สนั้นคงจะไม่ใช่ปัญหาสำคัญ เพราะทั้งเตาถ่านและเตาแก๊สสามารถใช้ทดแทนกันได้ เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ในการทำให้เนื้อสัตว์และผักสุกเหมือนกัน แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดในการกินหมูกระทะคือน้ำจิ้ม หากน้ำจิ้มอร่อยก็พลอยทำให้การกินในครั้งนั้นมีความสุขไปด้วย แต่หากน้ำจิ้มไม่อร่อยก็ถือเป็นอันว่าการกินในครั้งนั้นต้องจบลงแบบเซ็ง ๆ ดังนั้นแล้วจึงขอนำเสนอวิธีการทำน้ำจิ้มหมูกระทะแบบจัดจ้านถึงใจให้ท่านทั้งหลายได้ลองทำตามกัน

สูตรน้ำจิ้มแบบสุกี้จำนวน 34 ถ้วยน้ำจิ้ม

                เริ่มจากซื้อน้ำจิ้มสุกี้รสใดหรือยี่ห้อใดก็ได้ นำมาผสมกับพริกแห้งหรือพริกสดแดงและกระเทียมโขลกละเอียดในอัตรา 1:4 จากนั้นให้ใส่น้ำมะนาวคั้นสด ๆ 1 ลูก ใส่น้ำปลา น้ำส้มสายชูและผงปรุงรสลงไปอย่างละ 1 ช้อนชาเพื่อความกลมกล่อม คนให้เข้ากันเป็นอันว่าเสร็จสรรพ

สูตรน้ำจิ้มแบบซีฟู้ดจำนวน 34 ถ้วยน้ำจิ้ม

                เป็นน้ำจิ้มหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการกินคู่กับหมูกระทะ ซึ่งวิธีการทำนั้นไม่ยุ่งยาก โดยนำพริกขี้หนูสดสีเขียว 10 – 15 เม็ด รากผักชี 1 ราก พร้อมกระเทียมปลอกเปลือก 1 หัว โขลกลงในครกเดียวกันให้ละเอียด จากนั้นจึงใส่น้ำปลา 1 ช้อนชา ผงปรุงรส 1 ช้อนชา น้ำมะนาวสด 2 ลูก ตามด้วยน้ำเชื่อมเข้มข้น 1 ถ้วยน้ำซุป ตักขึ้นจิ้มจากครกใส่ถ้วยและโรยผักชีลงไป จากนั้นคนให้เข้ากัน เพียงเท่านี้ท่านก็จะได้น้ำจิ้มซีฟู้ดสุดแซบ ไว้รับประทานกับหมูกระทะแล้ว

ถึงแม้ว่าหมูกระทะจะมีรสชาติที่อร่อยและเย้ายวนใจ แต่การทานหมูกระทะบ่อย ๆ นั้นอาจส่งผลเสียให้กับร่างกายได้ โดยเฉพาะในเรื่องของน้ำหนัก ดังนั้นแล้วจึงควรทานหมูกระทะแต่พอเหมาะและหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ศิลปะและความประณีตของการปั้นลูกชุบแบบฉบับไทย ๆ

หลาย ๆ ท่านคงเคยได้ยินสำนวนอันเป็นที่รู้จักที่กล่าวกันอย่างแพร่หลายว่า “กินคาวไม่กินหวาน สันดานไพร่” ที่มีคำกล่าวนี้ เพราะว่าสมัยก่อนนั้นการได้รับประทานของหวานถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน เพราะเทคโนโลยีสมัยก่อนยังไม่มีความก้าวหน้าเหมือนสมัยปัจจุบัน จึงไม่สามารถผลิตน้ำตาลหรือวัตถุดิบที่ให้รสหวานออกมาได้ง่าย ๆ เหมือนสมัยนี้ ดังนั้นของหวานในสมัยก่อนจึงถือเป็นของว่างของชนชั้นสูง ทั้งกษัตริย์และขุนนาง ซึ่งของหวานหลาย ๆ เมนูนั้นทำด้วยความประณีต ละเอียดลออ และหนึ่งในนั้นก็คือลูกชุบ

วิวัฒนาการของลูกชุบจากโปรตุเกสสู่ประเทศไทยในปัจจุบัน

หากให้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ขนมไทยที่กำเนิดในประเทศไทยจากฝีมือคนไทยจริง ๆ นั้น นับว่ามีน้อยเมนูนัก เพราะประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางในการค้าขายตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ทำให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายอย่างไม่ขาดสาย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่คนไทยในสมัยต่าง ๆ จะรับเอาวัฒนธรรมการทำอาหารมาจากต่างชาติ ซึ่งวันนี้จะพาไปรู้จักขนมหวานที่มีชื่อว่า “ลูกชุบ”

ลูกชุบ เป็นขนมหวานเมนูหนึ่งที่คนไทยได้รับเอาวัฒนธรรมอาหารมาจากชาวโปรตุเกส โดยแต่เดิมนั้นลูกชุบของชาวโปรตุเกส ไม่ได้มีการใช้วัตถุดิบแบบลูกชุบของไทยแต่อย่างใด แต่ใช้ผลอัลมอนด์ซึ่งเป็นถั่วชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ทั่วไปและหาได้ง่ายในประเทศที่มีอากาศหนาว โดยเฉพาะประเทศในโซนยุโรป แต่เมื่อชาวโปรตุเกสที่เข้ามาในประเทศไทยในอดีตต้องการทำลูกชุบทาน การหาผลอัลมอนด์ในประเทศโซนร้อนอย่างไทยในอดีตเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ จึงมีการคิดค้นใช้ส่วนประกอบตระกูลถั่วชนิดอื่นที่หาได้ง่ายสมัยนั้นแทน นั่นก็คือ “ถั่วเขียว” โดยนำเอาถั่วเขียวเลาะเปลือกมาแช่น้ำเพื่อให้มีความนุ่ม จากนั้นนำถั่วที่ได้มาโขลกละเอียด นำกระทะมาตั้งไฟอ่อน ๆ ใส่ถั่วที่โขลกลงไปในกระทะ ใส่น้ำตาลและกะทิ เคี้ยวจนเข้ากัน เมื่อถั่วเหนียวพอปั้นเป็นรูปเป็นร่างได้ ก็นำถั่วขึ้นมาพักไว้ให้พอเย็น ปั้นเป็นรูปร่างตามความชอบ ซึ่งความยากอยู่ในขั้นตอนนี้ เพราะการปั้นลูกชุบนั้นจะต้องใช้ทั้งจิตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ความประณีตและสมาธิเป็นหลัก เมื่อปั้นสำเร็จแล้ว ต้องนำไม้แหลมมาเสียบ จากนั้นก็ทำการตกแต่งด้วยสีตามความชอบแล้วเสียบไม้พักไว้บนแผ่นโฟม รอจนสีแห้ง และขั้นตอนสุดท้าย คือ การชุบถั่วที่ปั้นลงไปในวุ้น เพื่อทำให้ลูกชุบดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น

ความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยที่แสดงออกโดยลูกชุบ    

นอกจากลูกชุบที่วางขายในปัจจุบันจะเป็นขนมหวานที่หากใคร ๆ เห็นแล้ว ก็ต้องหลงรักในสีสันและรสชาติ ยังทำให้เห็นอีกว่าคนไทยเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถนำรูปแบบต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้และดัดแปลงลูกชุบให้มีความรูปลักษณ์ที่หลากหลายมากขึ้น

บิงซูแบบง่าย ๆ ทำเองได้ไม่ต้องง้อร้านกาแฟ

อย่างที่ทราบกันว่าประเทศไทยมีสามฤดูคือ ฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อนซึ่งเป็นฤดูที่ยาวนานที่สุด และตอนนี้ก็เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว อากาศร้อนทำให้หลายคนรู้สึกหงุดหงิด เหนียวตัว อยากจัดกระเป๋าหนีไปหาธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติสวย ๆ คลายความร้อนให้ชั่วครู่ หลาย ๆ คนจึงเริ่มมองหาโอกาสลาพักร้อน เพื่อไปนอนพักดื่มด่ำบรรยากาศตามริมทะเลสวย ๆ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่มีภาระ ทำให้ไม่สามารถลางานไปเที่ยวได้ วันนี้จึงขอนำเสนอวิธีการคลายร้อนที่บ้านด้วยตนเอง โดยการทำบิงซูง่าย ๆ สไตล์ไทย ๆ กินคลายร้อนสักหน่อย

 บิงซูคืออะไร?

คนรุ่นใหม่ส่วนมากรู้จักบิงซูมาจากอิทธิพลของซีรีย์เกาหลี แต่เชื่อว่ายังมีอีกไม่น้อยคนที่ไม่ได้ติดตามซีรี่ย์หรือวัฒนธรรมของเกาหลี จึงทำให้ไม่รู้ว่าบิงซู คืออะไร บิงซูก็คือขนมหวานประเภทหนึ่งที่ทำมาจากเกล็ดน้ำแข็ง มีลักษณะคล้ายหิมะ ชาวเกาหลีนิยมทานในฤดูร้อน มีหลากหลายรสชาติขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละร้าน เช่น สตรอเบอร์รี่ ช็อกโกแลต หรือ นมสด เป็นต้น และนิยมตกแต่งพร้อมเพิ่มรสชาติความอร่อยด้วยขนมจำพวกช็อกโกแลต ผลไม้สด ผลไม้เชื่อม ซอสรสต่าง ๆ หากใครที่ไม่รู้จักยังนึกภาพไม่ออก ให้นึกถึงน้ำแข็งไสของไทย ลักษณะหน้าตาและรสชาตินั้นไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก แต่บิงซูของเกาหลีนั้นจะมีความนุ่มละมุนลิ้นและหลากหลายรสชาติกว่า เมื่อรู้จักแล้วว่าบิงซูคืออะไร อย่ามัวรอช้า มาเริ่มทำบิงซูกันเลย เริ่มจากการผลิตน้ำแข็ง โดยใส่น้ำลงไปในช่องทำน้ำแข็งในตู้เย็น รอจนน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง เมื่อน้ำแข็งตัวแล้วให้นำมาใส่ลงไปในเครื่องปั่น ให้ปั่นในระดับที่ปานกลางและปั่นเรื่อย ๆ จนน้ำแข็งละเอียดหมดทุกก้อน ต่อไปก็ให้ใส่รสชาติที่อยากกินลงไปทีละน้อย ๆ อาจจะใช้ช็อกโกแลตเหลวหรือนมรสต่าง ๆ ที่หาได้ง่าย ๆ ทั่วไปและค่อย ๆ ปั่นเป็นที ๆ เพื่อให้รสชาติที่ใส่ลงไปเข้ากันกับน้ำแข็งปั่น แต่อย่าใส่มากเกินนะ ประเดี๋ยวจะกลายเป็นน้ำปั่นเอาได้ เมื่อเห็นว่าน้ำแข็งที่เราปั่นมีความละมุนแล้ว ให้เทใส่ถ้วย จากนั้นก็ตกแต่งตามความนิยมของแต่ละคน อยากทานหรือชอบอะไรก็ใส่ลงไปได้เลย ไม่ว่าจะเป็น มะม่วงสุก เมล่อน แคนตาลูป หรืออื่น ๆ ราดด้วยซอสรสชาติที่ชอบ เช่น ช็อกโกแลต คาราเมล สตรอเบอร์รี่ นมข้น เป็นต้น เพียงเท่านี้ท่านทั้งหลายก็จะได้บิงซูฉบับไทย ๆ ไม่ง้อร้านกาแฟเอาไว้ทานหน้าร้อนแล้ว

ในปัจจุบันร้านอาหารในประเทศไทยหลาย ๆ ร้านได้ใช้บิงซูเป็นเมนูดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้าน ซึ่งแต่ละเมนูของบิงซูนั้นมีราคาที่สูงพอสมควร ตั้งแต่หลักร้อยต้น ๆ ไปจนถึงหลักร้อยกลาง ๆ ดังนั้นแล้วการทำบิงซูรับประทานกับคนในครอบครัว อาจเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ท่านประหยัดเงินและยังสามารถทำเป็นกิจกรรมสานสัมพันธ์กับคนในครอบครัวในยามว่างได้อีกด้วย

ส้มตำ เป็นอาหารประจำถิ่นหรืออาหารประจำชาติ

ส้มตำเป็นอาหารถิ่นที่เรียกได้ว่าคนไทยแทบทุกสารทิศนิยมรับประทานกันจนจะเป็นอาหารประจำชาติอยู่แล้ว และหากถามชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยถึงเรื่องเมนูอาหารไทยที่รู้จักหรือเคยได้ยินชื่อ หนึ่งในคำตอบของนักท่องเที่ยวคงต้องมีส้มตำเป็นคำตอบแน่แท้ เพราะนอกจากรสชาติอันจัดจ้านของส้มตำแล้ว เรื่องกลิ่นที่รุนแรงแต่กลับหอมหวนจมูกของคนไทยก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้เช่นกัน ที่ทำให้ส้มตำเป็นอาหารขึ้นชื่ออันโด่งดัง จนทำให้ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยอยากลิ้มลอง

ส้มตำมาจากไหน?

หากตั้งคำถามเพื่อให้หลาย ๆ คนคาดเดาว่า ส้มตำเป็นของชนชาติใด? เชื่อว่าทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยแทบจะทั้งประเทศคงฟันธงว่าส้มตำเป็นอาหารพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังไม่มีผู้ใดสามารถหาข้อสรุปต้นกำเนิดของส้มตำได้อย่างแน่ชัด มีเพียงการ สันนิษฐานไปในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นส้มตำมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่กรุงเทพฯ อยู่แล้ว หรือบางท่านก็ สันนิษฐานจากที่มาของวัตถุดิบว่าส้มตำเข้ามาจากทางตอนใต้ของประเทศไทย แต่มีการ สันนิษฐานที่สำคัญ  สันนิษฐานไว้ว่าส้มตำในรูปแบบปัจจุบันนั้นอย่างที่เราคุ้นเคยมีการดัดแปลงและคิดค้นมาจากแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือและประเทศลาว ถึงแม้ว่าที่มาที่ไปจะไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่แน่นอน แต่นั้นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ส้มตำได้รับความนิยมลดลงเลยแม้แต่น้อย

ทำไมถึงเรียกว่าส้มตำ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใส่ส้ม

อย่างที่หลายคนทราบกันว่าส้มตำเป็นอาหารที่ใช้มะละกอดิบเป็นส่วนประกอบหลัก แต่ด้วยความที่การตำส้มตำนั้นจะเน้นความเปรี้ยวเป็นหลัก จึงได้มีการใช้คำว่าส้มแทนคำว่าเปรี้ยว จึงทำให้คนไทยเรียกเมนูนี้ว่าส้มตำ หรือตำส้มในภาคอีสานและภาคเหนือ ถึงแม้จะชื่อเรียกไม่เหมือนกันแต่วิธีการตำส้มตำนั้นเป็นแบบเดียวกันทั้งหมดและไม่นิยมดัดแปลงส่วนผสมเพราะจะทำให้เสียรสชาติ

วิธีการตำส้มตำมีดังนี้ ใส่พริกขี้หนู กระเทียม ถั่วฝักยาวตัดท่อนลงในครก โขลกให้แตกพอประมาณ จากนั้นใส่น้ำตาลปี๊บ บีบน้ำมะนาว น้ำปลา ผงชูรส คนให้เข้ากัน ตามด้วยมะละกอดิบจะหั่นเป็นเส้นหรือจะขูดก็แล้วแต่ความชอบ ฝานมะเขือเทศ ใส่ลงไปและคลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จานโรยถั่วลิสงและกุ้งแห้ง จากนั้นก็จะได้ส้มตำไทยพร้อมรับประทาน แต่ถ้าใครเปลี่ยนใจอยากกินตำปูปลาร้า เพียงแค่ใส่น้ำปลาร้าลงไปในครกและคลุกเคล้าให้เข้ากัน เพียงเท่านี้ ท่านก็จะได้ตำปูปลาร้าอันหอมหวนชวนทานแล้ว

ส้มตำก็ถูกสุขอนามัยได้

ปัจจุบันมีการดัดแปลงเมนูส้มตำโดยการใส่เนื้อสัตว์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหอยแครงดอง หอยแครงสด กุ้งสด ปูม้าสด และอื่น ๆ โดยส่วนมากทางร้านจะเน้นการทำให้เนื้อสัตว์มีลักษณะกึ่งดิบกึ่งสุก ซึ่งไม่ถูกสุขอนามัย ดังนั้นแล้วท่านทั้งหลายจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทกึ่งสุกกึ่งดิบ หรือถ้าหากอยากรับประทานส้มตำที่ใส่หอยดอง หอยแครง ปูม้า หรืออื่น ๆ ก็ควรทำให้เนื้อสัตว์สุกให้ดีเสียก่อน

อย่าพลาดที่จะลิ้มลอง เมนูยอดฮิตของคนหาดใหญ่

เมื่อหลายคนไปเที่ยวอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มักจะซื้อของยอดฮิตขึ้นชื่อติดไม้ติดติดมือกลับไปฝากคนรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นขนมจำพวกช็อกโกแลต คุกกี้ ลูกอม เครื่องดื่ม น้ำผลไม้จากต่างประเทศ อาหารและผลไม้อบแห้ง หรืออาหารเฉพาะถิ่นอย่างไข่ครอบ แกงไตปลา รวมไปถึงมะม่วงเบาแช่อิ่ม เป็นต้น

มะม่วงเบาแตกต่างจากมะม่วงอื่นอย่างไร?

มะม่วงเป็นผลไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งที่มีหลากหลายสายพันธุ์ในประเทศไทย แต่ละสายพันธุ์ก็มีรสชาติเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป เช่น พันธุ์เขียวเสวย ผลอ่อนมีสีเขียวรสชาติกรอบมัน แต่เมื่อสุกกลับมีรสชาติหวานมัน หรือพันธุ์น้ำดอกไม้ ผลอ่อนมีสีเขียวรสชาติเปรี้ยว แต่เมื่อสุกผลเป็นสีเหลืองทองมีรสชาติหวาน  เป็นต้น ส่วนมะม่วงเบามีผลขนาดเล็กประมาณฝ่ามือ ผลอ่อนเป็นสีเขียวมีรสชาติเปรี้ยวจี๊ด เมื่อสุกจะมีรสชาติหวาน แต่ไม่ได้รับความนิยมในการกินผลสุกมากนัก มะม่วงเบาขึ้นเฉพาะทางแทบภาคใต้ของประเทศไทย แต่มีหลายท่านพยายามนำไปปลูกที่อื่น แต่ก็ได้รสชาติเปรี้ยวที่แตกต่างจากมะม่วงเบาทางภาคใต้ เนื่องจากแร่ธาตุของดินที่ใช้ปลูกมีความแตกต่างกัน

มะม่วงเบาหลากหลายเมนู

                มะม่วงเบาให้ผลผลิตครั้งหนึ่งเป็นระยะเวลาประมาณ ๓-๔ เดือน และให้ผลครั้งละหลายลูก จึงทำให้การกินมะม่วงเบาให้ทันเวลาก่อนมะม่วงสุกนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่ด้วยความที่มะม่วงเบามีรสชาติเปรี้ยว จึงได้รับความนิยมนำมาประกอบอาหาร ทำอาหารและเครื่องดื่ม ดังนั้นหากใครมีโอกาสไปเที่ยวหาดใหญ่ อย่าลืมไปลิ้มลองเมนูมะม่วงเบาเหล่านี้นะ

น้ำพริกมะม่วงเบา

                น้ำพริกมะม่วงเป็นเมนูที่ทำได้ง่ายมาก เนื่องจากมีส่วนประกอบเดียวกันกับน้ำพริกกะปิทั่วไป เพียงแค่ซอยมะม่วงเบาลงไปผสมในน้ำพริกกะปิ ท่านก็จะได้น้ำพริกมะม่วงที่มีรสชาติจัดจ้านเอาไว้รับประทานพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ

น้ำมะม่วงเบาปั่น   

น้ำมะม่วงเบาปั่น นิยมปั่นมะม่วงเบาทั้งเปลือกผสมกับน้ำแข็งและน้ำเชื่อม ความฝาดของเปลือกมะม่วงจะทำให้ได้เครื่องดื่มที่มีรสชาติกล่อมกลม นับว่าเป็นเครื่องดื่มที่แก้กระหายในหน้าร้อนได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

มะม่วงแช่อิ่ม

                การทำมะม่วงแช่อิ่ม ต้องปลอกเปลือกมะม่วงเบาตามจำนวนที่ต้องการให้เกลี้ยง หั่นมะม่วงเบาเป็นแนวยาวพอดีคำ เทมะม่วงเบาลงในภาชนะที่มีฝาปิด จากนั้นนำน้ำปูนใสละลายเข้ากับเกลือเทลงไปให้ท่วมมะม่วงเบาและปิดฝาให้สนิท และทิ้งไว้ 1 คืน วันถัดมาให้เทน้ำปูนใสออกจากภาชนะทั้งหมด จากนั้นจึงเทน้ำเชื่อมที่เตรียมไว้ลงไปในภาชนะเดียวกันจนท่วมมะม่วงเบา ปิดฝาให้สนิทและทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นก็นำมารับประทานได้  ถึงแม้วว่าการทำมะม่วงเบาแช่อิ่มอาจใช้เวลานานหน่อย แต่รับรองว่าเมื่อท่านได้ลิ้มรสฝีมือตัวเอง ท่านจะรู้สึกมีความสุขขึ้นมาทันที

สร้างรายได้จากผลไม้ที่ล้นตลาด

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว มะม่วงเบายังได้รับความนิยมนำมาปรุงรสเปรี้ยวแทนมะนาวในช่วงที่มะนาวมีราคาแพง จะเห็นได้ว่าบางครั้งผลไม้ที่ออกตามฤดูกาลมีเยอะเกินกว่าจะกินทัน เจ้าของผลไม้ยืนต้นบางท่านจึงปล่อยให้ผลไม้เน่าเสียไปตามกาลเวลา ซึ่งถือเป็นการปล่อยผ่านโอกาสอย่างน่าเสียดาย แต่หากมีวิธีคิดที่สร้างสรรค์หรือสามารถหาช่องทางสร้างรายได้จากสิ่งที่มี ก็สามารถทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกทางจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว

การรับวัฒนธรรมการกินของไทย

ด้วยความที่ประเทศไทยมีทำเลที่ตั้งที่อยู่ตรงจุดศูนย์กลางของอาเซียน ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันจึงมีการไปมาหาสู่และติดต่อค้าขายจากหลายประเทศ จึงทำให้ประเทศไทยรับเอาวัฒนธรรมจากต่างประเทศมาผสมผสานเข้ากับวิถีชีวิตของตนเองแทบจะในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการแต่งกาย ศิลปวัฒนธรรมการแสดง ศาสนาพิธี วัฒนธรรมอาหาร หรือแม้แต่ภาษา เป็นต้น โดยเฉพาะเรื่องวัฒนธรรมอาหาร

อาหารเส้นสัญชาติจีน

เมื่อเปิดประเด็นพูดถึงอาหารประเภทเส้นที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย เป็นที่แน่นอนว่าก๋วยเตี๋ยวอาหารประเภทเส้นสัญชาติจีนคงจะเป็นคำตอบที่อยู่ในใจหลาย ๆ คน เพราะไม่ว่าจะเดินทางไปในพื้นที่ใดของประเทศไทย ก็มักจะพบเข้ากับร้านขายก๋วยเตี๋ยวแทบทุกตรอกซอย เรียกได้ว่าเป็นอาหารเมนูสัญชาติจีนที่อยู่คู่เมืองไทยเป็นเวลาช้านานเลยก็ว่าได้  แต่ครั้งนี้จะขอพาไปรู้จักกับอาหารประเภทเส้นสัญชาติจีน ที่มีชื่อว่า ผัดไทย

ผัดไทยแต่มาจากจีน

                เมื่อหลายคนอ่านชื่อเมนูอาจจะเกิดความสงสัยและตั้งคำถามว่า ผัดไทย ไม่ใช่อาหาไทยหรือ? ต้องขอบอกว่า ผัดไทยเป็นอาหารที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน จากนั้นถูกเผยแพร่มายังประเทศใกล้เคียงอย่างเช่นเวียดนาม และเข้าสู่ประเทศไทยในอดีตในที่สุด แต่ด้วยความที่รสชาติแบบคนจีนมีรสชาติที่ไม่ถูกลิ้นคนไทยเอาเสียเลย คนไทยในสมัยนั้นจึงปรับเปลี่ยนสูตรอาหารเมนูดังกล่าวให้มีรสชาติที่เข้ากับการรับรสของตนเองมากขึ้น จึงเกิดเป็นชื่อเรียกในภาษาไทยว่า ผัดไทย มาจวบจนปัจจุบัน

ผัดไทยกุ้งสดแบบไทย ๆ

สิ่งที่ทำให้ผัดไทยแบบไทย ๆ แตกต่างจากเจ้าของต้นตำรับอย่างจีนคืออะไร? การผัดผัดไทยแบบไทย ๆ นั้นเริ่มจากการตั้งไฟกระทะระดับอ่อนๆ ใส่น้ำตาลปี๊บหรือบางที่เรียกว่าน้ำตาลปึกลงไปในกระทะ 1 ช้อนโต๊ะ เมื่อน้ำตาลปี๊บละลายให้ใส่น้ำมะขามเปียกและน้ำปลาตามลงไปอย่างละ 1 ช้อนชา จากนั้นใส่เส้นจันท์ลงไปผัดคลุกเคล้าจนสุกนิ่ม ตามด้วยหยดซีอิ้วดำลงไป 1-2 หยด ผัดต่อจนเส้นจันท์เป็นสีน้ำตาลอ่อนและพักเส้นเอาไว้ข้างกระทะ เทไข่ไก่ที่ตีเตรียมไว้ลงไปในกระทะรอจนไข่เริ่มสุก เอาเส้นมาผัดเข้ากับไข่ ใส่พริกป่น กุยช่าย หัวไชโป๊ และกุ้ง ผัดให้เข้ากันจนกุ้งพอสุก จึงจัดใส่จานรับประทานพร้อมผักเครื่องเคียง เช่น ต้นหอม ถั่วงอก หรือ แตงกวา เป็นต้น หรือบางคนอาจเพิ่มรสเปี้ยวด้วยมะนาวซีกก็ได้ ด้วยสูตรที่กล่าวมาข้างต้น เห็นได้ว่ารสชาติผัดไทไม่ได้จัดจ้าน จึงทำให้เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ จนชาวต่างชาติเองก็คิดว่าประเทศไทยคือต้นตำรับความอร่อยของอาหารเมนูนี้

อาหารในประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันย่อมมีที่มาต่างกัน ต้นตำรับอาจจะมีรสชาติที่ไม่ถูกใจเรานัก แต่เราสามารถนำอาหารของชาติอื่นมาปรับเปลี่ยนรสชาติให้เป็นที่พึงพอใจของตนเองได้ และนอกจากเรื่องอาหารแล้ว ยังทำให้เห็นอีกว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นจากการไปมาหาสู่หรือติดต่อค้าขายกันนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นแต่เพียงผู้คนกับผู้คนเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นระหว่างผู้คนกับอาหารอีกด้วย