All posts by Brittany Fletcher

ชวนมารู้จักของว่างไทยที่วางคู่กันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล

คนไทยมักขึ้นชื่อในเรื่องของการทำอาหารมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ด้วยเอกลักษณ์รสฝีมือที่โดดเด่นจึงไม่แปลกใจที่จะเห็นอาหารคาวหวานต่าง ๆ จัดวางอยู่บนสำรับกับข้าวได้อย่างน่ารับประทาน นอกจากจะมีอาหารคาว หวาน ที่รสชาติเป็นเอกลักษณ์แล้วยังมี อาหารว่างอีกหนึ่งอย่างที่จัดวางคู่กันแบบนี้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 นั่นก็คือ สาคูไส้หมู และ ข้าวเกรียบปากหม้อ

ตามตำนานได้เล่าถึงสมัยรัชกาลที่ 1 ท่านทรงโปรดเสวยขนมไข่เหี้ยมาก แต่ในขณะนั้นไม่สามารถจัดหามาให้ท่านได้ แม่นางเสือ สนมของท่านซึ่งเป็นคนลาว เมื่อครั้งที่ท่านได้ยกทัพไปนครเวียงจันทร์ เป็นผู้ที่มีฝีมือในการทำอาหารเป็นอย่างมาก จึงได้นำแป้งข้าวเหนียว ผสมกับแป้งสาคู นำมาห่อกับถั่วที่มีรสชาติคล้าย ๆ กับขนมไข่เหี้ยนั้น แล้วนำไปนึ่งจนสุกให้มองเห็นไส้ข้างในสีเหลืองทอง แป้งข้าวนอกใสขุ่น นำขึ้นถวาย เวลาจะเสวยให้ราดน้ำกะทิสดลงไป ขนมจะมีความนุ่มลื่น คล้าย ๆ กับไข่ของจริง ส่วนเรื่องของไส้นั้นหลังจากได้นำไปถวายแล้วจึงมีการปรับเปลี่ยนไส้ให้เป็นของคาวมากขึ้น ด้วยการผัดไส้พร้อมกับหมูสับ หัวไชโป๊ว รากผักชี และเครื่องปรุงรสอื่น ๆ จากนั้นนำไปห่อกับแป้ง แล้วนำไปนึ่งจนสุก กลายมาเป็น          สาคูไส้หมู ทานคู่กับผักสดและพริกสด เป็นเมนูของว่างยามบ่ายที่ลงตัว อิ่มกำลังดี

อีกหนึ่งของว่างที่เป็นของทานคู่กันกับสาคูไส้หมูนั่นก็คือ ข้าวเกรียบปากหม้อ ซึ่งอาหารว่างทั้ง 2อย่างนี้มีลักษณะของไส้ที่คล้ายคลึงกัน แต่วิธีทำแตกต่างกัน ข้าวเกรียบปากหม้อ ของไทยนั้นมีลักษณะคล้าย ๆ กับข้าวเกรียบปากหม้อญวน อาหารว่างของชาวเวียดนาม แต่ต่างกันที่ตัวไส้ ข้าวเกรียบปากหม้อญวนนั้นมักจะทานคู่กับน้ำจิ้มที่มีรสเปรี้ยว เค็ม หวานและเผ็ด

ชื่อเรียกของข้าวเกรียบปากหม้อนั้นอาจจะหมายความตามวิธีการทำข้าวเกรียบปากหม้อในสมัยก่อน ซึ่งจะใช้ผ้าขึงตรึงบนปากหม้อ ผสมแป้งข้าวจ้าวและแป้งมัน กับน้ำเปล่าและน้ำกะทิ จนละลายเป็นน้ำแป้ง นำผ้าขาวขึงกับหม้อที่ใส่น้ำ อาจจะกรีดริมผ้าไว้เพื่อเติมน้ำ ตั้งไฟจนน้ำเดือด นำแป้งที่ผสมตักลงบนผ้าละเลงแป้งเป็นวงกลมคล้ายกับข้าวเกรียบว่าว ปิดผ้าหม้อเพื่อให้แป้งสุกนิ่ม จากนั้นก็ใส่ไส้ที่ทำจากหัวผักกาด หมูสับ ส่วนผสมคล้าย ๆ กับไส้ของสาคูไส้หมู ลงไป ห่อแป้งด้วยไม้พายใช้วิธีหุ้มไส้ แป้งที่สุกดีแล้วจะมีความเหนียวเล็กน้อยมีลักษณะเป็นสีขาวขุ่นมองเห็นไส้จากข้างนอกได้ ตักใส่จานโรยด้วยกระเทียมเจียวหอม ๆ และตักน้ำหัวกะทิราด พร้อมรับประทาน

อาหารว่างทั้ง 2 อย่างนี้มักถูกจัดเป็นของคู่กันมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงถึงปัจจุบัน นอกจากจะขึ้นชื่อในเรื่องของความอร่อยแล้ว ยังถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่มีเฉพาะที่ประเทศไทยของเราอีกด้วย

 

พามาลัดเลาะทำความรู้จักชานมไข่มุก เครื่องดื่มสุดฮิตส่งตรงจากไต้หวัน

ถ้าหากพูดถึงเครื่องดื่มยอดนิยมในประเทศไทยเรา แน่นอนว่าจะต้องมีชื่อชานมไข่มุกติดปากใครหลาย ๆ คนอย่างแน่นอน แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าจริง ๆ แล้วชานมไข่มุกที่ทุกคนเคี้ยวกันอย่างหนึบหนับ และมีวางขายกันเกือบทุกห้างสรรพสินค้าได้รับอิทธิพลมาจากไหน ถ้าอยากรู้คำตอบกันแล้วจะเฉลยตอนนี้เลยจะได้หายสงสัยกัน

ชานมไข่มุกมีต้นกำเนิดจากประเทศไต้หวันในปี 1980 ราว ๆ 30 ปีที่แล้ว เดิมคนไต้หวันนิยมดื่มชากันอยู่แล้วแต่มักจะดื่มแต่ชาร้อน จนกระทั่งได้ไอเดียจากชาวญี่ปุ่นที่มักจะเติมน้ำแข็งลงไปในชา ทำให้ผู้คิดค้นสูตรชานมไข่มุกอย่างคุณ หลิน ซิวฮุ่ย ได้ลองนำไอเดียนี้มาประยุกต์กลายเป็นสูตรชาที่ใส่น้ำแข็งขึ้นมา ส่วนมุกที่ทุก ๆ คนชื่นชอบนั้นก็มาจากไอเดียของชาวญี่ปุ่นเช่นเดิมที่มักจะปั้นแป้งเป็นก้อนเล็ก ๆ หรือที่รียกกันว่าโมจิ ผู้คิดค้นสูตรอย่างคุณหลิน ก็ไม่พลาดที่จะลองนำมันใส่ลงไปในชาเย็นเดิมทีแป้งปั้นก้อน ๆ นั้นทำจากแป้งสาคูสีขาวต้ม ทำให้เรียกกันว่าไข่มุก และกลายเป็นเมนูของร้านที่ยอดฮิตจนโด่งดังไปทั่วประเทศไต้หวันในตอนนั้น

ชานมไข่มุกที่ประเทศไต้หวันมีมากมายหลายร้านที่ขายหรือจะเรียกว่ามีทุกหัวมุมถนนเลยทีเดียวสังเกตง่าย ๆ ว่าถ้าคนต่อคิวเยอะ ๆ ร้านไหนแนะนำให้ไปต่อคิวตามได้เลยจะได้ไม่ผิดหวัง นอกจากความอร่อยและมีไข่มุกหนึบหนับเคี้ยวเพลินที่ประเทศไต้หวันแล้ว ชานมไข่มุกหรือที่ประเทศไต้หวันเรียกกันว่า ปัวป้ามิลล์ที ก็ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มที่ขายดีในประเทศไทย โดยเริ่มต้นจากพ.ศ. 2540 ที่มีการนำสูตรชานมไต้หวันมาขายพร้อมกับไข่มุกที่ทำมาจากแป้งมันสำปะหลังปั้นเป็นก้อนกลม ๆ เล็กโดยเริ่มจากการนำแป้งไปต้มกับน้ำตาลหรือน้ำผึ้งเพื่อให้ได้รสชาติที่หวานนิด ๆ ต้ม ให้ได้ที่ไม่แข็งหรือนิ่มจนเกินไปแล้วตักขึ้นมาพัก เตรียมพร้อมที่จะตักใส่เครื่องดื่มเสิร์ฟให้เคี้ยวกันเพลิน ๆ ความอร่อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับสูตรชาของแต่ละร้านที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกัน จนปัจจุบันชาไข่มุกนั้นเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ทำกำไรและเป็นที่นิยมและมีให้เลือกชิมกันมากมายอย่างที่เราพบเห็น

นอกจากชานมไข่มุกจะเป็นเครื่องดื่มที่ยอดนิยมในทวีปเอเชียแล้ว ยังเป็นที่นิยมไปทั่วโลกอีกด้วย เพราะนอกจากการนำมุกมาใส่ในชานมแล้วยังมีอีกหลาย ๆ ประเทศนำมาดัดแปลงกลายเป็นเมนูใหม่ ๆ กว่า200 กว่าเมนู ซึ่งบางร้านก็นิยมใส่มุกลงไปในชาผลไม้ต่าง ๆ หรือจะเป็นเครื่องดื่มแบบสมูทตี้ ที่ใส่มุกลงไปเพื่อเพิ่มความสนุกในการเคี้ยวอย่างประเทศอเมริกา ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากประเทศไต้หวันอีกด้วย นับว่าประเทศไต้หวันคือต้นตำหรับชานมไข่มุกที่เป็นที่แพร่หลายกันจนถึงปัจจุบัน

 

มาเลือก “สเต็ก” เนื้อที่ใช่ บนความสุกแบบพอดี

วัฒนธรรมของอาหารฝรั่งเศสเมนูหนึ่งที่นิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลายเกือบทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ส่วนใหญ่ประเทศทางทวีปยุโรปมักจะมีอาหารประเทศนี้อยู่ในเมนูเกือบทุกร้านอาหาร ด้วยรสชาติที่ถูกปากของใครหลาย ๆ คนเป็นอย่างมาก ทำให้อาหารที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ของประเทศฝรั่งเศสนี้เป็นที่รู้จักและนำมาดัดแปลงเป็นเมนูใหม่ ๆ ให้เข้ากับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ

สเต็กเป็นอาหารจานหลักที่ประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์ ส่วนใหญ่มักเป็นเนื้อวัวที่นำไปทอดหรือย่าง และมีน้ำซอสเกรวี่ราดบนเนื้อสัตว์ วิธีรับประทานจะใช้มีดหั่นก่อนรับประทาน คนฝรั่งเศสส่วนใหญ่มักนิยมทำทานกันเองภายในครอบครัว แต่เมื่อเวลาผ่านไปมีหลายประเทศให้ความสนใจจึงได้คิดค้นสูตรและเผยแพร่ออกไปทั่วโลก

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการรับประทาน สเต็กนั้นก็คงจะมีเมนูที่สั่งกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ถ้าหากใครที่ยังคงสงสัยว่าจะต้องสั่งแบบไหนถึงจะอร่อยลองอ่านแล้วลองไปสั่งกันดูตามนี้

  • เนื้อที่มีความนุ่มที่สุด คือ เนื้อลอยน์ (LOIN) เป็นส่วนสะโพกที่นุ่มที่สุด และมีราคาแพงที่สุดเช่นกัน เมนูที่ทำจากเนื้อส่วนนี้มักจะเป็น สตริปลอยน์ (Strip Loin Steak) เพราะเป็นเนื้อที่มีส่วนติดมันและนุ่มที่สุด มีรสชาติชุ่มช่ำไม่กระด้าง ราคาก็จะแรงตามคุณภาพด้วย หรือจะเป็น สเต็กแบบ ทีโบน (T – Bone Steak) เป็นสเต๊กที่มีกระดูกที่เป็นรูปคล้าย ๆ กับตัว T ในภาษาอังกฤษคั่นอยู่ระหว่างเนื้อลอยน์ที่ติดมันน้อยที่สุดและเนื้อสันในที่ติดอันดับที่นุ่มที่สุด ทำให้เรียกกันว่า ทีโบน เป็นส่วนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะจะได้ทานสเต็กกันถึง2แบบในชิ้นเดียวกัน
  • เนื้อที่มีความนุ่มแบบปานกลาง คือ เนื้อบริเวณขาและสะโพก ( Round ) และเนื้อตรงบริเวณหัวไหล่ (Chuck) เนื้อประเภทนี้นิยมนำไปตุ๋น หรือทำเป็นเนื้อบด มักจะมีเนื้อปนมันมาก มีความนุ่มคล้าย ๆ กับเนื้อลอยน์ มักนำไปบด หรือ ย่างก่อน มีราคาไม่แพงมากถ้าเทียบกับเนื้อลอยน์
  • เนื้อประเภทที่นุ่มน้อยที่สุด คือ เนื้อบริเวณตรงกลางลำตัวและต้นขา อาจจะไม่เหมาะถ้าจะทำเป็นสเต็ก แต่ถ้าหากนำไปตุ๋นหรือทำสตู จะเหมาะที่สุด

ส่วนถ้าใครพอที่จะมีเมนูเนื้อในใจแล้วอยากจะได้รสสัมผัสที่เพิ่มอรรถรสมากขึ้นไปอีกก็สามารถสั่งระดับความสุกของเนื้อได้ถึง 6 ระดับตามความต้องการแบบนี้

1.สุกแค่ผิวเนื้อด้านนอก ข้างในยังไม่สุก (Blue Rare)

2.สุกพอประมาณ อาจจะย่างมาในเวลาพียงแค่ 1 นาที ทำให้เนื้อด้านนอกสุกพอประมาณแต่ข้างในยังไม่สุกมาก (Rare)

3.กึ่งสุกกึ่งดิบ (Medium Rare)

4.สุกแบบพอดีขึ้นมาอีกนิดแต่ข้างในยังเป็นสีชมพูกว่า Medium Rare เรียกว่า (Medium)

5.สุกพอดีแต่เนื้อไม่ได้แข็งกระด้าง (Done)

6.สุกทั่วถึงกันทุกส่วน สุกแบบนี้อาจจะทำให้ไม่ได้รสชาติของเนื้อ (Well Done)

พอทราบถึงสเต็กกันในแบบต่าง ๆ รวมถึงระดับความสุกที่เหมาะกับการรับประทานของแต่ละคนแล้ว อาจจะเป็นการเพิ่มรสชาติให้กับสเต็กจานโปรดกันเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าหากใครที่ไม่ทานเนื้อ ก็ลองเลือกดูเมนูอื่น อย่างเช่น สเต็กหมู หรือสเต็กปลากันดูได้ เพราะนอกจากจะมีเสต็กแล้วยังมีของเคียงต่าง ๆ ในจานให้ลองทานกันดูกันอีกมากมาย

 

หม่าล่า รสชาติความเผ็ดที่สะท้านลิ้น ตำนานจากมณฑล เสฉวน

ประเทศไทยขึ้นชื่อเรื่องของอาหารที่รสชาติจัดจ้าน ทั้งความเผ็ดร้อนจากเครื่องเทศที่มักจะผสมลงไปในเครื่องแกงต่าง ๆ หรือจะเป็นพริกแกงที่มีส่วนประกอบหลัก ๆ จากพริก และนอกจากอาหารไทยยังมีอาหารจากประเทศเพื่อนบ้านของเราที่มีรสชาติความเผ็ดที่ไม่แพ้ประเทศไทย เชื่อว่าหลาย ๆ คนยังไม่เคยได้ลิ้มรส “หม่าล่า ”

หม่าล่าสูตรเด็ดลิ้นชาซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของใครหลาย ๆ คนแต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้จักว่าคืออาหารอะไร จริง ๆ แล้วหม่าล่าเป็นเพียงเครื่องเทศที่มีรสชาติเผ็ดร้อนความเผ็ดต่างจากพริกของประเทศไทยแต่เป็นความเผ็ดที่ร้อนชา มีกลิ่นเครื่องเทศที่ทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ซึ่งความเผ็ดร้อนสไตล์หม่าล่านี้ส่งตรงจากมณฑลเสฉวน ประเทศจีน ที่คาดกันว่าผู้ที่เริ่มนำเข้ามาเป็นเมนูยอดฮิตในประเทศไทยนั้นน่าจะมาจากทางฝั่งแม่สาย จังหวัดเชียงรายและได้แพร่หลายออกไปถึงจังหวัดเชียงใหม่ จนกลายเป็นที่รู้จักเฉพาะกลุ่มผู้ที่อาศัยทางภาคเหนือเป็นหลักก่อนที่จะกระจายไปในอีกหลาย ๆ จังหวัดให้ได้ลิ้มรสความเผ็ดชานี้

ความเผ็ดจนลิ้นชาของหม่าล่าก็แปลได้ตรงตัวตามภาษาจีนได้ว่า “ หม่า ” แปลว่า ชา “ ล่า ” แปลว่าเผ็ด พอนำมารวมกันจึงแปลได้ว่า “ หม่าล่า ” คืออาหารที่มีรสชาติเผ็ดและชา โดยส่วนประกอบหลัก ๆ นอกจากจะเป็นพริกตามความเข้าใจของใครหลาย ๆ คนแต่ความเผ็ดที่เป็นเอกลักษณ์จากเครื่องเทศที่ชื่อว่า “ฮวาเจียว” ซึ่งเป็นเครื่องเทศที่ทำให้เกิดอาการลิ้นชา ลักษณะคล้าย ๆ กับเมล็ดพริกไทยดำ ซึ่งประโยชน์ของ ฮวาเจียวนั้นก็ช่วยขับลม แก้วิงเวียนศีรษะ และบำรุงเลือดตามหลักของการปรุงยาจากประเทศจีน ส่วนประเทศไทยนั้นก็มีเครื่องเทศที่มีลักษณะและสรรพคุณคล้าย ๆ กับฮวาเจียวนั่นก็คือ มะแขว่น เครื่องเทศที่นิยมใช้กันในภาคเหนือรสชาติคล้ายคลึงกันแต่ไม่เผ็ดจนลิ้นชาเท่ากับฮวาเจียน

หม่าล่าสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบในการทำอาหารได้หลายอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะพบเห็นในเมนูที่นำเอาวัตถุดิบต่าง ๆ มาย่าง เช่น หมู ไก่ ผัก ต่าง ๆ นำมาเสียบไม้แล้วย่างบนถ่านและทาซอสหม่าล่าที่ผสมมาแล้วลงบนของที่จะนำมาย่าง ย่างจนหอมพอสุกแล้วก็สามารถลิ้มรสชาติหม่าล่ากันได้ไม่จำกัดความอร่อย หากใครที่ชื่นชอบในการรับประทานชาบูหรือสุกี้แล้วแนะนำให้ลองผสมพริกหม่าล่าลงไปในน้ำซุป จะทำให้เกิดน้ำซุปรสชาติแปลกใหม่ อีกทั้งคนจีนที่นิยมรับประทานหม้อไฟที่มีเนื้อแกะเป็นส่วนประกอบหลัก มักจะใช้น้ำซุปหม่าล่าเพื่อดับกลิ่นสาปของเนื้อแกะอีกด้วย

นอกจากหม่าล่าจะมีวิธีปรุงออกมาเป็นเมนูที่หลากหลายแล้วยังมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้ที่รับประทานอีกด้วย แต่อย่าลืมรับประทานแต่พอดีไ ม่อย่างนั้นอาจจะกลายเป็นปัญหาท้องและลำไส้ และเลือกทานอาหารให้หลากหลายให้ได้สารอาหารที่เพียงพอกับสุขภาพกันด้วย

 

อาหารว่างทำเองแบบไทย อร่อยมัดใจในครอบครัว

อาหารว่างหรืออาหารระหว่างมื้อ เป็นอาหารที่เรามักจะรับประทานในช่วงเวลาที่ไม่เร่งรีบ หรืออยู่พร้อมหน้ากันในครอบครัว  เพื่อความเพลิดเพลินระหว่างพูดคุยกัน หรือเพื่อรองท้องแก้หิวเมื่อต้องรอรับประทานอาหารมื้อหลัก แต่บางครั้งการทำอาหารว่างรับประทานอาจเกิดจากความชื่นชอบในอาหารว่างชนิดนั้น ๆ อีกด้วย

ความพิถีพิถันแบบไทย เกิดเป็นอาหารว่างอันมีเสน่ห์น่ารับประทาน

อาหารว่างที่นำมากล่าวถึงอย่างแรกคือ “หมูโสร่ง” ขั้นตอนการทำนั้นเริ่มจากใช้เนื้อหมูบดมาผสมกับรากผักชีและกระเทียมที่โขลกรวมกันไว้แล้ว ปรุงรสด้วยน้ำปลา เกลือ และพริกไทยป่น ใส่ไข่ลงไปผสมจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกันพักไว้ ปั้นหมูเป็นก้อนกลม ๆ แล้วนำเส้นหมี่ซั่วมาพันให้รอบ ในขั้นตอนนี้ต้องใช้ความละเอียดในการพันเส้นให้รอบเนื้อหมูที่ปั้นไว้ จากนั้นนำลงไปทอดให้ทั่วจนสุกเป็นสีเหลืองสวย โดยในขึ้นตอนนี้อาจต้องใช้ไฟอ่อนและคอยพลิกชิ้นหมู ที่กำลังทอดเพื่อให้สุกทั่วถึงกันและไม่ไหม้เกรียมจนเกินไปนั่นเอง เมื่อจะรับประทานกับน้ำจิ้มไก่ที่มีรสชาติหวานก็เข้ากันได้ดี

ของทอดยอดฮิต ขายดีติดอันดับ อย่าง “ปอเปี๊ยะทอด” ที่คนไทยชื่นชอบ วิธีการทำปอเปี๊ยะเริ่มจากทำไส้ก่อนด้วยการนำรากผักชี กระเทียม พริกไทย มาโขลกรวมกันใส่เนื้อหมูบด เห็ดหูหนู วุ้นเส้น กะหล่ำปลี ถั่วงอก และแครอทซอย ผสมเข้ากับเครื่องปรุงรสคลุกกับไข่ขาวให้เข้ากัน แล้วใช้แผ่นโรตีมาห่อให้แน่นเป็นชิ้น ๆ แล้วนำไปทอดในน้ำมันด้วยไฟปานกลาง จนสุกเหลืองกรอบ รับประทานกับน้ำจิ้มบ๊วย

“หมูสะเต๊ะ” เป็นเมนูของว่างที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอินโดนีเซีย ด้วยรสชาติที่อร่อยกลมกล่อมจนเป็นที่ถูกปากคนไทย จึงนิยมรับประทานเป็นอาหารว่าง ขั้นตอนการทำนั้นเริ่มจากการนำเครื่องเทศประกอบด้วย ลูกยี่หร่า ข่า ตะไคร้ ลูกผักชี โขลกรวมกันแล้วนำไปผสมกับผงขมิ้น ผงกะหรี่ น้ำสัปปะรด พริกไทยป่น หัวกะทิ น้ำตาล เสร็จแล้วนำหมูหั่นเป็นแผ่นบางลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นจึงนำไปแช่ตู้เย็นไว้สักพักเพื่อให้เครื่องเทศซึมเข้าในเนื้อหมู เมื่อจะรับประทานก็นำหมูมาเสียบเป็นไม้ๆแล้วย่างด้วยไฟอ่อนจนสุก รับประทานกับน้ำจิ้มซึ่งจะมีสองชนิดรับประทานด้วยกัน คือน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะที่ทำมาจากพริกแกงเผ็ด ถั่วลิสง กะทิ น้ำมะขามเปียก และน้ำตาลปี๊บ และน้ำจิ้มอาจาด ที่มีน้ำส้มสายชูเกลือน้ำตาลทราย แตงกวาหั่นชิ้น พริกและหอมแดงซอย ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของหมูสะเต๊ะที่เข้ากันได้เป็นอย่างดี

อาหารว่างแบบไทยมักจะมีขั้นตอนในการทำที่ละเอียดอ่อน รสชาติกลมกล่อม มีหน้าตาน่ารับประทาน อาจเป็นของหวานแบบขนมหรืออาหารคาวที่นำมาประยุกต์เป็นอาหารว่างได้เช่นกัน

อาหารถิ่นล้านนา อาหารเหนือของไทยรสชาติประทับใจไม่รู้ลืม

ถ้านึกถึงประเทศไทยช่วงฤดูหนาว บรรยากาศหมอกลอยจาง ๆ พร้อมสูดกลิ่นไอของอากาศบริสุทธิ์ หลายคนต้องนึกถึงภาคเหนือเป็นสถานที่แรก ๆ และออกเดินทางเพื่อไปสัมผัสบรรยากาศลมหนาวเย็นที่เหนือ เมื่อเรามาเยือนเมืองเหนือถิ่นล้านนาทั้งที สิ่งที่จะพลาดไม่ได้คืออาหารเหนือ อาหารเฉพาะถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชวนให้หลงใหล บอกได้คำเดียวเลยว่า “ลำแต้ ๆ”ซึ่งคำว่า “ลำแต้ ๆ” เป็นภาษาถิ่นของภาคเหนือซึ่งแปลว่า “อร่อยจริง ๆ” นั่นเอง มาไกลถึงเมืองเหนือต้องอย่าพลาดรับประทานอาหารนิยมยอดฮิต มีทั้งอาหารจานเดียว เมนูแบบกับข้าว และเครื่องจิ้ม รสชาติเข้มข้นแบบต้นฉบับ หลากหลายจนรับประทานกันได้ไม่มีเบื่อแน่นอน

เมนูที่หลากหลายและรสชาติที่กลมกล่อมแบบสไตล์ล้านนา

อาหารเหนือต้องเริ่มที่เมนูนี้เลย ข้าวซอยไก่ กับน้ำพริกข้าวซอยที่ทำเอง รสชาติเข้มข้น จะใช้บะหมี่เหลืองทอดกรอบ รับประทานกับน่องไก่คำใหญ่ต้มจนเปื่อย เนื้อนุ่มจนละลายในปากกันเลย เมื่อจะรับประทานก็จะบีบมะนาวแล้วแกล้มด้วยหอมแดงและผักกาดดองเพื่อรสชาติที่กลมกล่อมยิ่งขึ้น

“ขนมจีนกับน้ำเงี้ยว”  เมนูที่อร่อยมาก ๆ บางร้านจะลงมือทำเส้นขนมจีนเอง ถ้าอยากกินแบอร่อย ๆ ต้องเลือกร้านที่ทำขนมจีนเองสด ๆ จะยิ่งดี น้ำเงี้ยวนั้นจะนำเอากระดูกหมูไปเคี่ยวจนเนื้อหมูเปื่อยนุ่ม ทำให้กินได้ ส่วนน้ำพริกแกงที่ใช้ทำน้ำเงี้ยว จะมีกลิ่นหอมจัดจ้าน รสเข้มข้นเข้ากันกับน้ำน้ำซุป เท่านี้จะได้กินขนมจีนน้ำเงี้ยวแสนอร่อย ที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวทางภาคเหนือ

ต่อกันที่ “ไส้อั่ว” เป็นอาหารพื้นเมืองของทางภาคเหนือ ทำจากเนื้อ หมูบด ผสมพริกแห้ง กระเทียม ขมิ้น ข่า ใบมะกรูด หอมแดง และเครื่องปรุงรส แล้วใส่ไปในไส้อ่อนของหมูที่ล้างทำความสะอาดไว้ เมื่อนำไปย่างก็จะได้ไส้อั่วแสนอร่อย กลิ่นหอมชวนรับประทานแล้ว

สุดยอดเมนูเด็ดอีกหน่งอย่าง ที่หลายคนนิยมซื้อกลับติดไม้ติดมือไปฝากคนที่บ้าน เมนูนี้ถือว่าเป็นเครื่องจิ้มพื้นบ้านแท้ ๆ นั่นคือ “น้ำพริกหนุ่ม” วิธีการทำนั้นจะเอาพริกหนุ่มไปย่างจนหอม แล้วจึงโขลกรวมกับหอมแดง กระเทียม ปรุงรสด้วยเกลือ แล้วโรยด้วยต้นหอมกับผักซี จัดเป็นของอร่อยประจำครัวของคนเหนือเลยทีเดียว

“แกงอ่อมหมู” เมนูอุ่น ๆ แบบนี้เข้ากันดีกับอากาศหนาว ๆ ใช้รับประทานแก้หนาวได้อย่างดี
โดยแกงอ่อมหมู ใส่หมูสามชั้นและเครื่องในมาพร้อมน้ำพริกแกงอ่อมสูตรต้นตำหรับพื้นบ้านทางเหนือ รับประทานกับขนมจีนยิ่งทำให้อร่อยกลมกล่อมยิ่งขึ้นไปอีก ใครที่เบื่อแกงอ่อมแบบของภาคอีสานก็ลองเปลี่ยนมาลองรับประทานแกงอ่อมสไตล์เหนือกันบ้างก็ได้

อาหารเหนือที่รสชาติอร่อยกลมกล่อม อากาศที่เต็มไปด้วยโอโซนกับทิวทัศน์สวยงามน่ามอง เมื่อมีโอกาสได้มาเยือนก็อย่าพลาดที่จะแวะจอดรถชิมอาหารเหนือกัน บอกเลยว่าอาหารเหนือมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนที่อื่น เพราะมีอาหารพื้นบ้านมากมาย ที่น่ารับประทาน นี้แค่ส่วนหนึ่งของอาหารเหนือที่คนไปเที่ยวต้องแวะทานให้ได้ ไม่อย่างนั้นอาจจะเรียกว่ามาไม่ถึงเมืองเหนือ

อาหารอเมริกัน รสชาติแห่งความแตกต่างที่ชวนให้ลิ้มลอง

ในปัจจุบันที่การเดินทางระหว่างประเทศมีความสะดวกสบายขึ้น ทำให้มีหลายคนที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวไปยังประเทศต่าง ๆ หนึ่งในนั้นอาจจะมีรายชื่อของประเทศอเมริกา ประเทศที่มีความสมบูรณ์แบบ และสถานที่สวยงามหลายแห่ง นอกจากความสวยงามของสถานที่แล้ว ยังมีความพิเศษของอาหารและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากประเทศไทยที่น่าลิ้มลอง

อาหารและความหลากหลายของรสชาติที่น่าสนใจ

อาหารของคนอเมริกา เริ่มกันที่การรับประทานอาหารที่มีความพิเศษก่อนเลย นั่นก็คือ อาหารค่ำวันขอบคุณพระเจ้า (Thanks giving dinner) เป็นมื้ออาหารที่ต้องทานพร้อมหน้าพร้อมตากันในครอบครัว เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวอเมริกา สิ่งที่ขาดไม่ได้นั่นคือเมนูไก่งวงตัวใหญ่ ปรุงรสกับเครื่องเทศหลากหลายนำไปเข้าเตาอบจนสุก มีไส้กรอก มันฝรั่งบดและอื่น ๆ ไว้รับประทานเพิ่มเติมด้วย นับเป็นมื้ออาหารที่ดูอบอุ่นแบบครอบครัวทีเดียว

เมนูต่อมาที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีก็คือ ชีสเบอร์เกอร์(Cheeseburger) ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีวางจำหน่ายในประเทศไทย แต่การได้ลิ้มลองจากต้นตำหรับก็ดูจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ รสชาติแบบต้นตำหรับของชีสเบอร์เกอร์ก็ต้องเป็นที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ชีสเบอร์เกอร์ถือกำเนิดโดยการย่างเนื้อเบอร์เกอร์แล้วเอาชีสมาปิดเนื้อไว้ กลายเป็นเมนูยอดนิยมสำหรับคนอเมริกันมาจนถึงปัจจุบันนี้

รูเบนแซนวิช (Reuben sandwich)เป็นเมนูชีสเยิ้มที่พลาดไม่ได้ เป็นแซนวิชที่ประกอบด้วยเนื้อ สวิสชีส กระหล่ำปลีดอง และสลัดรัสเซีย ขนมปังย่างทำมาจากข้าวไรย์ เป็นแซนวิสที่มีเนื้อเยอะ ถือเป็นอาหารที่น่าลิ้มลองอีกอย่างหนึ่ง

ฮอทดอท (Hot dogs) สามารถหารับประทานได้ง่ายเนื่องจากมีวางจำหน่ายแทบจะทุกที่ในร้านอาหารของอเมริกา โดยเฉพาะที่รัฐชิคาโก ถือได้ว่าเป็นเมืองแห่งฮอทดอท ที่น่าลองมากที่สุดคือ เนื้อเวียนนา(Vienna Beef) ซึ่งมีรสชาติอร่อยจนไม่ต้องปรุงเพิ่มเลย

พิซซ่าสไตล์ชิคาโก(Chicago-style pizza) พิซซ่าของเมืองชิคาโกมีความพิเศษตรงที่อัดแน่นไปด้วยส่วนผสม ที่ทำมาจากเนยมะเขือเทศ และเครื่องเทศของอิตาเลียน เต็มรสชาติของพิซซ่าอย่างแท้จริง

บัฟฟาโร่ วิงค์(Buffalo wings) เมนูนี้ไม่ได้ใช้เนื้อควายทำแต่อย่างใด แต่เป็นเมนูปีกไก่ทอดที่ดังที่สุดในอเมริกา ถึงขนาดมีการจัดงานเทศกาลอาหารชนิดนี้กันเลยทีเดียว

ปิดท้ายกันด้วยของหวานของอเมริกาอย่าง สะมอร์ส (S’mores) ซึ่งเป็นเมนูต้นตำหรับเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นขนมหวานที่มีมาร์ชเมลโล่ย่าง แครกเกอร์และช๊อคโกแลตวางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เหมือนแซนวิช ซึ่งมีรสชาติหวานอร่อย

ในปัจจุบันอาหารอเมริกันที่มีในประเทศไทย มีการดัดแปลงรสชาติให้ถูกปากคนไทย แต่หากได้มีโอกาสไปเยือนประเทศต้นตำหรับของอาหารชนิดนี้ ก็ไม่ควรพลาดการไปลิ้มลองอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอเมริกา เสมือนได้สัมผัสความแตกต่างและหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

ซีฟู้ด อาหารอร่อย สด ๆ จากทะเล ที่หากินได้ทั่วไป

ทะเล เป็นสถานที่พักผ่อนที่เรามักนึกถึงเป็นที่แรก เมื่อมีเวลาว่างหรือต้องการไปท่องเที่ยวสถานที่สวย ๆ กับเพื่อน ครอบครัว หรือคนรู้ใจ เพราะนอกจากวิวทิวทัศน์ที่สวยงามสบายตาแล้ว ยังมีกิจกรรมให้เราได้สนุกสนานไปกับกิจกรรมนั้น ๆ ด้วย เช่น การว่ายน้ำ การเล่นเรือสปีดโบ๊ท การดำน้ำชมปะการัง เป็นต้น แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ดึงดูดใจให้อยากเดินทางไปสัมผัส นั่นก็คือ แหล่งอาหารทะเลซึ่งมีความสดใหม่ นำมาประกอบอาหารให้บริการแก่ผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารชนิดนี้ด้วยนั่นเอง

หลายคนชื่นชอบบรรยากาศยามเย็นนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินลับขอบฟ้า และได้เพลิดเพลินอาหารทะเลที่อร่อยสดใหม่เต็มคำ ช่วยผ่อนคลายความเครียดและอ่อนล้าจากการทำงานได้เป็นอย่างดี วัตถุดิบจากทะเลนำมาประกอบอาหารซีฟู้ด อาทิเช่น กุ้ง หอย ปู หรือปลา นำมาปรุงเป็นเมนูรสเด็ดได้หลากหลาย

เริ่มต้นกันด้วย เมนูกุ้งย่าง เป็นเมนูที่สามารถปรุงรับประทานได้ง่าย เพียงแค่นำกุ้งมาล้างน้ำให้สะอาดโดยไม่ต้องปอกเปลือก แล้วนำไปวางย่างบนเตาไฟสักครู่ จนตัวกุ้งเปลี่ยนเป็นสีส้มทั่วทั้งตัวก็พร้อมรับประทาน กุ้งเผาที่สดใหม่จะมีเนื้อที่หวานและแน่น รับประทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดส์ ซึ่งใช้พริกขี้หนูตำกับกระเทียมปรุงรสด้วยมะนาวและน้ำปลาให้รสชาติที่เผ็ดและเปรี้ยว เข้ากันได้ดีกับเนื้อกุ้งที่หวานอย่างลงตัว

เมนูต้มยำกุ้ง ซึ่งจัดว่าเป็นเมนูที่เป็นที่ถูกปากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ เมนูนี้จะใช้การต้มกุ้งในน้ำเดือดที่ประกอบไปด้วยเครื่องสมุนไพรต้มยำ แล้วจึงปรุงรสด้วยพริกสดบุบพอแตก เติมรสชาติด้วยมะนาว น้ำปลาและเครื่องปรุงรส ให้มีรสชาติเปรี้ยวเค็มและเผ็ดนิดหน่อย อาจมีการเพิ่มความอร่อยกรอบโดยการใส่เห็ดฟางเพิ่มด้วย ถือเป็นเมนูที่อร่อยครบรส

เมนูปลากะพงทอดน้ำปลา จะใช้ปลากะพงขนาดกำลังพอดีหมักด้วยเครื่องปรุงแล้วนำมาทอดให้เหลืองกรอบ ราดด้วยน้ำปลาที่ปรุงให้มีรสเค็มและหวานเล็กน้อย จะกินคู่กับน้ำยารสชาติจัดจ้าน มีการใส่มะม่วงเปรี้ยวซอยลงไปเพื่อเพิ่มรสชาต

เมนูปูผัดผงกะหรี่ เริ่มด้วยการนำปูมาหั่นเป็นชิ้น ๆ แล้วผัดเข้ากับผงกะหรี่กลิ่นหอม ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงและโรยใบขึ้นฉ่ายลงไปเป็นขั้นตอนสุดท้าย ทำให้ได้กลิ่นที่หอมและรสชาติเนื้อปูอันเป็นเอกลักษณ์เข้ากันได้เป็นอย่างดี

เมนูยำปูม้า เป็นเมนูที่ใช้ความอร่อยของเนื้อปูมาผสมกับรสชาติจัดจ้านในแบบของยำ นิยมใช้ปูม้าสดล้างให้สะอาดนำไปแช่เย็นจนเนื้อปูเริ่มแข็งตัวเมื่อจะรับประทานก็นำมาใส่ในน้ำยำที่ประกอบไปด้วยพริกมะนาวกระเทียมและเครื่องปรุงรสต่างๆคลุกเคล้าให้เข้ากัน เข้ากันดีกับรสหวานของเนื้อปูม้าอย่างกลมกล่อม

หลายคนชื่นชอบบรรยากาศยามเย็นนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินลับขอบฟ้า และได้เพลิดเพลินอาหารทะเลที่อร่อยสดใหม่เต็มคำ ช่วยผ่อนคลายความเครียดและอ่อนล้าจากการทำงานได้เป็นอย่างดี

“ฟาสต์ฟู้ด” อาหารจากแดนไกล วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของสังคมไทย

ปัจจุบันการใช้ชีวิตของคนเราต้องการความสะดวกสบาย และรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง หรือการดำเนินชีวิต ไม่เว้นแม้แต่การรับประทานอาหารที่เน้นความสะดวกสบายไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป การรับประทานอาหารเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากร่างกายของมนุษย์ต้องการพลังงานจากอาหาร เพราะฉะนั้นจึงเรามีอาหารที่ตอบสนองความต้องการของร่างกายนั่นก็คือ “อาหารฟาสต์ฟู้ด”

ปรุงเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการที่เร่งรีบ 

อาหารฟาสต์ฟู้ด คืออาหารที่ใช้เวลาในการปรุงแค่ไม่กี่นาที และพร้อมรับประทานได้เลย อาหารฟาสต์ฟู้ดนั้นแบ่งได้เป็นสองประเภท คือ อาหารประเภทกินอิ่มจะมีส่วนประกอบพวกแป้ง เนื้อสัตว์ และผัก ส่วนอีกประเภทเป็นอาหารกึ่งขนม ซึ่งเป็นอาหารทานเล่นระหว่างมื้อ

อาหารฟาสต์ฟู้ดประเภทกินอิ่ม โดยส่วนใหญ่ที่เราคุ้นเคยก็จะเป็นเมนู พิซซ่าและเบอร์เกอร์เป็นหลัก พิซซ่าเป็นอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ใช้วิธีการอบเป็นกระบวนการทำให้สุก ส่วนประกอบหลัก ๆ ของพิซซ่าก็คือแป้ง ซึ่งการผสมแป้งพิซซ่าจะใช้แป้งเอนกประสงค์มาผสมกับเครื่องปรุงตามสูตร แล้วจึงนำมานวดคลุกเคล้าให้เข้ากันตามกรรมวิธีทำเป็นแผ่นทรงกลม นำวัตถุดิบที่ใช้ทำหน้าพิซซ่ามาใส่ โรยด้วยชีสแล้วนำไปเข้าเตาเพื่ออบให้สุก จะมีแป้งสองแบบคือแบบหนานุ่มและแบบบางกรอบ พิซซ่ามีให้เลือกหลากหลายหน้า เช่น หน้าฮาวายเอี้ยน ประกอบด้วย สัปปะรด แฮม และเบคอนแผ่น หน้าซีฟู้ด ประกอบด้วย กุ้ง ปลาหมึก ปูอัด หัวหอม พริกหยวก หน้าซุปเปอร์เดอร์ลุกซ์ ประกอบด้วยเบคอนแผ่น แฮมแผ่น ไส้กรอก พริกหยวก เห็ด หัวหอม สัปปะรด เป็นต้น ส่วนเบอร์เกอร์จะใช้ขนมปังแบบกลมสองชิ้นประกบส่วนหัวกับส่วนท้ายใส่เนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกแล้วเช่นเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อปลา หรือวางพร้อมกับผักต่าง ๆ เป็นชั้น ๆ รับประทานคู่กับซอสพริก หรือซอสมะเขือเทศ

ส่วนอาหารฟาสต์ฟู้ดประเภทกึ่งขนม ก็มีหลายชนิดเริ่มตั้งแต่ เฟรนช์ฟรายส์ ซึ่งใช้มันฝรั่งมาหั่นให้เป็นเส้น ๆ แล้วทอดให้สุกเสร็จแล้วจึงนำมาโรยส่วนผสมตามสูตร ซึ่งในปัจจุบันก็มีจำหน่ายหลายรสชาติเช่น รสพิซซ่า รสบาบีบิว รสชีส ฯลฯ นับเป็นเมนูที่เป็นที่โปรดปรานของหลายคน นอกจากนี้อาหารฟาสต์ฟู้ดกึ่งขนมยังมีอีกมากมาย เช่น ขนมปังกระเทียม ซึ่งจะใช้ขนมปังมาหั่นเป็นท่อน ๆ แล้วทาด้วยเนยกระเทียม ใช้ใบพาสลีย์ใส่ตกแต่งด้านหน้า แล้วนำไปอบจนเหลืองกรอบหรือแม้กระทั่งไก่ทอดชิ้นเล็ก ๆ และแป้งพิซซ่าทอดกรอบเป็นแท่งหรือเบรดสติ๊กจะมีซอสถ้วยเล็ก ๆ หรือ ดิปปิ้งซอสมารับประทานคู่กัน ก็จัดเป็นอาหารทานเล่นกึ่งขนมด้วยเช่นกัน

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของอาหารแนวฟาสต์ฟู้ด ซึ่งจริง ๆ แล้วในประเทศไทยได้รับความนิยมเรื่องอาหารฟาสต์ฟู้ดอีกหลากหลายชนิด แต่เนื่องจากอาหารฟาสต์ฟู้ดเคยถูกมองว่าเป็นอาหารที่ประกอบด้วยแป้งเป็นหลักและไม่ค่อยมีคุณค่าแก่ร่างกาย แต่ในปัจจุบันอาหารฟาสต์ฟู้ดได้พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อตอบโจทย์ด้านสุขภาพของคนที่ชื่นชอบอาหารประเภทนี้

เครื่องแกงไทย มนต์เสน่ห์มัดใจไม่แพ้ชาติใดในโลก

คนไทยเรามักคุ้นเคยกับอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นเครื่องแกง เนื่องจากเป็นอาหารที่สืบทอดวิธีปรุงเมนูนี้กันมาจากรุ่นสู่รุ่น และในปัจจุบันก็สามารถซื้อหามารับประทานได้ง่าย เนื่องจากอาหารไทยโดยส่วนใหญ่ จะเป็นอาหารที่ทำมาจากเครื่องแกงเป็นวัตถุดิบหลักหลากหลายเมนู เช่น แกงเผ็ด แกงคั่ว ฯลฯวันนี้เราจะพามารู้จักเครื่องแกงชนิดต่างๆ ที่ใช้ปรุงเป็นอาหารไทย จะมีความเหมือนหรือต่างกันในองค์ประกอบเพื่อให้เข้ากันกับรสชาติของเมนูนั้น ๆ สันนิษฐานว่าเครื่องแกงไทยนั้น มีมานานตั้งแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ 2 และมีพื้นฐานมาจากอาหารอินเดียอีกด้วย

เครื่องแกงไทยนั้นมีมากมายหลายชนิด แตกต่างไปตามวัตถุดิบที่ใช้ประกอบเมนูนั้น ๆ

เครื่องแกงสูตรเด็ดที่เรามักจะได้รับประทานประจำอย่างเช่น เครื่องแกงเผ็ด เครื่องแกงคั่ว เครื่องแกงพะแนง และ เครื่องแกงมัสมั่น เนื่องจากสามารถประยุกต์วัตถุดิบที่ใช้นำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย และเป็นที่คุ้นเคยและถูกปากคนไทยมาอย่างยาวนาน

ขั้นตอนที่พิถีพิถันนำมาซึ่งรสชาติที่กลมกล่อม

เครื่องแกงเผ็ด มีวัตถุดิบหลัก ๆ คือ หัวหอมแดง หัวกระเทียม ตะไคร้ซอย ผิวมะกรูดซอย ข่าซอย พริกแห้ง กะปิ เกลือป่น รากผักชี ลูกผักชี และยี่หร่า ต่อมาเป็นเครื่องแกงคั่ว จะมีส่วนผสมเหมือนเครื่องแกงเผ็ดแต่จะไม่ใส่รากผักชี ลูกผักชีและยี่หร่า แต่จะเพิ่มพริกไทยมาแทน สำหรับเครื่องแกงพะแนง จะใช้ส่วนผสมทั้งของเครื่องแกงเผ็ดและเครื่องแกงคั่วรวมกัน และสุดท้ายเครื่องแกงมัสมั่น จะใช้ส่วนผสมเหมือนแกงพะแนงแต่จะเพิ่มลูกจันทร์และอบเชยเข้ามาด้วย โดยวิธีการทำเครื่องแกงจะใช้การโขลกส่วนผสมทั้งหมดรวมกันให้ละเอียดจนเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อเสร็จแล้วจะได้เครื่องแกงที่มีกลิ่นหอมและอุดมไปด้วยคุณค่าจากสมุนไพร

เมนูอาหารไทยที่ต้องใช้พริกแกงมีมากมายหลากหลายเมนู เช่น แกงเผ็ดเป็ดย่าง แกงคั่วหอยแมลงภู่ แกงพะแนงหมู แกงมัสมั่นไก่ เป็นต้น

เครื่องแกงไทย ใส่ความอร่อยและคุณค่าสมุนไพรไทย

ตัวอย่างส่วนผสมในเครื่องแกงและประโยชน์ทางสมุนไพรอาทิเช่น “พริก” ช่วยระบบเผาผลาญของร่างกาย อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งได้ “กระชาย” มีคุณสมบัติช่วยบำรุงมดลูก บำรุงเส้นผม และช่วยในการทำงานของไต “ใบมะกรูด” ช่วยบำรุงสมอง ช่วยขับลม สามารถลดอาการบวมน้ำ และลดความดัน “กระเทียม” ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยย่อยอาหาร และลดคลอเรสเตอรอล บำรุงหัวใจ “หัวหอม” ช่วยให้เจริญอาหาร ความจำดี บำรุงโลหิต “ข่า” ช่วยฆ่าเชื้อรา แบคทีเรีย ขับลมแก้ท้องเฟ้อ “ตะไคร้” ช่วยลดการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ ลดอาการเกิดกรดยูริคหรือโรคเก๊าท์ได้ และ “พริกไทย” ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก บรรเทาอาการไอและช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารซึ่งมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักตัว ซึ่งสรรพคุณเหล่านี้รวมตัวอยู่ในเครื่องแกงอย่างครบครัน

จะเห็นได้ว่าส่วนประกอบในเครื่องแกงไทยมักจะประกอบไปด้วยวัตถุดิบที่มีคุณค่าทางด้านสมุนไพร เมื่อรวมกันแล้วนำมาประกอบอาหารจึงทำให้ผู้รับประทานไม่เพียงแต่ได้รสชาติความอร่อยกลมกล่อม ตามแบบฉบับของอาหารอันประกอบด้วยเครื่องแกงไทย แต่ยังได้รับประโยชน์จากส่วนผสมเครื่องแกงเหล่านี้ควบคู่กันไปอีกด้วย