Category Archives: สาระน่ารู้

สะเดา ร้อยสรรพคุณทางยาในต้นเดียว

หากพูดลอย ๆ ถึงคำว่า “สะเดา” หลายคนอาจจะรู้จักสะเดาในฐานะอำเภอหนึ่งในจังหวัดสงขลาที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศมาเลเซีย แต่ในที่นี้จะพูดถึงสะเดาที่เป็นไม้ยืนต้น สะเดาเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ทั่วไปในประเทศร้อนชื่นอย่างไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น แต่สะเดาไม่ค่อยได้รับความนิยมในการนำมาประกอบอาหารร่วมกับวัตถุดิบอื่น โดยเฉพาะอาหารเมนูน้ำ เนื่องจากมีรสขมเป็นอย่างมาก หากเปรียบเทียบแล้วสะเดามีรสขมมากกว่ามะระผิวขรุขระเสียอีก จึงทำให้หลาย ๆ คนออกอาการพะอืดพะอมเมื่อได้ยินชื่อ และปฏิเสธที่จะลิ้มลองทันทีเมื่อถูกเชิญชวน

สรรพคุณทางยาของยอดสะเดา

ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันสะเดาถูกยอมรับจากหลาย ๆ ชาติอย่างไทย มาเลเซีย อินเดีย ว่าเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาหลายประการ สามารถกินเพื่อบำรุง รักษา และบรรเทาอาการของโรคได้ เช่น ทำให้ผู้ป่วยความดันสูงมีความดันที่ดีขึ้นรักษาโรคผิวหนังอย่างกากเกลื้อนให้หายขาดได้ ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดลมดีขึ้น ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้มีความสมดุล ช่วยสมานแผลสดให้หายไวขึ้น และยังสามารถรักษาระดับฮอร์โมนในร่างกายให้มีปริมาณที่เหมาะสม ไม่ทำให้เป็นสิวและบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน เป็นต้น ที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงการยกตัวอย่างสรรพคุณของสะเดาอย่างคร่าว ๆ ดังนั้นหากอ่านสรรพคุณของสะเดาแล้ว เกิดอยากเปลี่ยนใจกินสะเดาขึ้นมาบ้าง ก็สามารถนำเมนูต่อไปนี้ไปเป็นตัวช่วยในการทำให้การกินสะเดาเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นได้

ยอดสะเดาน้ำปลาหวาน

                โดยทั่วไปคนไทยนิยมนำยอดสะเดามาต้มสุกรับประทานกับน้ำปลาหวาน การทำน้ำปลาหวานไม่ใช่เรื่องซับซ้อน โดยเริ่มจากการต้มน้ำตาลให้ละลายน้ำเชื่อม ใส่กุ้งแห้ง พริกสด หอมซอยลงไป เคี้ยวจนน้ำเชื่อมเริ่มมีความเหนียว เป็นอันว่าเสร็จสรรพ รสชาติของน้ำปลาหวานนั้นจะตัดกันกับรสขมของยอดสะเดา ทำให้ยอดสะเดามีความขมลิ้นน้อยลง แต่ก็ยังคงสรรพคุณทางยาที่มากมายไว้เช่นเดิม

ผัดยอดสะเดาน้ำมันหอย

เมนูนี้เป็นเมนูสำหรับคนที่ไม่ชอบรสขมโดยเฉพาะ เพราะมีกรรมวิธีที่ล้างรสขมของยอดสะเดาหลายขั้นตอน เริ่มจากนำยอดสะเดาที่ต้มสุกแล้วเทลงไปในกระทะที่ตั้งไฟอ่อน ๆ ปรุงรสด้วย น้ำมันหอยหนึ่งช้อนโต๊ะ น้ำตาลปลายช้อนชา ผงปรุงรสหนึ่งช้อนชา แล้วจึงผัดให้เข้ากัน จากนั้นก็จัดใส่จานรับประทานพร้อมกับข้าวสวยร้อน ๆ

นอกจากสองเมนูนี้แล้ว บางท่านก็นิยมดื่มนำต้มสุกจากยอดสะเดาเพื่อแก้ร้อนใน และพบว่าสะเดายังได้รับการกินในรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของแต่ละคน เช่น กินยอดสะเดาต้มสุกกับน้ำพริกน้ำกะปิ น้ำพริกปลาทู หรือน้ำพริกปลาร้า เป็นต้น

ถึงแม้ว่าสมุนไพรบางอย่างจะมีรสชาติที่เรา ๆ ไม่พึงประสงค์นัก แต่หากขึ้นชื่อว่าเป็นสมุนไพรแล้ว ก็ย่อมดีกว่าการทานลูกกลอนบางประเภท เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่ายาเหล่านั้นผ่านกระบวนการทางเคมีอะไรมาบ้าง ดังนั้นแล้วยาที่ธรรมชาติย่อมดีกว่าเสมอ

เมนูจากมะม่วงน้ำดอกไม้สุกที่มัดใจคนจีนได้อยู่หมัด

นอกจากอาหารมื้อหลักแล้ว แทบจะทุกชนชาติต่างก็มีของหวานเอาไว้ทานตบท้ายอาหารมือนั้น ๆ หรือบางครั้งก็นิยมนำมาทานเป็นของว่าง มีทั้งของหวานที่สร้างสรรค์มาจากคนในชาติตัวเองและรับเอามาจากวัฒนธรรมต่างชาติ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีเมนูของหวานหลากหลายชนิดเอาไว้รับประทานเช่นเดียวกัน

ตามสภาพภูมิศาสตร์ ประเทศไทยมีอากาศแบบร้อนชื้น ทำให้ดินมีคุณสมบัติที่อุดมสมบูรณ์เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชผลนานาพันธุ์ จึงทำให้ประเทศไทยมีผลไม้ตามฤดูกาลหลากหลายชนิด ผลัดกันผลิตดอกออกผลมาให้ได้ลิ้มรสอยู่เสมอ แต่การผลิตดอกออกผลพร้อม ๆ กันของผลหมากรากไม้ในบางฤดูกาล ทำให้ผลผลิตมากเกินกว่าความต้องการ ซึ่งหากจะให้กินสิ่งเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลาหลายวันก็คงจะเบื่อแย่ แต่ถ้าจะปล่อยให้เน่าเสียไปเฉย ๆ ก็เสียดายของ ประกอบกับการที่คนไทยมีความคิดสร้างสรรค์ในการดัดแปลง จึงทำให้คนไทยคิดค้นสูตรอาหารใหม่ ๆ จากผลไม้ที่เกินความต้องการหรือสิ่งที่มีอยู่รอบตัวอยู่เสมอ และหน้าร้อนอย่างนี้ผลไม้ที่ออกลูกดกเต็มต้นก็คงจะไม่พ้น “มะม่วงสายพันธุ์ต่าง ๆ” ตามมาดูกันว่า นอกจากการกินมะม่วงสุกแบบปลอกเปลือกเข้าปากแล้ว ยังมีการกินมะม่วงวิธีไหนอีกบ้าง

เมนูจากมะม่วงสุก

หากใช้สายตามองไปที่รถเข็ญขายข้าวเหนียวมะม่วงตามเมืองใหญ่ ๆ อย่าง กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่จะพบว่าแทบทุกร้านจะมีกลุ่มชาวจีนเป็นลูกค้าหลักเสมอ เพราะข้าวเหนียวมะม่วงเป็นของหวานที่มีรสชาติอร่อย หวานมัน มีกลิ่นหอมจากใบเตย จึงทำให้ง่ายต่อการกิน ข้าวเหนียวมะม่วงทำมาจากข้าวเหนียวนึ่งสุก มูนเข้ากับหัวกะทิสดที่ต้มเดือดกับใบเตย เกลือ และน้ำตาล และเสิร์ฟคู่กับมะม่วงสุก ซึ่งมะม่วงที่นิยมใช้คือมะม่วงน้ำดอกไม้สุก จากนั้นก็โรยงาและราดหน้าขนมด้วยน้ำกะทิที่ผสมกับแป้งข้าวเจ้า เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการรับประทาน

นอกจากเมนูข้าวเหนียวมะม่วงแล้ว เมนูเครื่องดื่มอย่างมะม่วงน้ำดอกไม้สุกปั่น ยังเป็นที่นิยมชมชอบของชาวจีนอีกด้วย เพราะการปั่นนั้นใช้มะม่วงน้ำดอกไม้สุก ๆ ผสมกับเข้าน้ำเชื่อมในปริมาณเล็กน้อย ปั่นให้ละเอียดไปพร้อมกับน้ำแข็ง เพิ่มรสชาติด้วยการใส่เนื้อมะม่วงสุกหั่นเป็นลูกเต๋าและโรยงาบนหน้าเครื่องดื่ม

ถึงแม้จะพบว่าส่วนมากร้านขายสองเมนูที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นเพียงร้านเล็ก ๆ หรือร้านตามรถเข็ญริมถนน แต่นับเป็นเมนูพระเอกที่ทำให้ชาวจีนติดใจและชื่นชอบเป็นอย่างมาก ทำให้มาท่องเที่ยวเมืองไทยทีไร เป็นต้องอุดหนุนข้าวเหนียวมะม่วงกับน้ำมะม่วงปั่นจากพ่อค้าแม่ขายทุกที จะเห็นได้ว่าคนไทยเป็นชนชาติหนึ่งที่มีเสน่ห์และผีมือในการทำอาหาร โดยสามารถทำให้ของหวานไทยที่เป็นเพียงเมนูง่าย ๆ ธรรมดา ๆ มัดใจชาวจีนได้อยู่หมัด

ข้าวญี่ปุ่นความอร่อยที่หล่อเลี้ยงผู้คนและประโยชน์ที่แฝงอยู่จากธรรมชาติ

“ข้าว” อาหารจานหลักของใครหลาย ๆ คน นอกจากข้าวจะเป็นอาหารที่ประชากรส่วนใหญ่ของหลาย ๆ ทวีปนิยมบริโภคเป็นอาหารหลักแล้ว ข้าวของแต่ละพื้นที่ยังมีเอกลักษณ์ เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะของประเทศที่ปลูก ข้าวส่วนใหญ่ที่สามารถจำแนกตามลักษณะได้อย่างชัดเจนคือข้าวสวยและข้าวเหนียว ข้าวนอกจากจะเป็นอาหารหลักของประเทศไทยแล้วประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างประเทศญี่ปุ่น ข้าวคือชีวิต คือสิ่งสำคัญที่หล่อเลี้ยงชาวญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ประมาณ 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือยุคสมัยของโจมง ซึ่งถือว่าข้าวคืออาหารที่ควรค่าแก่การยกย่อง เพราะมีส่วนสำคัญในการดำรงชีวิตของชาวญี่ปุ่น จึงถือเป็นยุคที่เริ่มต้นการปลูกข้าวของญี่ปุ่นตั้งแต่นั้นมา

หลาย ๆ คนคงคุ้นเคยกับข้าวที่เป็นเมล็ดเรียว ยาว สวย เมื่อนำไปหุงจนสุกมักได้สัมผัสถึงความร่วน ความหอมอย่างข้าวหอมมะลิในประเทศไทยแล้ว แต่ข้าวของประเทศญี่ปุ่นมักเป็นที่รู้จักและจดจำได้ง่ายด้วยลักษณะของเมล็ดข้าวที่สั้น อ้วน สีขาว รสชาติหวานกว่าข้าวไทย มีความหนึบไม่เหนียว สามารถใช้ตะเกียบคีบเป็นคำ ๆ ได้เรียกว่าข้าวพันธุ์ Koshihikari เป็นข้าวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น ข้าวพันธุ์นี้มักผ่านการขัดสีเอาเปลือกออก ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงมักนำมาทำเป็นซูชิ โอนิกิริ ต่าง ๆ  ข้าวอีกหนึ่งพันธุ์ที่ได้รับความนิยมในประเทศญี่ปุ่นคือพันธุ์ Haenuk เป็นข้าวสายพันธุ์ดีติดอันดับสูงสุดในญี่ปุ่นมากกว่า20 ปี ข้าวพันธุ์นี้มีความแข็งของเมล็ดข้าวมากกว่าข้าวพันธุ์อื่น ๆ รสชาติหวานกลาง ๆ ในญี่ปุ่นมักใช้ข้าวสายพันธุ์นี้ทำข้าวกล่อง หรือข้าวปั้น ตามร้านสะดวกซื้อเพราะนอกจากความอร่อยแล้ว แม้ว่าอุณหภูมิจะเย็นลงแต่ความอร่อยของข้าวพันธุ์นี้ก็ไม่ได้ลดลงไปด้วย

ข้าวญี่ปุ่นนอกจากจะมีประโยชน์ในเรื่องของอาหารแล้วยังเป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบที่สำคัญในการทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการประกอบอาหารอย่างเช่น สาเก ที่ได้จากการหมักข้าวหรือจะเป็นน้ำส้มสายชูจากข้าวญี่ปุ่น หรือแม้แต่การนำข้าวมาผลิตเป็นแป้งที่ใช้ทำขนมโมจิหรือไดฟุกุอีกด้วย นับว่าข้าวญี่ปุ่นสามารถนำไปต่อยอดผลิตอาหารทั้งความ หวานได้อีกมากมาย นอกจากนี้แล้วในเรื่องของคุณค่าทางสารอาหารของข้าวญี่ปุ่นก็อุดมไปด้วย คาร์โบไฮเดรต วิตามิน โซเดียม แร่ธาตุต่าง ๆ ในจมูกข้าวนั้นยังเป็นแล่งสารอาหารที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ สารกาบา (Gaba – gamma aminobutyric acid) ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสมองได้อย่างดี ลดความตึงเครียด รักษาสมดุลของสมอง ชะลอความเสื่อม และช่วยให้หลับสบายมากขึ้น

นอกจากการทานข้าวให้อิ่มแล้วข้าวญี่ปุ่นยังมีสรรพคุณมากมายที่ดีต่อสุขภาพ ควรค่าแก่การสรรหามาลองรับประทาน อาจจะลองปรับเปลี่ยนให้ทานคู่กับอาหารที่มีตามท้องถิ่นหรือตามฤดูกาลดู นอกจากจะอร่อยแล้วยังได้รับสารอาหารที่บำรุงร่างกายอีกด้วย

 

มารู้จักอาหารคลีน ทานอย่างไรให้ได้สุขภาพ

ปัจจุบันการรับประทานอาหารของผู้คนส่วนใหญ่มักจะเลือกอาหารที่รับประทานง่าย สะดวก และรวดเร็ว จึงทำให้มีปริมาณผู้ที่นิยมอาหารแช่แข็งหรืออาหารกึ่งสำเร็จรูปเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงร้านค้าที่จำหน่ายอาหารก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ผู้บริโภคในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น นอกจากอาหารแช่แข็งหรืออาหารสำเร็จรูปที่มีวางขายและมีให้เลือกมากขึ้น ทำให้กลุ่มคนที่ชื่นชอบในการบริโภคอาหารประเภทนี้ มักจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับสารตกค้างหรืออาจจะมีสารที่ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

มากกว่าอาหารแช่แข็งหรืออาหารกึ่งสำเร็จรูปต่าง ๆ แล้ว ในอาหารอย่างอื่นที่มักปรุงแต่งรสชาติ กลิ่น สี เพื่อเพิ่มความดึงดูดในการเลือกซื้อของผู้บริโภคแล้ว ยังมีอาหารอีกประเภทที่ผู้คนเริ่มหันมาให้ความสนใจกันบ้างแล้วนั่นก็คือ อาหารคลีน โดยเฉพาะผู้ที่หันมาให้ความสนใจในสุขภาพมากขึ้น หรือ ผู้ที่อยากจะลดความอ้วนอีกด้วย อาหารคลีนคืออาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งหรืออาจจะปรุงแต่น้อยที่สุด และแปรรูปจากสารเคมีหรือสารปรุงรสที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ และมีกระบวนการทำอาหารที่สดใหม่ไม่มีการหมักดองใด ๆ เป็นอาหารที่ไม่มีรสชาติที่เค็มจัด หวานจัด เปรี้ยวจัดมากเกินไป เน้นธรรมชาติของรสชาติอาหารและวัตถุดิบที่ใช้เป็นหลัก

อาหารคลีนไม่ได้เป็นเพียงแต่การเน้นให้ทานผักปริมาณมาก ๆ เพียงอย่างเดียวแต่อาหารคลีนเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกายต่อวัน โดยเน้นการได้รับพลังงานที่เพียงพอ จึงทำให้อาหารคลีนเหมาะสำหรับผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพและผู้ที่ต้องการลดความอ้วนเป็นอย่างมาก ด้วยรสชาติของอาหารที่ไม่ได้ปรุงแต่งมากเกินไป จึงทำให้ไม่มีไขมันที่ไม่จำเป็น การรับประทานอาหารคลีนสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยลองอาจจะยังไม่คุ้นชินกับรสชาติอาหาร อาจจะทำให้เลิกรับประทานไปเลยสำหรับบางท่าน หรือในบางทีการเลือกซื้ออาหารคลีนอาจจะเป็นไปได้ยาก ทำให้ปัจจุบันจึงมีร้านอาหารคลีนเปิดกิจการอย่างมากมายบนโลกออนไลน์ ทำให้การรับประทานอาหารคลีนเป็นเรื่องง่าย และมีเมนูให้เลือกเยอะมากมาย เช่นเดียวกับการเลือกซื้ออาหารทั่วไปมารับประทาน

การทานอาหารคลีนเพื่อสุขภาพนั้นทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายมีสมดุลมากขึ้นเพราะไม่ได้รับสารเคมีจากสิ่งแปรรูปหรือได้รับสารอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งมากหรือน้อยเกินไป การหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น และหลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปที่มีการปรุงแต่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าอาหารทั่วไปจะเป็นอาหารที่ไม่ดี แต่อยากจะให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจในรายละเอียดของอาหารมากยิ่งขึ้นเช่นอ่านข้อมูลทางโภชนาการที่มักจะติดอยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการเลือกซื้ออาหารที่มีความสด ใหม่ ทานผลไม้ และน้ำสะอาด ลดปริมาณน้ำตาลลง และควรหักห้ามใจเมื่อเดินผ่านอาหารแปรรูปต่างๆเพื่อสุขภาพที่ดีควรหันมาออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยทั้งทานอาหารคลีน และพักผ่อนให้เพียงพอเพียงเท่านี้ก็จะมีสุขภาพที่ดีไม่ง้อแพทย์แล้ว

 

การถนอมอาหารจากจีนแผ่นดินใหญ่ จนกลายมาเป็น “ ไข่เยี่ยวม้า ” ที่แสนอร่อย

การถนอมอาหารคือวิธีอย่างหนึ่งที่สามารถเก็บรักษาอาหารให้มีความสดหรือใกล้เคียงกับวัตถุดิบเดิมให้ได้นานที่สุด ซึ่งในบางประเทศที่มีฤดูหนาวยาวนาน หรือในช่วงที่มีหิมะตก ก็มักจะใช้วิธีการถนอมอาหารต่าง ๆ เพื่อจะได้มีอาหารเอาไว้รับประทานเมื่อไม่ได้ออกไปหาอาหาร แต่ในอีกประเทศก็มักจะใช้วิธีการถนอมอาหารเมื่อมีผลผลิตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจากพืชหรือจากสัตว์ มีจำนวนมากและอยากชะลอการเน่าเสียของอาหาร ทำให้วัตถุดิบหลาย ๆ อย่างได้มีการแปรรูป และเกิดเป็นวัตถุดิบใหม่ ๆ ในเมนูอาหารประจำบ้านของแต่ละประเทศ

หากพูดถึงวัตถุดิบหลักที่ให้พลังงานสูง โปรตีนเยอะ มีคุณค่าทางสารอาหารมาก เกือบทุกประเทศต้องนึกถึงไข่ก่อนเป็นอันดับแรก ๆ เพราะนอกจากจะเป็นเมนูที่รู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว เมนูไข่ยังอยู่คู่ครัวโลกกันมาหลายรุ่นหลายสมัย ไข่จึงเป็นอีกหนึ่งแหล่งพลังงานที่หลายคนมักจะพยามคงความสดไว้ แต่ทุกอย่างมักจะมีวันหมดอายุ จึงทำให้มีการคิดวิธีการถนอมอาหารจากไข่กันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการนำไปต้มจนสุกแล้วแช่เย็นไว้ หรือการนำไข่สดไปดองกับน้ำเกลือก่อนจะนำไปต้มจนสุกกลายมาเป็นไข่เค็มที่สามารถเก็บไว้รับประทานได้เป็นเดือน ๆ แต่อีกหนึ่งวิธีการถนอมอาหารที่มีประวัติยาวนานจากจีนแผ่นดินใหญ่จนกลายมาเป็นที่รู้จักนั่นก็คือ “ไข่เยี่ยวม้า”

ไข่เยี่ยวม้าฟังจากชื่อก็ดูจะไม่น่าน่ารับประทาน แต่ถ้าได้ลองทานแล้วรสชาติจะติดใจ เดิมทีไข่เยี่ยวม้านั้นเป็นชื่อเรียกที่กร่อนเสียงมาจากชื่อเรียกเหอี่ยหม่าในภาษาจีน เพราะจริง ๆ แล้วต้นกำเนิดของไข่เยี่ยวม้านั้นเกิดจากที่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ได้มีการอพยพจากประเทศตนด้วยการนั่งเรือสำเภา จึงมีการแปรรูปไข่เพื่อนำมาเป็นอาหารจึงทำให้ ไข่เยี่ยวมาเป็นที่รู้จักกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่หากจะให้เล่าถึงประวัติศาสตร์ที่เล่ากันมารุ่นสู่รุ่นแล้วต้องเล่ากันว่า ไข่เยี่ยวม้านั้นได้ถูกค้นพบเมื่อประมาน 600 ปี สมัยราชวงศ์หมิง เมื่อชาวจีนคนหนึ่งพบไข่เป็ด ในบ่อปูนขาว ที่จะนำมาใช้ในการสร้างบ้านแล้วจึงได้เก็บไปลองประกอบอาหาร เมื่อได้ลองชิมดูแล้วรู้สึกว่ารสชาติดี มีกลิ่นและสีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงได้เริ่มคิดค้นเพื่อจำหน่าย โดยนำไข่มากลบกับดินที่อยู่ในบ่อปูนขาว ประมาณ 2 เดือนจนได้พัฒนาจนเกิดเป็นไข่เยี่ยวม้าในปัจจุบัน

ด้วยเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของไข่เยี่ยวม้า ที่ต้องมีสีดำ เนื่องจากมีวิธีการทำโดยการนำไข่ไปหมักกับปูนขาว เกลือ โซเดียมคาร์บอเนต แกลบ และน้ำ ประมาณ 15 –20 วัน ไข่ขาวจึงเกิดปฏิกิริยาทางเคมีจนกลายเป็นวุ้นสีน้ำตาลอ่อน ส่วนไข่แดงจะมีสีคล้ำและแข็ง เมื่อนำไปต้มจนสุก สามารถนำไปดัดแปลงได้อีกหลายเมนูตามความชอบของแต่ละคน หรือบางคนอาจจะตัดความเลี่ยนของไข่เยี่ยวม้าด้วยขิงดองก็ได้ไปลองทานกันดูเลย

 

พามารอบรู้การถนอมอาหารวิธีต่าง ๆ ทั่วเอเชีย…ที่น่าสนใจจนอยากบอกต่อ

ในสมัยก่อนนั้นอาหารไม่ได้หาซื้อกินสะดวกง่ายดาย หรือมีตู้เย็นไว้ยืดอายุการเก็บรักษาให้นานขึ้นได้ โดยเฉพาะในบางพื้นที่ในทวีปเอเชีย ที่มีช่วงเวลาที่ไม่สามารถออกไปเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ช่วงสภาพแวดล้อมที่หนาวเย็น หรือแห้งแล้งหลายเดือน จึงทำให้เกิดการคิดค้นวิธีการถนอมอาหารให้รูปแบบต่าง ๆ ขึ้นมาอย่างมากมายในหลายประเทศ จากภูมิปัญญาที่สะสมกันมา ซึ่งมีหลายรูปแบบการถนอมอาหารที่คุ้นตาคุ้นตากันดี แต่ก็มีอีกหลายรูปแบบที่ไม่ค่อยได้ยินมากนัก อาทิ

เนื้อน้ำค้าง” หรือแฮมยูนนาน เป็นการถนอมอาหารของชาวยูนนานในประเทศจีน ตัวเนื้อน้ำค้างนี่จะมีลักษณะเป็นเนื้อหรือขาของเนื้อสัตว์ ไม่ว่าเป็นหมู วัว ฯลฯ มาหมักกับเกลือจนเกลือแทรกซึมเนื้อเข้าไปภายในทั่วทั้งชิ้น จากนั้นก็เอาเนื้อที่ได้มาแขวนไว้บนที่สูง เพื่อตากน้ำค้างในตอนกลางคืนและตากแดดในตอนกลางวัน ทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่งก็จะได้เนื้อน้ำค้างที่มีสีน้ำตาลเข้มเริ่มแข็ง และมีกลิ่นรสที่มีเอกลักษณ์มาเก็บไว้กินกันในหน้าหนาว หรือช่วงขาดแคลนอาหารของชาวยูนนาน  ตัวเนื้อน้ำค้างสามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องทั่วไปได้ แต่หากเก็บไว้ในตู้เย็นหรือในอากาศเย็นจัดจะสามารถเก็บไว้ได้นานมากเป็นปีเลยทีเดียว เมนูที่นำเนื้อน้ำค้างมาปรุงอาหารก็มีอยู่หลายเมนู อาทิ ไก่นึ่งกับแฮมยูนนาน เอาไก่ทั้งตัวไปต้ม แล้วเอาเฉพาะเนื้อไก่นำมานึ่งกับแฮมยูนนานที่แล่เป็นแผ่นไม่หนักมากนัก และเห็ดหอมหั่นชิ้นซึ่งเรียงชิดกันเป็นคำ ๆ พอนึ่งเสร็จก็นำคะน้าฮ่องกงวางเรียงรอบ ๆ แล้วราดด้วยซอสที่ปรุงรสเล็กน้อย ก็จะได้เมนูที่มีกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อน้ำค้าง และรสชาติเค็มพอดี ๆ แล้วล่ะ

นอกจากนี้ในประเทศไทยก็มีวิธีการถนอมเนื้อสัตว์ที่ไม่ค่อยคุ้นเคยมากหนัก และแทบจะจางหายไปอยู่วิธีหนึ่งที่เรียกกันว่าการทำ “เนื้อเน่า” ซึ่งเป็นวิธีการถนอมอาหารจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของทางภาคเหนือ โดยการนำเนื้อวัวหรือควายสดคลุกกับเครื่องเทศและสมุนไพรที่ตำพอแหลก มาห่อด้วยถุงไม่ให้แมลงมาวางไข่ แล้วแขวนทิ้งไว้นอกบ้านเกือบ 1 สัปดาห์ ก็จะเนื้อเน่าที่มีสีน้ำตาลคล้ำพร้อมนำมาปรุงอาหารต่อไป ซึ่งการปรุงเนื้อเน่าก็ไม่ยากเพียงแค่นำมาคลุกกับสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ที่คุณสมบัติช่วยในการดับกลิ่น นำไปนึ่งจนสุก จากนั้นก็นำมากินคู่กับน้ำพริกหรือน้ำจิ้มเผ็ด ๆ ก็จะได้รสชาติที่เป็นลักษณะเฉพาะไม่เหมือนหมูนึ่งที่ไหนเลย

วิธีการถนอมอาหารในทวีปเอเชียนี่จริง ๆ แล้วยังมีอีกหลากหลายรูปแบบ ไม่เพียงเพื่อใช้ในการถนอมเนื้อสัตว์เท่านั้นยังมีวิธีในการถนอมพวกผักผลไม้ ฯลฯ อยู่อีกซึ่งสิ่งเหล่านี่เป็นภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของแต่ละท้องถิ่นอันมีเสน่ห์ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของท้องถิ่นนั้น ๆ ออกมาผ่านตัวอาหาร