Category Archives: สาระน่ารู้

มารู้จักอาหารคลีน ทานอย่างไรให้ได้สุขภาพ

ปัจจุบันการรับประทานอาหารของผู้คนส่วนใหญ่มักจะเลือกอาหารที่รับประทานง่าย สะดวก และรวดเร็ว จึงทำให้มีปริมาณผู้ที่นิยมอาหารแช่แข็งหรืออาหารกึ่งสำเร็จรูปเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงร้านค้าที่จำหน่ายอาหารก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ผู้บริโภคในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น นอกจากอาหารแช่แข็งหรืออาหารสำเร็จรูปที่มีวางขายและมีให้เลือกมากขึ้น ทำให้กลุ่มคนที่ชื่นชอบในการบริโภคอาหารประเภทนี้ มักจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับสารตกค้างหรืออาจจะมีสารที่ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

มากกว่าอาหารแช่แข็งหรืออาหารกึ่งสำเร็จรูปต่าง ๆ แล้ว ในอาหารอย่างอื่นที่มักปรุงแต่งรสชาติ กลิ่น สี เพื่อเพิ่มความดึงดูดในการเลือกซื้อของผู้บริโภคแล้ว ยังมีอาหารอีกประเภทที่ผู้คนเริ่มหันมาให้ความสนใจกันบ้างแล้วนั่นก็คือ อาหารคลีน โดยเฉพาะผู้ที่หันมาให้ความสนใจในสุขภาพมากขึ้น หรือ ผู้ที่อยากจะลดความอ้วนอีกด้วย อาหารคลีนคืออาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งหรืออาจจะปรุงแต่น้อยที่สุด และแปรรูปจากสารเคมีหรือสารปรุงรสที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ และมีกระบวนการทำอาหารที่สดใหม่ไม่มีการหมักดองใด ๆ เป็นอาหารที่ไม่มีรสชาติที่เค็มจัด หวานจัด เปรี้ยวจัดมากเกินไป เน้นธรรมชาติของรสชาติอาหารและวัตถุดิบที่ใช้เป็นหลัก

อาหารคลีนไม่ได้เป็นเพียงแต่การเน้นให้ทานผักปริมาณมาก ๆ เพียงอย่างเดียวแต่อาหารคลีนเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกายต่อวัน โดยเน้นการได้รับพลังงานที่เพียงพอ จึงทำให้อาหารคลีนเหมาะสำหรับผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพและผู้ที่ต้องการลดความอ้วนเป็นอย่างมาก ด้วยรสชาติของอาหารที่ไม่ได้ปรุงแต่งมากเกินไป จึงทำให้ไม่มีไขมันที่ไม่จำเป็น การรับประทานอาหารคลีนสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยลองอาจจะยังไม่คุ้นชินกับรสชาติอาหาร อาจจะทำให้เลิกรับประทานไปเลยสำหรับบางท่าน หรือในบางทีการเลือกซื้ออาหารคลีนอาจจะเป็นไปได้ยาก ทำให้ปัจจุบันจึงมีร้านอาหารคลีนเปิดกิจการอย่างมากมายบนโลกออนไลน์ ทำให้การรับประทานอาหารคลีนเป็นเรื่องง่าย และมีเมนูให้เลือกเยอะมากมาย เช่นเดียวกับการเลือกซื้ออาหารทั่วไปมารับประทาน

การทานอาหารคลีนเพื่อสุขภาพนั้นทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายมีสมดุลมากขึ้นเพราะไม่ได้รับสารเคมีจากสิ่งแปรรูปหรือได้รับสารอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งมากหรือน้อยเกินไป การหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น และหลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปที่มีการปรุงแต่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าอาหารทั่วไปจะเป็นอาหารที่ไม่ดี แต่อยากจะให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจในรายละเอียดของอาหารมากยิ่งขึ้นเช่นอ่านข้อมูลทางโภชนาการที่มักจะติดอยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการเลือกซื้ออาหารที่มีความสด ใหม่ ทานผลไม้ และน้ำสะอาด ลดปริมาณน้ำตาลลง และควรหักห้ามใจเมื่อเดินผ่านอาหารแปรรูปต่างๆเพื่อสุขภาพที่ดีควรหันมาออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยทั้งทานอาหารคลีน และพักผ่อนให้เพียงพอเพียงเท่านี้ก็จะมีสุขภาพที่ดีไม่ง้อแพทย์แล้ว

 

การถนอมอาหารจากจีนแผ่นดินใหญ่ จนกลายมาเป็น “ ไข่เยี่ยวม้า ” ที่แสนอร่อย

การถนอมอาหารคือวิธีอย่างหนึ่งที่สามารถเก็บรักษาอาหารให้มีความสดหรือใกล้เคียงกับวัตถุดิบเดิมให้ได้นานที่สุด ซึ่งในบางประเทศที่มีฤดูหนาวยาวนาน หรือในช่วงที่มีหิมะตก ก็มักจะใช้วิธีการถนอมอาหารต่าง ๆ เพื่อจะได้มีอาหารเอาไว้รับประทานเมื่อไม่ได้ออกไปหาอาหาร แต่ในอีกประเทศก็มักจะใช้วิธีการถนอมอาหารเมื่อมีผลผลิตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจากพืชหรือจากสัตว์ มีจำนวนมากและอยากชะลอการเน่าเสียของอาหาร ทำให้วัตถุดิบหลาย ๆ อย่างได้มีการแปรรูป และเกิดเป็นวัตถุดิบใหม่ ๆ ในเมนูอาหารประจำบ้านของแต่ละประเทศ

หากพูดถึงวัตถุดิบหลักที่ให้พลังงานสูง โปรตีนเยอะ มีคุณค่าทางสารอาหารมาก เกือบทุกประเทศต้องนึกถึงไข่ก่อนเป็นอันดับแรก ๆ เพราะนอกจากจะเป็นเมนูที่รู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว เมนูไข่ยังอยู่คู่ครัวโลกกันมาหลายรุ่นหลายสมัย ไข่จึงเป็นอีกหนึ่งแหล่งพลังงานที่หลายคนมักจะพยามคงความสดไว้ แต่ทุกอย่างมักจะมีวันหมดอายุ จึงทำให้มีการคิดวิธีการถนอมอาหารจากไข่กันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการนำไปต้มจนสุกแล้วแช่เย็นไว้ หรือการนำไข่สดไปดองกับน้ำเกลือก่อนจะนำไปต้มจนสุกกลายมาเป็นไข่เค็มที่สามารถเก็บไว้รับประทานได้เป็นเดือน ๆ แต่อีกหนึ่งวิธีการถนอมอาหารที่มีประวัติยาวนานจากจีนแผ่นดินใหญ่จนกลายมาเป็นที่รู้จักนั่นก็คือ “ไข่เยี่ยวม้า”

ไข่เยี่ยวม้าฟังจากชื่อก็ดูจะไม่น่าน่ารับประทาน แต่ถ้าได้ลองทานแล้วรสชาติจะติดใจ เดิมทีไข่เยี่ยวม้านั้นเป็นชื่อเรียกที่กร่อนเสียงมาจากชื่อเรียกเหอี่ยหม่าในภาษาจีน เพราะจริง ๆ แล้วต้นกำเนิดของไข่เยี่ยวม้านั้นเกิดจากที่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ได้มีการอพยพจากประเทศตนด้วยการนั่งเรือสำเภา จึงมีการแปรรูปไข่เพื่อนำมาเป็นอาหารจึงทำให้ ไข่เยี่ยวมาเป็นที่รู้จักกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่หากจะให้เล่าถึงประวัติศาสตร์ที่เล่ากันมารุ่นสู่รุ่นแล้วต้องเล่ากันว่า ไข่เยี่ยวม้านั้นได้ถูกค้นพบเมื่อประมาน 600 ปี สมัยราชวงศ์หมิง เมื่อชาวจีนคนหนึ่งพบไข่เป็ด ในบ่อปูนขาว ที่จะนำมาใช้ในการสร้างบ้านแล้วจึงได้เก็บไปลองประกอบอาหาร เมื่อได้ลองชิมดูแล้วรู้สึกว่ารสชาติดี มีกลิ่นและสีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงได้เริ่มคิดค้นเพื่อจำหน่าย โดยนำไข่มากลบกับดินที่อยู่ในบ่อปูนขาว ประมาณ 2 เดือนจนได้พัฒนาจนเกิดเป็นไข่เยี่ยวม้าในปัจจุบัน

ด้วยเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของไข่เยี่ยวม้า ที่ต้องมีสีดำ เนื่องจากมีวิธีการทำโดยการนำไข่ไปหมักกับปูนขาว เกลือ โซเดียมคาร์บอเนต แกลบ และน้ำ ประมาณ 15 –20 วัน ไข่ขาวจึงเกิดปฏิกิริยาทางเคมีจนกลายเป็นวุ้นสีน้ำตาลอ่อน ส่วนไข่แดงจะมีสีคล้ำและแข็ง เมื่อนำไปต้มจนสุก สามารถนำไปดัดแปลงได้อีกหลายเมนูตามความชอบของแต่ละคน หรือบางคนอาจจะตัดความเลี่ยนของไข่เยี่ยวม้าด้วยขิงดองก็ได้ไปลองทานกันดูเลย

 

พามารอบรู้การถนอมอาหารวิธีต่าง ๆ ทั่วเอเชีย…ที่น่าสนใจจนอยากบอกต่อ

ในสมัยก่อนนั้นอาหารไม่ได้หาซื้อกินสะดวกง่ายดาย หรือมีตู้เย็นไว้ยืดอายุการเก็บรักษาให้นานขึ้นได้ โดยเฉพาะในบางพื้นที่ในทวีปเอเชีย ที่มีช่วงเวลาที่ไม่สามารถออกไปเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ช่วงสภาพแวดล้อมที่หนาวเย็น หรือแห้งแล้งหลายเดือน จึงทำให้เกิดการคิดค้นวิธีการถนอมอาหารให้รูปแบบต่าง ๆ ขึ้นมาอย่างมากมายในหลายประเทศ จากภูมิปัญญาที่สะสมกันมา ซึ่งมีหลายรูปแบบการถนอมอาหารที่คุ้นตาคุ้นตากันดี แต่ก็มีอีกหลายรูปแบบที่ไม่ค่อยได้ยินมากนัก อาทิ

เนื้อน้ำค้าง” หรือแฮมยูนนาน เป็นการถนอมอาหารของชาวยูนนานในประเทศจีน ตัวเนื้อน้ำค้างนี่จะมีลักษณะเป็นเนื้อหรือขาของเนื้อสัตว์ ไม่ว่าเป็นหมู วัว ฯลฯ มาหมักกับเกลือจนเกลือแทรกซึมเนื้อเข้าไปภายในทั่วทั้งชิ้น จากนั้นก็เอาเนื้อที่ได้มาแขวนไว้บนที่สูง เพื่อตากน้ำค้างในตอนกลางคืนและตากแดดในตอนกลางวัน ทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่งก็จะได้เนื้อน้ำค้างที่มีสีน้ำตาลเข้มเริ่มแข็ง และมีกลิ่นรสที่มีเอกลักษณ์มาเก็บไว้กินกันในหน้าหนาว หรือช่วงขาดแคลนอาหารของชาวยูนนาน  ตัวเนื้อน้ำค้างสามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องทั่วไปได้ แต่หากเก็บไว้ในตู้เย็นหรือในอากาศเย็นจัดจะสามารถเก็บไว้ได้นานมากเป็นปีเลยทีเดียว เมนูที่นำเนื้อน้ำค้างมาปรุงอาหารก็มีอยู่หลายเมนู อาทิ ไก่นึ่งกับแฮมยูนนาน เอาไก่ทั้งตัวไปต้ม แล้วเอาเฉพาะเนื้อไก่นำมานึ่งกับแฮมยูนนานที่แล่เป็นแผ่นไม่หนักมากนัก และเห็ดหอมหั่นชิ้นซึ่งเรียงชิดกันเป็นคำ ๆ พอนึ่งเสร็จก็นำคะน้าฮ่องกงวางเรียงรอบ ๆ แล้วราดด้วยซอสที่ปรุงรสเล็กน้อย ก็จะได้เมนูที่มีกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อน้ำค้าง และรสชาติเค็มพอดี ๆ แล้วล่ะ

นอกจากนี้ในประเทศไทยก็มีวิธีการถนอมเนื้อสัตว์ที่ไม่ค่อยคุ้นเคยมากหนัก และแทบจะจางหายไปอยู่วิธีหนึ่งที่เรียกกันว่าการทำ “เนื้อเน่า” ซึ่งเป็นวิธีการถนอมอาหารจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของทางภาคเหนือ โดยการนำเนื้อวัวหรือควายสดคลุกกับเครื่องเทศและสมุนไพรที่ตำพอแหลก มาห่อด้วยถุงไม่ให้แมลงมาวางไข่ แล้วแขวนทิ้งไว้นอกบ้านเกือบ 1 สัปดาห์ ก็จะเนื้อเน่าที่มีสีน้ำตาลคล้ำพร้อมนำมาปรุงอาหารต่อไป ซึ่งการปรุงเนื้อเน่าก็ไม่ยากเพียงแค่นำมาคลุกกับสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ที่คุณสมบัติช่วยในการดับกลิ่น นำไปนึ่งจนสุก จากนั้นก็นำมากินคู่กับน้ำพริกหรือน้ำจิ้มเผ็ด ๆ ก็จะได้รสชาติที่เป็นลักษณะเฉพาะไม่เหมือนหมูนึ่งที่ไหนเลย

วิธีการถนอมอาหารในทวีปเอเชียนี่จริง ๆ แล้วยังมีอีกหลากหลายรูปแบบ ไม่เพียงเพื่อใช้ในการถนอมเนื้อสัตว์เท่านั้นยังมีวิธีในการถนอมพวกผักผลไม้ ฯลฯ อยู่อีกซึ่งสิ่งเหล่านี่เป็นภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของแต่ละท้องถิ่นอันมีเสน่ห์ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของท้องถิ่นนั้น ๆ ออกมาผ่านตัวอาหาร