Category Archives: อาหารต่างแดน

“ฟาสต์ฟู้ด” อาหารจากแดนไกล วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของสังคมไทย

ปัจจุบันการใช้ชีวิตของคนเราต้องการความสะดวกสบาย และรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง หรือการดำเนินชีวิต ไม่เว้นแม้แต่การรับประทานอาหารที่เน้นความสะดวกสบายไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป การรับประทานอาหารเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากร่างกายของมนุษย์ต้องการพลังงานจากอาหาร เพราะฉะนั้นจึงเรามีอาหารที่ตอบสนองความต้องการของร่างกายนั่นก็คือ “อาหารฟาสต์ฟู้ด”

ปรุงเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการที่เร่งรีบ 

อาหารฟาสต์ฟู้ด คืออาหารที่ใช้เวลาในการปรุงแค่ไม่กี่นาที และพร้อมรับประทานได้เลย อาหารฟาสต์ฟู้ดนั้นแบ่งได้เป็นสองประเภท คือ อาหารประเภทกินอิ่มจะมีส่วนประกอบพวกแป้ง เนื้อสัตว์ และผัก ส่วนอีกประเภทเป็นอาหารกึ่งขนม ซึ่งเป็นอาหารทานเล่นระหว่างมื้อ

อาหารฟาสต์ฟู้ดประเภทกินอิ่ม โดยส่วนใหญ่ที่เราคุ้นเคยก็จะเป็นเมนู พิซซ่าและเบอร์เกอร์เป็นหลัก พิซซ่าเป็นอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ใช้วิธีการอบเป็นกระบวนการทำให้สุก ส่วนประกอบหลัก ๆ ของพิซซ่าก็คือแป้ง ซึ่งการผสมแป้งพิซซ่าจะใช้แป้งเอนกประสงค์มาผสมกับเครื่องปรุงตามสูตร แล้วจึงนำมานวดคลุกเคล้าให้เข้ากันตามกรรมวิธีทำเป็นแผ่นทรงกลม นำวัตถุดิบที่ใช้ทำหน้าพิซซ่ามาใส่ โรยด้วยชีสแล้วนำไปเข้าเตาเพื่ออบให้สุก จะมีแป้งสองแบบคือแบบหนานุ่มและแบบบางกรอบ พิซซ่ามีให้เลือกหลากหลายหน้า เช่น หน้าฮาวายเอี้ยน ประกอบด้วย สัปปะรด แฮม และเบคอนแผ่น หน้าซีฟู้ด ประกอบด้วย กุ้ง ปลาหมึก ปูอัด หัวหอม พริกหยวก หน้าซุปเปอร์เดอร์ลุกซ์ ประกอบด้วยเบคอนแผ่น แฮมแผ่น ไส้กรอก พริกหยวก เห็ด หัวหอม สัปปะรด เป็นต้น ส่วนเบอร์เกอร์จะใช้ขนมปังแบบกลมสองชิ้นประกบส่วนหัวกับส่วนท้ายใส่เนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกแล้วเช่นเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อปลา หรือวางพร้อมกับผักต่าง ๆ เป็นชั้น ๆ รับประทานคู่กับซอสพริก หรือซอสมะเขือเทศ

ส่วนอาหารฟาสต์ฟู้ดประเภทกึ่งขนม ก็มีหลายชนิดเริ่มตั้งแต่ เฟรนช์ฟรายส์ ซึ่งใช้มันฝรั่งมาหั่นให้เป็นเส้น ๆ แล้วทอดให้สุกเสร็จแล้วจึงนำมาโรยส่วนผสมตามสูตร ซึ่งในปัจจุบันก็มีจำหน่ายหลายรสชาติเช่น รสพิซซ่า รสบาบีบิว รสชีส ฯลฯ นับเป็นเมนูที่เป็นที่โปรดปรานของหลายคน นอกจากนี้อาหารฟาสต์ฟู้ดกึ่งขนมยังมีอีกมากมาย เช่น ขนมปังกระเทียม ซึ่งจะใช้ขนมปังมาหั่นเป็นท่อน ๆ แล้วทาด้วยเนยกระเทียม ใช้ใบพาสลีย์ใส่ตกแต่งด้านหน้า แล้วนำไปอบจนเหลืองกรอบหรือแม้กระทั่งไก่ทอดชิ้นเล็ก ๆ และแป้งพิซซ่าทอดกรอบเป็นแท่งหรือเบรดสติ๊กจะมีซอสถ้วยเล็ก ๆ หรือ ดิปปิ้งซอสมารับประทานคู่กัน ก็จัดเป็นอาหารทานเล่นกึ่งขนมด้วยเช่นกัน

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของอาหารแนวฟาสต์ฟู้ด ซึ่งจริง ๆ แล้วในประเทศไทยได้รับความนิยมเรื่องอาหารฟาสต์ฟู้ดอีกหลากหลายชนิด แต่เนื่องจากอาหารฟาสต์ฟู้ดเคยถูกมองว่าเป็นอาหารที่ประกอบด้วยแป้งเป็นหลักและไม่ค่อยมีคุณค่าแก่ร่างกาย แต่ในปัจจุบันอาหารฟาสต์ฟู้ดได้พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อตอบโจทย์ด้านสุขภาพของคนที่ชื่นชอบอาหารประเภทนี้

เรื่องน่ารู้ของซูชิ อาหารญี่ปุ่นที่รวมความอร่อยและศิลปะแห่งอาหารไว้ด้วยกัน

ถ้าพูดถึงอาหารญี่ปุ่น หลายคนคงนึกถึงข้าวปั้นชิ้นเล็ก ๆ มีปลาดิบ ไข่กุ้ง ไข่หวาน สาหร่าย หรืออื่น ๆ วางไว้ด้านบน หน้าตาสวยงามน่ารับประทาน และสีสันสดใส เป็นที่โปรดปรานของหลายคน ซูชิหรือนิกิริซูชินั้น ถือกำเนิดมานานก่อนปีคริสต์ศักราชเสียอีก เพื่อแก้ปัญหาจากการที่คนญี่ปุ่นมีวัตถุดิบในการประกอบอาหารเช่นปลาและข้าว ซึ่งในสมัยนั้นไม่สามารถเก็บรักษาความสดของปลาไว้ได้ อีกทั้งเมื่อถึงฤดูกาลที่แห้งแล้งไม่มีปลาให้จับหรือสามารถปลูกข้าวได้ คนญี่ปุ่นจึงได้คิดค้นวิธีการที่จะคงความสดของอาหารไว้  จึงได้นำปลา เนื้อสัตว์ และข้าว มาหมักรวมกัน ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยป้องกันการเน่าเปื่อยและเก็บรักษาเนื้อสัตว์นั้นไว้ได้นานขึ้น

วิธีสร้างสรรค์ซูชิหรือข้าวปั้นนั้น ประกอบด้วยขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ทำตามได้ง่าย

วัตถุดิบหลักของซูชินั้นคือข้าวและปลา หรืออาหารชนิดอื่นซึ่งมีการดัดแปลงมาจนถึงปัจจุบันนี้ ขั้นตอนการทำก็ไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างใด แต่มักจะเน้นไปในทางการสร้างสรรค์ให้ออกมามีหน้าตาสวยงาม และรสชาติอร่อยอย่างต้นตำหรับ ซึ่งก็คือความเป็นอาหารญี่ปุ่นนั่นเอง เริ่มจากการเตรียมนำข้าวญี่ปุ่นมาหมักกับน้ำส้มสายชูคลุกเคล้าจนเข้ากัน จากนั้นก็มาใส่วัตถุดิบเพื่อสร้างสรรค์หน้าต่าง ๆ ต่อไป

ส่วนอาหารที่ใช้ทำหน้าซูชิ ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อปลาดิบ อาหารทะเล ผัก ไข่และเห็ด ปลาที่นิยมนำมาทำหน้าซูชิ คงหนีไม่พ้น ปลาทูน่านั่นเอง แต่ก็มีปลาชนิดอื่นที่ได้รับความนิยมรองลงมาเช่น ปลาแซลมอนและปลาโอ นอกจากปลาแล้วอาหารชนิดอื่นที่นิยมนำมาทำหน้าซูชิได้แก่ ไข่ปลาแซลมอนไข่หวาน กุ้ง ไข่กุ้ง หนวดปลาหมึกยักษ์ ไข่หอยเม่น แตงกวาดอง ผัดหอย ปลาหมึกผัด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปลาที่ทำให้สุกเพื่อวางบนซูชิด้วย เช่น ปลาซาบะ ปลากะพง ปลาไหล อีกด้วย

หาซื้อรับประทานได้จากร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีอยู่มากมายหลายร้านในปัจจุบัน

ทุกวันนี้หากเราไปทำธุระในห้างสรรพสินค้าหรือตามแหล่งรวมร้านอาหาร ก็มักได้พบเห็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่เปิดให้บริการอยู่หลายร้าน รวมไปถึงร้านบุพเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่นด้วย หรือแม้กระทั่งร้านค้าในตลาดก็มีมาวางขายด้วยเช่นกัน สำหรับหน้าซูชิยอดนิยมนั้นได้แก่ หน้าปลาแซลมอน หน้าปลาทูน่า หน้ากุ้งแบบปรุงสุก หน้าไข่หวานย่าง หน้าปลาซาบะ หน้าไข่ปลาแซลมอน หน้าสลัดไข่กุ้ง หน้ายำสาหร่าย หน้าสลัดปูอัด แต่จริง ๆ แล้วซูชิหรือข้าวปั้นนั้นยังมีอีกมากมายหลายร้อยหน้า ซึ่งเกิดจากไอเดียการประกอบอาหาร ที่มีการคิดค้นดัดแปลงกันอยู่ตลอดเวลานั่นเอง เพราะซูชิไม่ได้มีดีแค่หน้าตาและรสชาติของอาหาร แต่รวมถึงการแสดงออกทางศิลปะของชาวญี่ปุ่นอย่างหนึ่งอีกด้วย นับได้ว่าเป็นตัวแทนของเอกลักษณ์ประจำชาติญี่ปุ่นอย่างแท้จริง และสำหรับหลายคนแค่ได้ยินชื่อซูชิก็คงอยากรับประทานขึ้นมาทันที

มารู้จักดินแดนหมีขาว ไปกับเรื่องราววัฒนธรรมการกินและเมนูอาหารรัสเซีย

ประเทศรัสเซียมีพื้นที่ประเทศที่ใหญ่มาก มีสภาพอากาศหนาวเย็น โดยในบางพื้นที่มีอุณหภูมิติดลบหลายสิบองศาเซลเซียสติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายเดือน จนทำให้เมื่อกล่าวถึงประเทศนี้ หลายคนจะเรียกประเทศรัสเซียอ้อม ๆ ว่าดินแดนแห่งหมีขาว ด้วยลักษณะสภาพอากาศหนาวเย็นแทบตลอดทั้งปีเมื่อเทียบกับประเทศไทย รวมถึงผู้คนชาวรัสเซียที่มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างจากชาวเอเชียโดยทั่วไป ทั้ง ๆ ที่ประเทศรัสเซียอยู่ในทวีปเอเชียเช่นเดียวกัน จึงอาจทำให้หลายคนนึกสงสัยว่า แล้วชาวรัสเซียมีลักษณะอาหารการกินเป็นอย่างไร วันนี้จะลองพาไปรู้จักลักษณะวัตถุดิบอาหารคร่าว ๆ ของชาวรัสเซียกัน

อาหารของชาวรัสเซียส่วนใหญ่มักจะเน้นเป็นพวก “ธัญพืชและผัก” เป็นส่วนประกอบ ทำให้เมนูอาหารรัสเซียแทบทุกจานมีผักหรือธัญพืช ทั้งที่อยู่ในรูปของของดอง ของสด และผ่านการให้ความร้อน โดยเฉพาะหัวมันฝรั่งที่จะมีอยู่เป็นส่วนประกอบในจานอาหารรัสเซียแทบทุกเมนู ไม่เว้นแม้แต่ซุปบอร์ช (Borshch) เมนูที่ได้รับความชื่นชอบและเป็นที่นิยมอย่างล้นหลามจากชาวรัสเซีย ซึ่งอาหารรัสเซียจานนี้มีลักษณะเป็นซุปสีแดงเข้ม คล้ายสีของกลีบกุหลาบแดง ทั้งตัวน้ำใส ๆ ตัวผักนานาชนิดและวัตถุดิบในการปรุงอื่น ๆ ตัดกับสีขาวสว่างเนื้อนวลเนียนของซาวครีมเข้มข้นสูตรรัสเซียแท้ ๆ ด้านบนของผิวหน้าซุป อาจจะเพิ่มความสวยงามด้วยสีเขียวเข้มของผักซอย ที่โรยตกแต่งหน้าอีกเล็กน้อย ฯลฯ

ยังมีเมนูอาหารอีกไม่น้อยที่มีผักเป็นส่วนประกอบ แต่อาจจะมีการเพิ่มเนื้อสัตว์ลงไปหรือในบ้างเมนูที่มีเนื้อสัตว์เป็นวัตถุหลักทั้งหมด ก็ยังมีผักและธัญพืชไว้กินเป็นเครื่องเคียง

นอกจากนี้อาหารรัสเซียจะนิยมใช้พวก “เครื่องเทศ” ที่ให้กลิ่นหอมเป็นตัวหนึ่งในตัวชูรสอาหาร โดยเฉพาะหัวหอมใหญ่ที่มักจะใส่ลงไปในหลากหลายประเภทอาหาร ทั้งแบบเห็นเป็นชิ้น ๆ และถูกหั่นจนมีขนาดเล็กใส่ลงไปเพียงเล็กน้อยจนมองแทบไม่เห็น อาทิ ในเมนูที่มีชื่อว่า เนื้อสโตรกานอฟ ก็จะนำหัวหอมใหญ่มาต้มกับเนื้อที่เป็นวัตถุดิบหลักแล้วใส่ผัก ซึ่งแน่นอนว่าเป็นมันฝรั่งที่เปลือกปลอกจนเกลี้ยง แล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วใส่วัตถุดิบอื่น ๆ และทำการปรุงรสอีกเล็กน้อย จากนั้นเคี่ยวไปเรื่อย ๆ ด้วยไฟไม่แรงมากนัก สุดท้ายได้เนื้อสโตรกานอฟที่มีลักษณะคล้ายสตูซึ่งมีเนื้อนุ่มเปื่อยแทบละลายในปากและน้ำซุปหวานกลมกล่อมจากหัวหอมใหญ่ที่ใส่ลงไป เวลาเสิร์ฟอาจจะเพิ่มสีสันด้วยสีเขียวสดของพาร์สลีย์สับละเอียด สีแดงอมส้มของพริกปาปริก้า และสีขาวนวลเนียนของซาวครีมรัสเซียอีกเล็กน้อย ฯลฯ

อาหารรัสเซียยังมีลักษณะเฉพาะในอาหารอีกไม่น้อย หากได้ลองได้ลิ้มชิมรสกันแล้วจะรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนที่ทำให้อาหารรัสเซียนั่นมีเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนกับอาหารที่ไหน พาในคนที่ได้ลองชิมอยากจะลองชิมอีกสักครั้งเมื่อมีโอกาส

 

ทำความรู้จัก “ภูฏาน” ประเทศที่รอบล้อมไปด้วยภูเขาผ่านอาหารการกินกันเถอะ


อาหารเป็นอีกสิ่งที่บ่งบอกถึงอะไรหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดอาหารเมนูนั้น ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกที่การจะเรียนรู้หรือทำความรู้จักเมืองหรือประเทศที่ต้องการ อาหารจะเป็นอีกสื่อหนึ่งที่ชอบใช้กัน โดยอาหารของประเทศภูฏานจะมีเอกลักษณ์ตรงรสชาติที่มักจะเป็นอาหารเน้นรสเผ็ด เมนูอาหารภูฏานหลาย ๆ จานจะมีพริกเป็นส่วนประกอบไม่ว่าจะเป็นพริกแห้งพริกสดก็ถูกมารังสรรค์ให้เข้ากับเนื้อสัตว์หรือผักออกมาได้อย่างลงตัวและน่ากิน

อาหารภูฏานยังมีบางลักษณะการกินอาหารที่คล้ายกับประเทศไทยนั่นคือการทาน “ข้าว” เป็นอาหารหลักแทบทุกมื้ออาหารโดยชนิดพันธุ์ข้าวของภูฏานที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก คือ ข้าวแดง (Red Rice) ซึ่งมีลักษณะสมชื่อโดยมีสีออกแดงอ่อน ชาวภูฏานจะทานข้าวคู่กับข้าวเป็นจาน ๆ แน่นอนเกือบทุกจานต้องใส่พริก อาทิ แกงพริกใส่ชีส (Ema Datshi) อาหารประจำชาติของชาวภูฏานที่มีลักษณะน้ำข้นขลุกขลิกคล้ายแกงกะทิ มีสีเหลืองอมส้ม บางแห่งก็มีสีเหลืองไข่ มีผักชนิดต่าง ๆอยู่ภายใน และมีพริกแดงพริกเขียวลอยอยู่ด้านบน เมนูนี่อาจจะใส่พวกสัตว์หมู เนื้อวัว เนื้อจามรีในบางครั้ง แต่โดยทั่วไป เมนูนี่จะมีวัตถุดิบในการปรุงหลัก ๆ เพียงแค่ชีสและพริกแค่สองอย่างเท่านั้น ฯลฯ นอกจากการกินข้าวคู่กับข้าวแล้วยังสามารถนำข้าวมาปรุงรสด้วยเนยและเครื่องเทศต่าง ๆ ผสมรวมกันได้เมนูที่ให้อารมณ์คล้าย ๆ ข้าวผักหรือข้าวคลุกอีกด้วย

นอกจากข้าวซึ่งเป็นอาหารที่กินกันเป็นประจำแล้ว “ชีส” ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มักถูกนำมาปรุงเป็นอาหารจานเด็ด อาทิ การนำชีสที่ทำจากนมแท้ ๆ กลิ่นรสหอมมันมาผสมกับผักชนิดต่าง ๆ แล้วนำมาปรุงด้วยวิธีการเฉพาะได้มาเป็นไส้ของโมโม (Momo) อาหารกินเล่นอีกชนิดของชาวภูฏาน ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นแป้งที่บรรจุไส้แล้วนำมาห่อเป็นรูปร่างต่าง ๆ ทั้งรูปร่างกลมบ้างหรือจะรูปร่างหน้าตาคล้ายเกี๊ยวบ้าง โดยเมนูโมโมจะนิยมกินตอนร้อนหลังจากนึ่งใหม่ ๆ ซึ่งจะให้กลิ่นรส และเนื้อสัมผัสที่ดี  เมนูโมโมนั้นจะสามารถหาซื้อกินได้ทั่วไปในประเทศภูฏานไม่ยากนัก ฯลฯ นอกจากนี้ชาวภูฏานยังนำ  ชีสมาทำการแห้งได้เป็นชีสที่มีลักษณะเป็นก้อนแห้ง ๆ สีขาวนวลอมเหลืองอ่อนเล็กน้อยซึ่งเป็นการถนอมอาหารชนิดหนึ่ง ทำให้สามารถเก็บชีสไว้กินได้นานมากขึ้น โดยก้อนชีสแห้งนี่จะถูกแขวนเป็นพวง ๆ เพื่อเอาไว้กินเป็นของว่างระหว่างวันกัน

อาหารภูฏานยังมีลักษณะเฉพาะตัวอันเป็นเอกลักษณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ในเมนูอาหารจานต่าง ๆ ซึ่งจะมีความแตกต่างไปในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งสามารถบอกเล่าประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนั้น ๆ ได้ ซึ่งคล้ายคลึงเมนูอาหารทั้งสี่ภาคของไทย

 

พามารู้จักเครื่องปรุงรสชาติอย่างจีน…หนึ่งในเหตุผลของความอร่อย

ประเทศจีนมีพื้นที่ขนาดใหญ่และมีผู้คนจำนวนมาก ทำให้ชนิดของอาหารจีนนั้นก็มีความหลากหลายเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน ทั้งในด้านของรูปร่างลักษณะ รสชาติ กลิ่นสี รวมถึงวัตถุดิบและเครื่องปรุงรสที่ใช้ในการประกอบอาหาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดมนต์เสน่ห์ของอาหารจีน จนเป็นที่ติดอกติดใจของนักท่องเที่ยวที่ได้มาลิ้มชิมรสกัน ตอนนี้หลายคนคงอยากจะรู้แล้วซิว่าวัตถุดิบหรือเครื่องปรุงรสอะไรบ้าง ที่ช่วยรังสรรค์อาหารจีนให้ออกมาเป็นเอกลักษณ์ขนาดนี่ ไม่ต้องรอไม่เสียเวลามารู้จักเครื่องปรุงตัวแรกกันก่อนเลย

“ซอสงาบด” (Chinese sesame paste) เป็นซอสที่ทำจากงาขาวบดละเอียด ผสมกับน้ำมันงาหรือน้ำมันพืช บางสูตรอาจจะใส่ถั่วสิสงที่นำมาบดลงละเอียดไปด้วย ตัวซอสงาบดจะมีลักษณะเป็นเนื้อครีมสีขาวนวลเนียนไม่ข้นมากนัก เมื่อตั้งทิ้งไว้จะเกิดการแยกชั้นระหว่างตัวน้ำมันกับเนื้องาบด ซึ่งไม่ต้องตกใจไปเพียงแค่คนให้เข้ากันก็สามารถนำมาใช้ในการประกอบอาหารได้แล้ว ซอสงาบดนี่เป็นเครื่องปรุงอีกชนิดที่ใช้กันแพร่หลายทั้งในประเทศจีนและฮ่องกง เมนูที่ใช้ซอสงาบดเป็นส่วนประกอบก็มีไม่น้อยเช่นเดียวกัน อาทิ นำซอสงาบดมาใส่ในซอสหมักหมูแดงสูตรฮ่องกง หรือใช้เป็นส่วนผสมชนิดหนึ่งในซอสราดหมูแดงและเป็ดพะโล้สูตรฮ่องกง โดยซอสงาบดจะทำให้ตัวซอสราดมีสีขาวนวลเนียนคล้ายสีของซอสงาบด ฯลฯ

เครื่องปรุงต่อมาที่น่าสนใจคือ “น้ำมันพริก” เครื่องปรุงรสชนิดนี่มีลักษณะเป็นน้ำมันสีแดงเข้มออกส้มเล็กน้อย มีเนื้อพริกป่นละเอียด เอาเม็ดออกหรือเม็ดพริกอย่างเดียวนอนก้นอยู่ในน้ำมันพริกด้านล่าง น้ำมันพริกชนิดนี่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปในประเทศจีนหรือฮ่องกง ส่วนในประเทศไทยก็มีขายตามร้ายขายเครื่องปรุงอาหารจีน แต่หากใครไม่สะดวกที่จะซื้อก็สามารถทำขึ้นเองได้ ซึ่งวิธีทำก็ไม่สลับซ้อนอะไร เพียงแค่นำพริกป่นละเอียดหรือเม็ดพริกมาผัดกับน้ำมันให้เข้ากันก็เป็นอันเสร็จ หากชอบเผ็ดมากก็ใส่พริกป่นละเอียดมาก หากชอบพริกน้อยก็ใส่พริกป่นไม่ต้องเยอะ ใส่เพียงแค่ให้น้ำมันมีสีแดงก็พอ ในบางครั้งอาจใช้ชวงเจียหรือพริกหอมมาผัดกับน้ำมันแทน ซึ่งจะได้น้ำมันพริกชวงเจียแทน เมนูที่ใช้น้ำมันพริกในการปรุงส่วนใหญ่จะเป็นอาหารเสฉวนหรือหูหนาน ทั้งไก่ผัดพริกแห้ง ที่นำเนื้อไก่ พริกแห้ง กระเทียม เครื่องเทศอื่นผัดร่วมกัน ทำการปรุงรส แล้วใส่น้ำมันลงไปเพื่อให้เนื้อไก่มีสีสวยงามรสชาติจัดจ้าน นอกจากนี้น้ำมันพริกยังเป็นหนึ่งในตัวชูรสของเมนูสุกี้เสฉวน ที่มีสีสันและรสชาติร้อนแรงอีกด้วย

เครื่องปรุงจีนนั้นยังมีอีกหลายชนิด และบ้างอย่างไม่สามารถหาซื้อได้ในประเทศ หากใครอยากลองทำเมนูอาหารจีนแบบตั้งตำรับก็อาจจะสั่งซื้อเข้ามา วันนี้คงจะได้พอรู้จักเครื่องปรุงรสในอาหารจีนกันพอหอมปากหอมคอแล้วไว้ครั้งหน้าหากมีโอกาสจะพาไปรู้จักเครื่องปรุงชนิดอื่น ๆ กันอีกเพิ่มเติม

 

มนต์เสน่ห์แห่งเอกลักษณ์อาหารพม่า หากได้ลองชิมดูก็อดไม่ได้ที่จะหลงรัก

พม่าเป็นประเทศที่มีพื้นที่ส่วนหนึ่งของประเทศติดกับประเทศไทยโดยประเทศพม่ายังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ความเป็นตัวเองดั้งเดิมได้เป็นอย่างมากในเกือบทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการดำเนินชีวิต เสื้อผ้าการแต่งกาย รวมไปถึงลักษณะอาหารการกิน ถึงแม้ประเทศพม่าจะมีความหลากหลายของผู้คนในประเทศ แต่วัตถุดิบในการประกอบอาหารก็มีหลายสิ่งที่เหมือนกันในหลาย ๆ เมนูอาหารพม่า ที่พอได้เห็นก็อดจะนึกถึงอาหารพม่าทุกครั้งไปเสียไม่ได้ ตัวอย่างเช่น

ถั่ว” หากมีโอกาสกินอาหารที่ชาวพม่าขาย โดยเฉพาะแถวพื้นที่ติดกับประเทศพม่า จะพบว่าอาหารส่วนใหญ่จะมีถั่วเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเอาถั่วชนิดต่าง ๆ มาทำการชุบแป้งทอดขายด้วยเด็กน้อยชาวพม่า นำมาทำเป็นขนมขบเคี้ยวบรรจุใส่ซองอย่างดีเก็บไว้กินได้นาน หรือจะอาหารปรุงขายกันสด ๆ ก็มีถั่วให้เห็นแทบทั้งนั้น อาทิ โมฮิงกา เมนูที่ชาวพม่านิยมกินกันเป็นอาหารเช้า มีลักษณะเป็นเส้นกลม ๆ สีขาวราดด้วยน้ำข้น ๆ สีขาวขุ่นอมส้ม คล้ายกับน้ำยาของขนมจีนแกงกะทิของไทยที่มีการนำถั่วสิสงบดผสมลงไปในน้ำราดทำให้รสชาติมีความกลมกล่อมละมุนลิ้น โรยหน้าด้วยเครื่องต่าง ๆ เมนูนี่หากอยากลิ้มชิมรสกันก็สามารถหาซื้อกินได้ทั่วไปในพม่า หรือร้านอาหารพม่าที่เปิดในไทย ฯลฯ นอกจากการทำถั่วมาทำเป็นอาหารคาวกันแล้ว พวกอาหารว่างหรือของหวานพม่าหลายเมนูก็มีถั่วเป็นส่วนประกอบที่ผสมผสานจนได้รสชาติอันลงตัว

วัตถุดิบต่อมาที่มักจะพบในอาหารพม่าก็คือ “เครื่องเทศ” โดยเฉพาะผงกะหรี่และผงขมิ้นที่มักจะเห็นเป็นส่วนผสมในพวกแกงกะทิต่าง ๆ หลายเมนูทำให้อาหารที่ออกมามีสีเหลืองทองหรือสีเหลืองอมส้ม พวกอาหารว่างก็มีการใส่ผงขมิ้นเป็นส่วนประกอบกันไม่น้อยเช่นกันอย่าง ซาโมซ่าที่มีลักษณะเป็นแป้งทอดสีเหลืองทองรูปทรงสามเหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่มากนัก ภายในมีไส้ที่ทำจากถั่ว มันฝรั่ง ผงขมิ้น เครื่องเทศอื่น ๆ แล้วทำการปรุงรสด้วยเกลือ เมนูนี่นิยมกินตอนร้อน ๆ ให้เนื้อสัมผัสกรอบนอกนุ่มใน รสชาติออกเค็มไม่มากแล้วหวานเล็กน้อยจากตัวเนื้อมันฝรั่ง และหอมกลิ่นเครื่องเทศ เมื่อกินคู่กันกับซอสสีแดงอมส้มรสชาติเปรี้ยวนำเผ็ดหวานตามอย่างเบา ๆ จะให้รสชาติที่แปลกใหม่ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว

วัตถุดิบในการประกอบอาหารและลักษณะการกินของชาวพม่านั้นยังมีลักษณะหรือเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกหลากหลายแบบ เช่น การนิยมกินหมากของชาวพม่าที่มีทั้งหมากแบบหวานและหมากแบบยาหรือจะเป็นการกินการดื่มชาก็เป็นที่นิยมและมีอยู่ในเมนูอาหารพม่าอีกหลากเมนูเช่นเดียวกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี่เป็นเอกลักษณ์ที่สร้างความมีเสน่ห์และความประทับใจให้กับคนที่ได้ลองกินอาหารพม่าไม่น้อยกันเลยทีเดียว