Category Archives: อาหารต่างแดน

พามาลัดเลาะทำความรู้จักชานมไข่มุก เครื่องดื่มสุดฮิตส่งตรงจากไต้หวัน

ถ้าหากพูดถึงเครื่องดื่มยอดนิยมในประเทศไทยเรา แน่นอนว่าจะต้องมีชื่อชานมไข่มุกติดปากใครหลาย ๆ คนอย่างแน่นอน แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าจริง ๆ แล้วชานมไข่มุกที่ทุกคนเคี้ยวกันอย่างหนึบหนับ และมีวางขายกันเกือบทุกห้างสรรพสินค้าได้รับอิทธิพลมาจากไหน ถ้าอยากรู้คำตอบกันแล้วจะเฉลยตอนนี้เลยจะได้หายสงสัยกัน

ชานมไข่มุกมีต้นกำเนิดจากประเทศไต้หวันในปี 1980 ราว ๆ 30 ปีที่แล้ว เดิมคนไต้หวันนิยมดื่มชากันอยู่แล้วแต่มักจะดื่มแต่ชาร้อน จนกระทั่งได้ไอเดียจากชาวญี่ปุ่นที่มักจะเติมน้ำแข็งลงไปในชา ทำให้ผู้คิดค้นสูตรชานมไข่มุกอย่างคุณ หลิน ซิวฮุ่ย ได้ลองนำไอเดียนี้มาประยุกต์กลายเป็นสูตรชาที่ใส่น้ำแข็งขึ้นมา ส่วนมุกที่ทุก ๆ คนชื่นชอบนั้นก็มาจากไอเดียของชาวญี่ปุ่นเช่นเดิมที่มักจะปั้นแป้งเป็นก้อนเล็ก ๆ หรือที่รียกกันว่าโมจิ ผู้คิดค้นสูตรอย่างคุณหลิน ก็ไม่พลาดที่จะลองนำมันใส่ลงไปในชาเย็นเดิมทีแป้งปั้นก้อน ๆ นั้นทำจากแป้งสาคูสีขาวต้ม ทำให้เรียกกันว่าไข่มุก และกลายเป็นเมนูของร้านที่ยอดฮิตจนโด่งดังไปทั่วประเทศไต้หวันในตอนนั้น

ชานมไข่มุกที่ประเทศไต้หวันมีมากมายหลายร้านที่ขายหรือจะเรียกว่ามีทุกหัวมุมถนนเลยทีเดียวสังเกตง่าย ๆ ว่าถ้าคนต่อคิวเยอะ ๆ ร้านไหนแนะนำให้ไปต่อคิวตามได้เลยจะได้ไม่ผิดหวัง นอกจากความอร่อยและมีไข่มุกหนึบหนับเคี้ยวเพลินที่ประเทศไต้หวันแล้ว ชานมไข่มุกหรือที่ประเทศไต้หวันเรียกกันว่า ปัวป้ามิลล์ที ก็ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มที่ขายดีในประเทศไทย โดยเริ่มต้นจากพ.ศ. 2540 ที่มีการนำสูตรชานมไต้หวันมาขายพร้อมกับไข่มุกที่ทำมาจากแป้งมันสำปะหลังปั้นเป็นก้อนกลม ๆ เล็กโดยเริ่มจากการนำแป้งไปต้มกับน้ำตาลหรือน้ำผึ้งเพื่อให้ได้รสชาติที่หวานนิด ๆ ต้ม ให้ได้ที่ไม่แข็งหรือนิ่มจนเกินไปแล้วตักขึ้นมาพัก เตรียมพร้อมที่จะตักใส่เครื่องดื่มเสิร์ฟให้เคี้ยวกันเพลิน ๆ ความอร่อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับสูตรชาของแต่ละร้านที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกัน จนปัจจุบันชาไข่มุกนั้นเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ทำกำไรและเป็นที่นิยมและมีให้เลือกชิมกันมากมายอย่างที่เราพบเห็น

นอกจากชานมไข่มุกจะเป็นเครื่องดื่มที่ยอดนิยมในทวีปเอเชียแล้ว ยังเป็นที่นิยมไปทั่วโลกอีกด้วย เพราะนอกจากการนำมุกมาใส่ในชานมแล้วยังมีอีกหลาย ๆ ประเทศนำมาดัดแปลงกลายเป็นเมนูใหม่ ๆ กว่า200 กว่าเมนู ซึ่งบางร้านก็นิยมใส่มุกลงไปในชาผลไม้ต่าง ๆ หรือจะเป็นเครื่องดื่มแบบสมูทตี้ ที่ใส่มุกลงไปเพื่อเพิ่มความสนุกในการเคี้ยวอย่างประเทศอเมริกา ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากประเทศไต้หวันอีกด้วย นับว่าประเทศไต้หวันคือต้นตำหรับชานมไข่มุกที่เป็นที่แพร่หลายกันจนถึงปัจจุบัน

 

มาเลือก “สเต็ก” เนื้อที่ใช่ บนความสุกแบบพอดี

วัฒนธรรมของอาหารฝรั่งเศสเมนูหนึ่งที่นิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลายเกือบทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ส่วนใหญ่ประเทศทางทวีปยุโรปมักจะมีอาหารประเทศนี้อยู่ในเมนูเกือบทุกร้านอาหาร ด้วยรสชาติที่ถูกปากของใครหลาย ๆ คนเป็นอย่างมาก ทำให้อาหารที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ของประเทศฝรั่งเศสนี้เป็นที่รู้จักและนำมาดัดแปลงเป็นเมนูใหม่ ๆ ให้เข้ากับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ

สเต็กเป็นอาหารจานหลักที่ประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์ ส่วนใหญ่มักเป็นเนื้อวัวที่นำไปทอดหรือย่าง และมีน้ำซอสเกรวี่ราดบนเนื้อสัตว์ วิธีรับประทานจะใช้มีดหั่นก่อนรับประทาน คนฝรั่งเศสส่วนใหญ่มักนิยมทำทานกันเองภายในครอบครัว แต่เมื่อเวลาผ่านไปมีหลายประเทศให้ความสนใจจึงได้คิดค้นสูตรและเผยแพร่ออกไปทั่วโลก

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการรับประทาน สเต็กนั้นก็คงจะมีเมนูที่สั่งกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ถ้าหากใครที่ยังคงสงสัยว่าจะต้องสั่งแบบไหนถึงจะอร่อยลองอ่านแล้วลองไปสั่งกันดูตามนี้

  • เนื้อที่มีความนุ่มที่สุด คือ เนื้อลอยน์ (LOIN) เป็นส่วนสะโพกที่นุ่มที่สุด และมีราคาแพงที่สุดเช่นกัน เมนูที่ทำจากเนื้อส่วนนี้มักจะเป็น สตริปลอยน์ (Strip Loin Steak) เพราะเป็นเนื้อที่มีส่วนติดมันและนุ่มที่สุด มีรสชาติชุ่มช่ำไม่กระด้าง ราคาก็จะแรงตามคุณภาพด้วย หรือจะเป็น สเต็กแบบ ทีโบน (T – Bone Steak) เป็นสเต๊กที่มีกระดูกที่เป็นรูปคล้าย ๆ กับตัว T ในภาษาอังกฤษคั่นอยู่ระหว่างเนื้อลอยน์ที่ติดมันน้อยที่สุดและเนื้อสันในที่ติดอันดับที่นุ่มที่สุด ทำให้เรียกกันว่า ทีโบน เป็นส่วนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะจะได้ทานสเต็กกันถึง2แบบในชิ้นเดียวกัน
  • เนื้อที่มีความนุ่มแบบปานกลาง คือ เนื้อบริเวณขาและสะโพก ( Round ) และเนื้อตรงบริเวณหัวไหล่ (Chuck) เนื้อประเภทนี้นิยมนำไปตุ๋น หรือทำเป็นเนื้อบด มักจะมีเนื้อปนมันมาก มีความนุ่มคล้าย ๆ กับเนื้อลอยน์ มักนำไปบด หรือ ย่างก่อน มีราคาไม่แพงมากถ้าเทียบกับเนื้อลอยน์
  • เนื้อประเภทที่นุ่มน้อยที่สุด คือ เนื้อบริเวณตรงกลางลำตัวและต้นขา อาจจะไม่เหมาะถ้าจะทำเป็นสเต็ก แต่ถ้าหากนำไปตุ๋นหรือทำสตู จะเหมาะที่สุด

ส่วนถ้าใครพอที่จะมีเมนูเนื้อในใจแล้วอยากจะได้รสสัมผัสที่เพิ่มอรรถรสมากขึ้นไปอีกก็สามารถสั่งระดับความสุกของเนื้อได้ถึง 6 ระดับตามความต้องการแบบนี้

1.สุกแค่ผิวเนื้อด้านนอก ข้างในยังไม่สุก (Blue Rare)

2.สุกพอประมาณ อาจจะย่างมาในเวลาพียงแค่ 1 นาที ทำให้เนื้อด้านนอกสุกพอประมาณแต่ข้างในยังไม่สุกมาก (Rare)

3.กึ่งสุกกึ่งดิบ (Medium Rare)

4.สุกแบบพอดีขึ้นมาอีกนิดแต่ข้างในยังเป็นสีชมพูกว่า Medium Rare เรียกว่า (Medium)

5.สุกพอดีแต่เนื้อไม่ได้แข็งกระด้าง (Done)

6.สุกทั่วถึงกันทุกส่วน สุกแบบนี้อาจจะทำให้ไม่ได้รสชาติของเนื้อ (Well Done)

พอทราบถึงสเต็กกันในแบบต่าง ๆ รวมถึงระดับความสุกที่เหมาะกับการรับประทานของแต่ละคนแล้ว อาจจะเป็นการเพิ่มรสชาติให้กับสเต็กจานโปรดกันเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าหากใครที่ไม่ทานเนื้อ ก็ลองเลือกดูเมนูอื่น อย่างเช่น สเต็กหมู หรือสเต็กปลากันดูได้ เพราะนอกจากจะมีเสต็กแล้วยังมีของเคียงต่าง ๆ ในจานให้ลองทานกันดูกันอีกมากมาย

 

หม่าล่า รสชาติความเผ็ดที่สะท้านลิ้น ตำนานจากมณฑล เสฉวน

ประเทศไทยขึ้นชื่อเรื่องของอาหารที่รสชาติจัดจ้าน ทั้งความเผ็ดร้อนจากเครื่องเทศที่มักจะผสมลงไปในเครื่องแกงต่าง ๆ หรือจะเป็นพริกแกงที่มีส่วนประกอบหลัก ๆ จากพริก และนอกจากอาหารไทยยังมีอาหารจากประเทศเพื่อนบ้านของเราที่มีรสชาติความเผ็ดที่ไม่แพ้ประเทศไทย เชื่อว่าหลาย ๆ คนยังไม่เคยได้ลิ้มรส “หม่าล่า ”

หม่าล่าสูตรเด็ดลิ้นชาซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของใครหลาย ๆ คนแต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้จักว่าคืออาหารอะไร จริง ๆ แล้วหม่าล่าเป็นเพียงเครื่องเทศที่มีรสชาติเผ็ดร้อนความเผ็ดต่างจากพริกของประเทศไทยแต่เป็นความเผ็ดที่ร้อนชา มีกลิ่นเครื่องเทศที่ทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ซึ่งความเผ็ดร้อนสไตล์หม่าล่านี้ส่งตรงจากมณฑลเสฉวน ประเทศจีน ที่คาดกันว่าผู้ที่เริ่มนำเข้ามาเป็นเมนูยอดฮิตในประเทศไทยนั้นน่าจะมาจากทางฝั่งแม่สาย จังหวัดเชียงรายและได้แพร่หลายออกไปถึงจังหวัดเชียงใหม่ จนกลายเป็นที่รู้จักเฉพาะกลุ่มผู้ที่อาศัยทางภาคเหนือเป็นหลักก่อนที่จะกระจายไปในอีกหลาย ๆ จังหวัดให้ได้ลิ้มรสความเผ็ดชานี้

ความเผ็ดจนลิ้นชาของหม่าล่าก็แปลได้ตรงตัวตามภาษาจีนได้ว่า “ หม่า ” แปลว่า ชา “ ล่า ” แปลว่าเผ็ด พอนำมารวมกันจึงแปลได้ว่า “ หม่าล่า ” คืออาหารที่มีรสชาติเผ็ดและชา โดยส่วนประกอบหลัก ๆ นอกจากจะเป็นพริกตามความเข้าใจของใครหลาย ๆ คนแต่ความเผ็ดที่เป็นเอกลักษณ์จากเครื่องเทศที่ชื่อว่า “ฮวาเจียว” ซึ่งเป็นเครื่องเทศที่ทำให้เกิดอาการลิ้นชา ลักษณะคล้าย ๆ กับเมล็ดพริกไทยดำ ซึ่งประโยชน์ของ ฮวาเจียวนั้นก็ช่วยขับลม แก้วิงเวียนศีรษะ และบำรุงเลือดตามหลักของการปรุงยาจากประเทศจีน ส่วนประเทศไทยนั้นก็มีเครื่องเทศที่มีลักษณะและสรรพคุณคล้าย ๆ กับฮวาเจียวนั่นก็คือ มะแขว่น เครื่องเทศที่นิยมใช้กันในภาคเหนือรสชาติคล้ายคลึงกันแต่ไม่เผ็ดจนลิ้นชาเท่ากับฮวาเจียน

หม่าล่าสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบในการทำอาหารได้หลายอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะพบเห็นในเมนูที่นำเอาวัตถุดิบต่าง ๆ มาย่าง เช่น หมู ไก่ ผัก ต่าง ๆ นำมาเสียบไม้แล้วย่างบนถ่านและทาซอสหม่าล่าที่ผสมมาแล้วลงบนของที่จะนำมาย่าง ย่างจนหอมพอสุกแล้วก็สามารถลิ้มรสชาติหม่าล่ากันได้ไม่จำกัดความอร่อย หากใครที่ชื่นชอบในการรับประทานชาบูหรือสุกี้แล้วแนะนำให้ลองผสมพริกหม่าล่าลงไปในน้ำซุป จะทำให้เกิดน้ำซุปรสชาติแปลกใหม่ อีกทั้งคนจีนที่นิยมรับประทานหม้อไฟที่มีเนื้อแกะเป็นส่วนประกอบหลัก มักจะใช้น้ำซุปหม่าล่าเพื่อดับกลิ่นสาปของเนื้อแกะอีกด้วย

นอกจากหม่าล่าจะมีวิธีปรุงออกมาเป็นเมนูที่หลากหลายแล้วยังมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้ที่รับประทานอีกด้วย แต่อย่าลืมรับประทานแต่พอดีไ ม่อย่างนั้นอาจจะกลายเป็นปัญหาท้องและลำไส้ และเลือกทานอาหารให้หลากหลายให้ได้สารอาหารที่เพียงพอกับสุขภาพกันด้วย

 

อาหารอเมริกัน รสชาติแห่งความแตกต่างที่ชวนให้ลิ้มลอง

ในปัจจุบันที่การเดินทางระหว่างประเทศมีความสะดวกสบายขึ้น ทำให้มีหลายคนที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวไปยังประเทศต่าง ๆ หนึ่งในนั้นอาจจะมีรายชื่อของประเทศอเมริกา ประเทศที่มีความสมบูรณ์แบบ และสถานที่สวยงามหลายแห่ง นอกจากความสวยงามของสถานที่แล้ว ยังมีความพิเศษของอาหารและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากประเทศไทยที่น่าลิ้มลอง

อาหารและความหลากหลายของรสชาติที่น่าสนใจ

อาหารของคนอเมริกา เริ่มกันที่การรับประทานอาหารที่มีความพิเศษก่อนเลย นั่นก็คือ อาหารค่ำวันขอบคุณพระเจ้า (Thanks giving dinner) เป็นมื้ออาหารที่ต้องทานพร้อมหน้าพร้อมตากันในครอบครัว เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวอเมริกา สิ่งที่ขาดไม่ได้นั่นคือเมนูไก่งวงตัวใหญ่ ปรุงรสกับเครื่องเทศหลากหลายนำไปเข้าเตาอบจนสุก มีไส้กรอก มันฝรั่งบดและอื่น ๆ ไว้รับประทานเพิ่มเติมด้วย นับเป็นมื้ออาหารที่ดูอบอุ่นแบบครอบครัวทีเดียว

เมนูต่อมาที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีก็คือ ชีสเบอร์เกอร์(Cheeseburger) ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีวางจำหน่ายในประเทศไทย แต่การได้ลิ้มลองจากต้นตำหรับก็ดูจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ รสชาติแบบต้นตำหรับของชีสเบอร์เกอร์ก็ต้องเป็นที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ชีสเบอร์เกอร์ถือกำเนิดโดยการย่างเนื้อเบอร์เกอร์แล้วเอาชีสมาปิดเนื้อไว้ กลายเป็นเมนูยอดนิยมสำหรับคนอเมริกันมาจนถึงปัจจุบันนี้

รูเบนแซนวิช (Reuben sandwich)เป็นเมนูชีสเยิ้มที่พลาดไม่ได้ เป็นแซนวิชที่ประกอบด้วยเนื้อ สวิสชีส กระหล่ำปลีดอง และสลัดรัสเซีย ขนมปังย่างทำมาจากข้าวไรย์ เป็นแซนวิสที่มีเนื้อเยอะ ถือเป็นอาหารที่น่าลิ้มลองอีกอย่างหนึ่ง

ฮอทดอท (Hot dogs) สามารถหารับประทานได้ง่ายเนื่องจากมีวางจำหน่ายแทบจะทุกที่ในร้านอาหารของอเมริกา โดยเฉพาะที่รัฐชิคาโก ถือได้ว่าเป็นเมืองแห่งฮอทดอท ที่น่าลองมากที่สุดคือ เนื้อเวียนนา(Vienna Beef) ซึ่งมีรสชาติอร่อยจนไม่ต้องปรุงเพิ่มเลย

พิซซ่าสไตล์ชิคาโก(Chicago-style pizza) พิซซ่าของเมืองชิคาโกมีความพิเศษตรงที่อัดแน่นไปด้วยส่วนผสม ที่ทำมาจากเนยมะเขือเทศ และเครื่องเทศของอิตาเลียน เต็มรสชาติของพิซซ่าอย่างแท้จริง

บัฟฟาโร่ วิงค์(Buffalo wings) เมนูนี้ไม่ได้ใช้เนื้อควายทำแต่อย่างใด แต่เป็นเมนูปีกไก่ทอดที่ดังที่สุดในอเมริกา ถึงขนาดมีการจัดงานเทศกาลอาหารชนิดนี้กันเลยทีเดียว

ปิดท้ายกันด้วยของหวานของอเมริกาอย่าง สะมอร์ส (S’mores) ซึ่งเป็นเมนูต้นตำหรับเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นขนมหวานที่มีมาร์ชเมลโล่ย่าง แครกเกอร์และช๊อคโกแลตวางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เหมือนแซนวิช ซึ่งมีรสชาติหวานอร่อย

ในปัจจุบันอาหารอเมริกันที่มีในประเทศไทย มีการดัดแปลงรสชาติให้ถูกปากคนไทย แต่หากได้มีโอกาสไปเยือนประเทศต้นตำหรับของอาหารชนิดนี้ ก็ไม่ควรพลาดการไปลิ้มลองอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอเมริกา เสมือนได้สัมผัสความแตกต่างและหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

“ฟาสต์ฟู้ด” อาหารจากแดนไกล วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของสังคมไทย

ปัจจุบันการใช้ชีวิตของคนเราต้องการความสะดวกสบาย และรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง หรือการดำเนินชีวิต ไม่เว้นแม้แต่การรับประทานอาหารที่เน้นความสะดวกสบายไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป การรับประทานอาหารเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากร่างกายของมนุษย์ต้องการพลังงานจากอาหาร เพราะฉะนั้นจึงเรามีอาหารที่ตอบสนองความต้องการของร่างกายนั่นก็คือ “อาหารฟาสต์ฟู้ด”

ปรุงเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการที่เร่งรีบ 

อาหารฟาสต์ฟู้ด คืออาหารที่ใช้เวลาในการปรุงแค่ไม่กี่นาที และพร้อมรับประทานได้เลย อาหารฟาสต์ฟู้ดนั้นแบ่งได้เป็นสองประเภท คือ อาหารประเภทกินอิ่มจะมีส่วนประกอบพวกแป้ง เนื้อสัตว์ และผัก ส่วนอีกประเภทเป็นอาหารกึ่งขนม ซึ่งเป็นอาหารทานเล่นระหว่างมื้อ

อาหารฟาสต์ฟู้ดประเภทกินอิ่ม โดยส่วนใหญ่ที่เราคุ้นเคยก็จะเป็นเมนู พิซซ่าและเบอร์เกอร์เป็นหลัก พิซซ่าเป็นอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ใช้วิธีการอบเป็นกระบวนการทำให้สุก ส่วนประกอบหลัก ๆ ของพิซซ่าก็คือแป้ง ซึ่งการผสมแป้งพิซซ่าจะใช้แป้งเอนกประสงค์มาผสมกับเครื่องปรุงตามสูตร แล้วจึงนำมานวดคลุกเคล้าให้เข้ากันตามกรรมวิธีทำเป็นแผ่นทรงกลม นำวัตถุดิบที่ใช้ทำหน้าพิซซ่ามาใส่ โรยด้วยชีสแล้วนำไปเข้าเตาเพื่ออบให้สุก จะมีแป้งสองแบบคือแบบหนานุ่มและแบบบางกรอบ พิซซ่ามีให้เลือกหลากหลายหน้า เช่น หน้าฮาวายเอี้ยน ประกอบด้วย สัปปะรด แฮม และเบคอนแผ่น หน้าซีฟู้ด ประกอบด้วย กุ้ง ปลาหมึก ปูอัด หัวหอม พริกหยวก หน้าซุปเปอร์เดอร์ลุกซ์ ประกอบด้วยเบคอนแผ่น แฮมแผ่น ไส้กรอก พริกหยวก เห็ด หัวหอม สัปปะรด เป็นต้น ส่วนเบอร์เกอร์จะใช้ขนมปังแบบกลมสองชิ้นประกบส่วนหัวกับส่วนท้ายใส่เนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกแล้วเช่นเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อปลา หรือวางพร้อมกับผักต่าง ๆ เป็นชั้น ๆ รับประทานคู่กับซอสพริก หรือซอสมะเขือเทศ

ส่วนอาหารฟาสต์ฟู้ดประเภทกึ่งขนม ก็มีหลายชนิดเริ่มตั้งแต่ เฟรนช์ฟรายส์ ซึ่งใช้มันฝรั่งมาหั่นให้เป็นเส้น ๆ แล้วทอดให้สุกเสร็จแล้วจึงนำมาโรยส่วนผสมตามสูตร ซึ่งในปัจจุบันก็มีจำหน่ายหลายรสชาติเช่น รสพิซซ่า รสบาบีบิว รสชีส ฯลฯ นับเป็นเมนูที่เป็นที่โปรดปรานของหลายคน นอกจากนี้อาหารฟาสต์ฟู้ดกึ่งขนมยังมีอีกมากมาย เช่น ขนมปังกระเทียม ซึ่งจะใช้ขนมปังมาหั่นเป็นท่อน ๆ แล้วทาด้วยเนยกระเทียม ใช้ใบพาสลีย์ใส่ตกแต่งด้านหน้า แล้วนำไปอบจนเหลืองกรอบหรือแม้กระทั่งไก่ทอดชิ้นเล็ก ๆ และแป้งพิซซ่าทอดกรอบเป็นแท่งหรือเบรดสติ๊กจะมีซอสถ้วยเล็ก ๆ หรือ ดิปปิ้งซอสมารับประทานคู่กัน ก็จัดเป็นอาหารทานเล่นกึ่งขนมด้วยเช่นกัน

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของอาหารแนวฟาสต์ฟู้ด ซึ่งจริง ๆ แล้วในประเทศไทยได้รับความนิยมเรื่องอาหารฟาสต์ฟู้ดอีกหลากหลายชนิด แต่เนื่องจากอาหารฟาสต์ฟู้ดเคยถูกมองว่าเป็นอาหารที่ประกอบด้วยแป้งเป็นหลักและไม่ค่อยมีคุณค่าแก่ร่างกาย แต่ในปัจจุบันอาหารฟาสต์ฟู้ดได้พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อตอบโจทย์ด้านสุขภาพของคนที่ชื่นชอบอาหารประเภทนี้

เรื่องน่ารู้ของซูชิ อาหารญี่ปุ่นที่รวมความอร่อยและศิลปะแห่งอาหารไว้ด้วยกัน

ถ้าพูดถึงอาหารญี่ปุ่น หลายคนคงนึกถึงข้าวปั้นชิ้นเล็ก ๆ มีปลาดิบ ไข่กุ้ง ไข่หวาน สาหร่าย หรืออื่น ๆ วางไว้ด้านบน หน้าตาสวยงามน่ารับประทาน และสีสันสดใส เป็นที่โปรดปรานของหลายคน ซูชิหรือนิกิริซูชินั้น ถือกำเนิดมานานก่อนปีคริสต์ศักราชเสียอีก เพื่อแก้ปัญหาจากการที่คนญี่ปุ่นมีวัตถุดิบในการประกอบอาหารเช่นปลาและข้าว ซึ่งในสมัยนั้นไม่สามารถเก็บรักษาความสดของปลาไว้ได้ อีกทั้งเมื่อถึงฤดูกาลที่แห้งแล้งไม่มีปลาให้จับหรือสามารถปลูกข้าวได้ คนญี่ปุ่นจึงได้คิดค้นวิธีการที่จะคงความสดของอาหารไว้  จึงได้นำปลา เนื้อสัตว์ และข้าว มาหมักรวมกัน ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยป้องกันการเน่าเปื่อยและเก็บรักษาเนื้อสัตว์นั้นไว้ได้นานขึ้น

วิธีสร้างสรรค์ซูชิหรือข้าวปั้นนั้น ประกอบด้วยขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ทำตามได้ง่าย

วัตถุดิบหลักของซูชินั้นคือข้าวและปลา หรืออาหารชนิดอื่นซึ่งมีการดัดแปลงมาจนถึงปัจจุบันนี้ ขั้นตอนการทำก็ไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างใด แต่มักจะเน้นไปในทางการสร้างสรรค์ให้ออกมามีหน้าตาสวยงาม และรสชาติอร่อยอย่างต้นตำหรับ ซึ่งก็คือความเป็นอาหารญี่ปุ่นนั่นเอง เริ่มจากการเตรียมนำข้าวญี่ปุ่นมาหมักกับน้ำส้มสายชูคลุกเคล้าจนเข้ากัน จากนั้นก็มาใส่วัตถุดิบเพื่อสร้างสรรค์หน้าต่าง ๆ ต่อไป

ส่วนอาหารที่ใช้ทำหน้าซูชิ ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อปลาดิบ อาหารทะเล ผัก ไข่และเห็ด ปลาที่นิยมนำมาทำหน้าซูชิ คงหนีไม่พ้น ปลาทูน่านั่นเอง แต่ก็มีปลาชนิดอื่นที่ได้รับความนิยมรองลงมาเช่น ปลาแซลมอนและปลาโอ นอกจากปลาแล้วอาหารชนิดอื่นที่นิยมนำมาทำหน้าซูชิได้แก่ ไข่ปลาแซลมอนไข่หวาน กุ้ง ไข่กุ้ง หนวดปลาหมึกยักษ์ ไข่หอยเม่น แตงกวาดอง ผัดหอย ปลาหมึกผัด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปลาที่ทำให้สุกเพื่อวางบนซูชิด้วย เช่น ปลาซาบะ ปลากะพง ปลาไหล อีกด้วย

หาซื้อรับประทานได้จากร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีอยู่มากมายหลายร้านในปัจจุบัน

ทุกวันนี้หากเราไปทำธุระในห้างสรรพสินค้าหรือตามแหล่งรวมร้านอาหาร ก็มักได้พบเห็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่เปิดให้บริการอยู่หลายร้าน รวมไปถึงร้านบุพเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่นด้วย หรือแม้กระทั่งร้านค้าในตลาดก็มีมาวางขายด้วยเช่นกัน สำหรับหน้าซูชิยอดนิยมนั้นได้แก่ หน้าปลาแซลมอน หน้าปลาทูน่า หน้ากุ้งแบบปรุงสุก หน้าไข่หวานย่าง หน้าปลาซาบะ หน้าไข่ปลาแซลมอน หน้าสลัดไข่กุ้ง หน้ายำสาหร่าย หน้าสลัดปูอัด แต่จริง ๆ แล้วซูชิหรือข้าวปั้นนั้นยังมีอีกมากมายหลายร้อยหน้า ซึ่งเกิดจากไอเดียการประกอบอาหาร ที่มีการคิดค้นดัดแปลงกันอยู่ตลอดเวลานั่นเอง เพราะซูชิไม่ได้มีดีแค่หน้าตาและรสชาติของอาหาร แต่รวมถึงการแสดงออกทางศิลปะของชาวญี่ปุ่นอย่างหนึ่งอีกด้วย นับได้ว่าเป็นตัวแทนของเอกลักษณ์ประจำชาติญี่ปุ่นอย่างแท้จริง และสำหรับหลายคนแค่ได้ยินชื่อซูชิก็คงอยากรับประทานขึ้นมาทันที

มารู้จักดินแดนหมีขาว ไปกับเรื่องราววัฒนธรรมการกินและเมนูอาหารรัสเซีย

ประเทศรัสเซียมีพื้นที่ประเทศที่ใหญ่มาก มีสภาพอากาศหนาวเย็น โดยในบางพื้นที่มีอุณหภูมิติดลบหลายสิบองศาเซลเซียสติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายเดือน จนทำให้เมื่อกล่าวถึงประเทศนี้ หลายคนจะเรียกประเทศรัสเซียอ้อม ๆ ว่าดินแดนแห่งหมีขาว ด้วยลักษณะสภาพอากาศหนาวเย็นแทบตลอดทั้งปีเมื่อเทียบกับประเทศไทย รวมถึงผู้คนชาวรัสเซียที่มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างจากชาวเอเชียโดยทั่วไป ทั้ง ๆ ที่ประเทศรัสเซียอยู่ในทวีปเอเชียเช่นเดียวกัน จึงอาจทำให้หลายคนนึกสงสัยว่า แล้วชาวรัสเซียมีลักษณะอาหารการกินเป็นอย่างไร วันนี้จะลองพาไปรู้จักลักษณะวัตถุดิบอาหารคร่าว ๆ ของชาวรัสเซียกัน

อาหารของชาวรัสเซียส่วนใหญ่มักจะเน้นเป็นพวก “ธัญพืชและผัก” เป็นส่วนประกอบ ทำให้เมนูอาหารรัสเซียแทบทุกจานมีผักหรือธัญพืช ทั้งที่อยู่ในรูปของของดอง ของสด และผ่านการให้ความร้อน โดยเฉพาะหัวมันฝรั่งที่จะมีอยู่เป็นส่วนประกอบในจานอาหารรัสเซียแทบทุกเมนู ไม่เว้นแม้แต่ซุปบอร์ช (Borshch) เมนูที่ได้รับความชื่นชอบและเป็นที่นิยมอย่างล้นหลามจากชาวรัสเซีย ซึ่งอาหารรัสเซียจานนี้มีลักษณะเป็นซุปสีแดงเข้ม คล้ายสีของกลีบกุหลาบแดง ทั้งตัวน้ำใส ๆ ตัวผักนานาชนิดและวัตถุดิบในการปรุงอื่น ๆ ตัดกับสีขาวสว่างเนื้อนวลเนียนของซาวครีมเข้มข้นสูตรรัสเซียแท้ ๆ ด้านบนของผิวหน้าซุป อาจจะเพิ่มความสวยงามด้วยสีเขียวเข้มของผักซอย ที่โรยตกแต่งหน้าอีกเล็กน้อย ฯลฯ

ยังมีเมนูอาหารอีกไม่น้อยที่มีผักเป็นส่วนประกอบ แต่อาจจะมีการเพิ่มเนื้อสัตว์ลงไปหรือในบ้างเมนูที่มีเนื้อสัตว์เป็นวัตถุหลักทั้งหมด ก็ยังมีผักและธัญพืชไว้กินเป็นเครื่องเคียง

นอกจากนี้อาหารรัสเซียจะนิยมใช้พวก “เครื่องเทศ” ที่ให้กลิ่นหอมเป็นตัวหนึ่งในตัวชูรสอาหาร โดยเฉพาะหัวหอมใหญ่ที่มักจะใส่ลงไปในหลากหลายประเภทอาหาร ทั้งแบบเห็นเป็นชิ้น ๆ และถูกหั่นจนมีขนาดเล็กใส่ลงไปเพียงเล็กน้อยจนมองแทบไม่เห็น อาทิ ในเมนูที่มีชื่อว่า เนื้อสโตรกานอฟ ก็จะนำหัวหอมใหญ่มาต้มกับเนื้อที่เป็นวัตถุดิบหลักแล้วใส่ผัก ซึ่งแน่นอนว่าเป็นมันฝรั่งที่เปลือกปลอกจนเกลี้ยง แล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วใส่วัตถุดิบอื่น ๆ และทำการปรุงรสอีกเล็กน้อย จากนั้นเคี่ยวไปเรื่อย ๆ ด้วยไฟไม่แรงมากนัก สุดท้ายได้เนื้อสโตรกานอฟที่มีลักษณะคล้ายสตูซึ่งมีเนื้อนุ่มเปื่อยแทบละลายในปากและน้ำซุปหวานกลมกล่อมจากหัวหอมใหญ่ที่ใส่ลงไป เวลาเสิร์ฟอาจจะเพิ่มสีสันด้วยสีเขียวสดของพาร์สลีย์สับละเอียด สีแดงอมส้มของพริกปาปริก้า และสีขาวนวลเนียนของซาวครีมรัสเซียอีกเล็กน้อย ฯลฯ

อาหารรัสเซียยังมีลักษณะเฉพาะในอาหารอีกไม่น้อย หากได้ลองได้ลิ้มชิมรสกันแล้วจะรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนที่ทำให้อาหารรัสเซียนั่นมีเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนกับอาหารที่ไหน พาในคนที่ได้ลองชิมอยากจะลองชิมอีกสักครั้งเมื่อมีโอกาส

 

ทำความรู้จัก “ภูฏาน” ประเทศที่รอบล้อมไปด้วยภูเขาผ่านอาหารการกินกันเถอะ


อาหารเป็นอีกสิ่งที่บ่งบอกถึงอะไรหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดอาหารเมนูนั้น ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกที่การจะเรียนรู้หรือทำความรู้จักเมืองหรือประเทศที่ต้องการ อาหารจะเป็นอีกสื่อหนึ่งที่ชอบใช้กัน โดยอาหารของประเทศภูฏานจะมีเอกลักษณ์ตรงรสชาติที่มักจะเป็นอาหารเน้นรสเผ็ด เมนูอาหารภูฏานหลาย ๆ จานจะมีพริกเป็นส่วนประกอบไม่ว่าจะเป็นพริกแห้งพริกสดก็ถูกมารังสรรค์ให้เข้ากับเนื้อสัตว์หรือผักออกมาได้อย่างลงตัวและน่ากิน

อาหารภูฏานยังมีบางลักษณะการกินอาหารที่คล้ายกับประเทศไทยนั่นคือการทาน “ข้าว” เป็นอาหารหลักแทบทุกมื้ออาหารโดยชนิดพันธุ์ข้าวของภูฏานที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก คือ ข้าวแดง (Red Rice) ซึ่งมีลักษณะสมชื่อโดยมีสีออกแดงอ่อน ชาวภูฏานจะทานข้าวคู่กับข้าวเป็นจาน ๆ แน่นอนเกือบทุกจานต้องใส่พริก อาทิ แกงพริกใส่ชีส (Ema Datshi) อาหารประจำชาติของชาวภูฏานที่มีลักษณะน้ำข้นขลุกขลิกคล้ายแกงกะทิ มีสีเหลืองอมส้ม บางแห่งก็มีสีเหลืองไข่ มีผักชนิดต่าง ๆอยู่ภายใน และมีพริกแดงพริกเขียวลอยอยู่ด้านบน เมนูนี่อาจจะใส่พวกสัตว์หมู เนื้อวัว เนื้อจามรีในบางครั้ง แต่โดยทั่วไป เมนูนี่จะมีวัตถุดิบในการปรุงหลัก ๆ เพียงแค่ชีสและพริกแค่สองอย่างเท่านั้น ฯลฯ นอกจากการกินข้าวคู่กับข้าวแล้วยังสามารถนำข้าวมาปรุงรสด้วยเนยและเครื่องเทศต่าง ๆ ผสมรวมกันได้เมนูที่ให้อารมณ์คล้าย ๆ ข้าวผักหรือข้าวคลุกอีกด้วย

นอกจากข้าวซึ่งเป็นอาหารที่กินกันเป็นประจำแล้ว “ชีส” ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มักถูกนำมาปรุงเป็นอาหารจานเด็ด อาทิ การนำชีสที่ทำจากนมแท้ ๆ กลิ่นรสหอมมันมาผสมกับผักชนิดต่าง ๆ แล้วนำมาปรุงด้วยวิธีการเฉพาะได้มาเป็นไส้ของโมโม (Momo) อาหารกินเล่นอีกชนิดของชาวภูฏาน ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นแป้งที่บรรจุไส้แล้วนำมาห่อเป็นรูปร่างต่าง ๆ ทั้งรูปร่างกลมบ้างหรือจะรูปร่างหน้าตาคล้ายเกี๊ยวบ้าง โดยเมนูโมโมจะนิยมกินตอนร้อนหลังจากนึ่งใหม่ ๆ ซึ่งจะให้กลิ่นรส และเนื้อสัมผัสที่ดี  เมนูโมโมนั้นจะสามารถหาซื้อกินได้ทั่วไปในประเทศภูฏานไม่ยากนัก ฯลฯ นอกจากนี้ชาวภูฏานยังนำ  ชีสมาทำการแห้งได้เป็นชีสที่มีลักษณะเป็นก้อนแห้ง ๆ สีขาวนวลอมเหลืองอ่อนเล็กน้อยซึ่งเป็นการถนอมอาหารชนิดหนึ่ง ทำให้สามารถเก็บชีสไว้กินได้นานมากขึ้น โดยก้อนชีสแห้งนี่จะถูกแขวนเป็นพวง ๆ เพื่อเอาไว้กินเป็นของว่างระหว่างวันกัน

อาหารภูฏานยังมีลักษณะเฉพาะตัวอันเป็นเอกลักษณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ในเมนูอาหารจานต่าง ๆ ซึ่งจะมีความแตกต่างไปในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งสามารถบอกเล่าประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนั้น ๆ ได้ ซึ่งคล้ายคลึงเมนูอาหารทั้งสี่ภาคของไทย

 

พามารู้จักเครื่องปรุงรสชาติอย่างจีน…หนึ่งในเหตุผลของความอร่อย

ประเทศจีนมีพื้นที่ขนาดใหญ่และมีผู้คนจำนวนมาก ทำให้ชนิดของอาหารจีนนั้นก็มีความหลากหลายเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน ทั้งในด้านของรูปร่างลักษณะ รสชาติ กลิ่นสี รวมถึงวัตถุดิบและเครื่องปรุงรสที่ใช้ในการประกอบอาหาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดมนต์เสน่ห์ของอาหารจีน จนเป็นที่ติดอกติดใจของนักท่องเที่ยวที่ได้มาลิ้มชิมรสกัน ตอนนี้หลายคนคงอยากจะรู้แล้วซิว่าวัตถุดิบหรือเครื่องปรุงรสอะไรบ้าง ที่ช่วยรังสรรค์อาหารจีนให้ออกมาเป็นเอกลักษณ์ขนาดนี่ ไม่ต้องรอไม่เสียเวลามารู้จักเครื่องปรุงตัวแรกกันก่อนเลย

“ซอสงาบด” (Chinese sesame paste) เป็นซอสที่ทำจากงาขาวบดละเอียด ผสมกับน้ำมันงาหรือน้ำมันพืช บางสูตรอาจจะใส่ถั่วสิสงที่นำมาบดลงละเอียดไปด้วย ตัวซอสงาบดจะมีลักษณะเป็นเนื้อครีมสีขาวนวลเนียนไม่ข้นมากนัก เมื่อตั้งทิ้งไว้จะเกิดการแยกชั้นระหว่างตัวน้ำมันกับเนื้องาบด ซึ่งไม่ต้องตกใจไปเพียงแค่คนให้เข้ากันก็สามารถนำมาใช้ในการประกอบอาหารได้แล้ว ซอสงาบดนี่เป็นเครื่องปรุงอีกชนิดที่ใช้กันแพร่หลายทั้งในประเทศจีนและฮ่องกง เมนูที่ใช้ซอสงาบดเป็นส่วนประกอบก็มีไม่น้อยเช่นเดียวกัน อาทิ นำซอสงาบดมาใส่ในซอสหมักหมูแดงสูตรฮ่องกง หรือใช้เป็นส่วนผสมชนิดหนึ่งในซอสราดหมูแดงและเป็ดพะโล้สูตรฮ่องกง โดยซอสงาบดจะทำให้ตัวซอสราดมีสีขาวนวลเนียนคล้ายสีของซอสงาบด ฯลฯ

เครื่องปรุงต่อมาที่น่าสนใจคือ “น้ำมันพริก” เครื่องปรุงรสชนิดนี่มีลักษณะเป็นน้ำมันสีแดงเข้มออกส้มเล็กน้อย มีเนื้อพริกป่นละเอียด เอาเม็ดออกหรือเม็ดพริกอย่างเดียวนอนก้นอยู่ในน้ำมันพริกด้านล่าง น้ำมันพริกชนิดนี่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปในประเทศจีนหรือฮ่องกง ส่วนในประเทศไทยก็มีขายตามร้ายขายเครื่องปรุงอาหารจีน แต่หากใครไม่สะดวกที่จะซื้อก็สามารถทำขึ้นเองได้ ซึ่งวิธีทำก็ไม่สลับซ้อนอะไร เพียงแค่นำพริกป่นละเอียดหรือเม็ดพริกมาผัดกับน้ำมันให้เข้ากันก็เป็นอันเสร็จ หากชอบเผ็ดมากก็ใส่พริกป่นละเอียดมาก หากชอบพริกน้อยก็ใส่พริกป่นไม่ต้องเยอะ ใส่เพียงแค่ให้น้ำมันมีสีแดงก็พอ ในบางครั้งอาจใช้ชวงเจียหรือพริกหอมมาผัดกับน้ำมันแทน ซึ่งจะได้น้ำมันพริกชวงเจียแทน เมนูที่ใช้น้ำมันพริกในการปรุงส่วนใหญ่จะเป็นอาหารเสฉวนหรือหูหนาน ทั้งไก่ผัดพริกแห้ง ที่นำเนื้อไก่ พริกแห้ง กระเทียม เครื่องเทศอื่นผัดร่วมกัน ทำการปรุงรส แล้วใส่น้ำมันลงไปเพื่อให้เนื้อไก่มีสีสวยงามรสชาติจัดจ้าน นอกจากนี้น้ำมันพริกยังเป็นหนึ่งในตัวชูรสของเมนูสุกี้เสฉวน ที่มีสีสันและรสชาติร้อนแรงอีกด้วย

เครื่องปรุงจีนนั้นยังมีอีกหลายชนิด และบ้างอย่างไม่สามารถหาซื้อได้ในประเทศ หากใครอยากลองทำเมนูอาหารจีนแบบตั้งตำรับก็อาจจะสั่งซื้อเข้ามา วันนี้คงจะได้พอรู้จักเครื่องปรุงรสในอาหารจีนกันพอหอมปากหอมคอแล้วไว้ครั้งหน้าหากมีโอกาสจะพาไปรู้จักเครื่องปรุงชนิดอื่น ๆ กันอีกเพิ่มเติม

 

มนต์เสน่ห์แห่งเอกลักษณ์อาหารพม่า หากได้ลองชิมดูก็อดไม่ได้ที่จะหลงรัก

พม่าเป็นประเทศที่มีพื้นที่ส่วนหนึ่งของประเทศติดกับประเทศไทยโดยประเทศพม่ายังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ความเป็นตัวเองดั้งเดิมได้เป็นอย่างมากในเกือบทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการดำเนินชีวิต เสื้อผ้าการแต่งกาย รวมไปถึงลักษณะอาหารการกิน ถึงแม้ประเทศพม่าจะมีความหลากหลายของผู้คนในประเทศ แต่วัตถุดิบในการประกอบอาหารก็มีหลายสิ่งที่เหมือนกันในหลาย ๆ เมนูอาหารพม่า ที่พอได้เห็นก็อดจะนึกถึงอาหารพม่าทุกครั้งไปเสียไม่ได้ ตัวอย่างเช่น

ถั่ว” หากมีโอกาสกินอาหารที่ชาวพม่าขาย โดยเฉพาะแถวพื้นที่ติดกับประเทศพม่า จะพบว่าอาหารส่วนใหญ่จะมีถั่วเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเอาถั่วชนิดต่าง ๆ มาทำการชุบแป้งทอดขายด้วยเด็กน้อยชาวพม่า นำมาทำเป็นขนมขบเคี้ยวบรรจุใส่ซองอย่างดีเก็บไว้กินได้นาน หรือจะอาหารปรุงขายกันสด ๆ ก็มีถั่วให้เห็นแทบทั้งนั้น อาทิ โมฮิงกา เมนูที่ชาวพม่านิยมกินกันเป็นอาหารเช้า มีลักษณะเป็นเส้นกลม ๆ สีขาวราดด้วยน้ำข้น ๆ สีขาวขุ่นอมส้ม คล้ายกับน้ำยาของขนมจีนแกงกะทิของไทยที่มีการนำถั่วสิสงบดผสมลงไปในน้ำราดทำให้รสชาติมีความกลมกล่อมละมุนลิ้น โรยหน้าด้วยเครื่องต่าง ๆ เมนูนี่หากอยากลิ้มชิมรสกันก็สามารถหาซื้อกินได้ทั่วไปในพม่า หรือร้านอาหารพม่าที่เปิดในไทย ฯลฯ นอกจากการทำถั่วมาทำเป็นอาหารคาวกันแล้ว พวกอาหารว่างหรือของหวานพม่าหลายเมนูก็มีถั่วเป็นส่วนประกอบที่ผสมผสานจนได้รสชาติอันลงตัว

วัตถุดิบต่อมาที่มักจะพบในอาหารพม่าก็คือ “เครื่องเทศ” โดยเฉพาะผงกะหรี่และผงขมิ้นที่มักจะเห็นเป็นส่วนผสมในพวกแกงกะทิต่าง ๆ หลายเมนูทำให้อาหารที่ออกมามีสีเหลืองทองหรือสีเหลืองอมส้ม พวกอาหารว่างก็มีการใส่ผงขมิ้นเป็นส่วนประกอบกันไม่น้อยเช่นกันอย่าง ซาโมซ่าที่มีลักษณะเป็นแป้งทอดสีเหลืองทองรูปทรงสามเหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่มากนัก ภายในมีไส้ที่ทำจากถั่ว มันฝรั่ง ผงขมิ้น เครื่องเทศอื่น ๆ แล้วทำการปรุงรสด้วยเกลือ เมนูนี่นิยมกินตอนร้อน ๆ ให้เนื้อสัมผัสกรอบนอกนุ่มใน รสชาติออกเค็มไม่มากแล้วหวานเล็กน้อยจากตัวเนื้อมันฝรั่ง และหอมกลิ่นเครื่องเทศ เมื่อกินคู่กันกับซอสสีแดงอมส้มรสชาติเปรี้ยวนำเผ็ดหวานตามอย่างเบา ๆ จะให้รสชาติที่แปลกใหม่ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว

วัตถุดิบในการประกอบอาหารและลักษณะการกินของชาวพม่านั้นยังมีลักษณะหรือเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกหลากหลายแบบ เช่น การนิยมกินหมากของชาวพม่าที่มีทั้งหมากแบบหวานและหมากแบบยาหรือจะเป็นการกินการดื่มชาก็เป็นที่นิยมและมีอยู่ในเมนูอาหารพม่าอีกหลากเมนูเช่นเดียวกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี่เป็นเอกลักษณ์ที่สร้างความมีเสน่ห์และความประทับใจให้กับคนที่ได้ลองกินอาหารพม่าไม่น้อยกันเลยทีเดียว