Category Archives: อาหารไทย

ชวนมารู้จักของว่างไทยที่วางคู่กันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล

คนไทยมักขึ้นชื่อในเรื่องของการทำอาหารมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ด้วยเอกลักษณ์รสฝีมือที่โดดเด่นจึงไม่แปลกใจที่จะเห็นอาหารคาวหวานต่าง ๆ จัดวางอยู่บนสำรับกับข้าวได้อย่างน่ารับประทาน นอกจากจะมีอาหารคาว หวาน ที่รสชาติเป็นเอกลักษณ์แล้วยังมี อาหารว่างอีกหนึ่งอย่างที่จัดวางคู่กันแบบนี้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 นั่นก็คือ สาคูไส้หมู และ ข้าวเกรียบปากหม้อ

ตามตำนานได้เล่าถึงสมัยรัชกาลที่ 1 ท่านทรงโปรดเสวยขนมไข่เหี้ยมาก แต่ในขณะนั้นไม่สามารถจัดหามาให้ท่านได้ แม่นางเสือ สนมของท่านซึ่งเป็นคนลาว เมื่อครั้งที่ท่านได้ยกทัพไปนครเวียงจันทร์ เป็นผู้ที่มีฝีมือในการทำอาหารเป็นอย่างมาก จึงได้นำแป้งข้าวเหนียว ผสมกับแป้งสาคู นำมาห่อกับถั่วที่มีรสชาติคล้าย ๆ กับขนมไข่เหี้ยนั้น แล้วนำไปนึ่งจนสุกให้มองเห็นไส้ข้างในสีเหลืองทอง แป้งข้าวนอกใสขุ่น นำขึ้นถวาย เวลาจะเสวยให้ราดน้ำกะทิสดลงไป ขนมจะมีความนุ่มลื่น คล้าย ๆ กับไข่ของจริง ส่วนเรื่องของไส้นั้นหลังจากได้นำไปถวายแล้วจึงมีการปรับเปลี่ยนไส้ให้เป็นของคาวมากขึ้น ด้วยการผัดไส้พร้อมกับหมูสับ หัวไชโป๊ว รากผักชี และเครื่องปรุงรสอื่น ๆ จากนั้นนำไปห่อกับแป้ง แล้วนำไปนึ่งจนสุก กลายมาเป็น          สาคูไส้หมู ทานคู่กับผักสดและพริกสด เป็นเมนูของว่างยามบ่ายที่ลงตัว อิ่มกำลังดี

อีกหนึ่งของว่างที่เป็นของทานคู่กันกับสาคูไส้หมูนั่นก็คือ ข้าวเกรียบปากหม้อ ซึ่งอาหารว่างทั้ง 2อย่างนี้มีลักษณะของไส้ที่คล้ายคลึงกัน แต่วิธีทำแตกต่างกัน ข้าวเกรียบปากหม้อ ของไทยนั้นมีลักษณะคล้าย ๆ กับข้าวเกรียบปากหม้อญวน อาหารว่างของชาวเวียดนาม แต่ต่างกันที่ตัวไส้ ข้าวเกรียบปากหม้อญวนนั้นมักจะทานคู่กับน้ำจิ้มที่มีรสเปรี้ยว เค็ม หวานและเผ็ด

ชื่อเรียกของข้าวเกรียบปากหม้อนั้นอาจจะหมายความตามวิธีการทำข้าวเกรียบปากหม้อในสมัยก่อน ซึ่งจะใช้ผ้าขึงตรึงบนปากหม้อ ผสมแป้งข้าวจ้าวและแป้งมัน กับน้ำเปล่าและน้ำกะทิ จนละลายเป็นน้ำแป้ง นำผ้าขาวขึงกับหม้อที่ใส่น้ำ อาจจะกรีดริมผ้าไว้เพื่อเติมน้ำ ตั้งไฟจนน้ำเดือด นำแป้งที่ผสมตักลงบนผ้าละเลงแป้งเป็นวงกลมคล้ายกับข้าวเกรียบว่าว ปิดผ้าหม้อเพื่อให้แป้งสุกนิ่ม จากนั้นก็ใส่ไส้ที่ทำจากหัวผักกาด หมูสับ ส่วนผสมคล้าย ๆ กับไส้ของสาคูไส้หมู ลงไป ห่อแป้งด้วยไม้พายใช้วิธีหุ้มไส้ แป้งที่สุกดีแล้วจะมีความเหนียวเล็กน้อยมีลักษณะเป็นสีขาวขุ่นมองเห็นไส้จากข้างนอกได้ ตักใส่จานโรยด้วยกระเทียมเจียวหอม ๆ และตักน้ำหัวกะทิราด พร้อมรับประทาน

อาหารว่างทั้ง 2 อย่างนี้มักถูกจัดเป็นของคู่กันมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงถึงปัจจุบัน นอกจากจะขึ้นชื่อในเรื่องของความอร่อยแล้ว ยังถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่มีเฉพาะที่ประเทศไทยของเราอีกด้วย

 

อาหารว่างทำเองแบบไทย อร่อยมัดใจในครอบครัว

อาหารว่างหรืออาหารระหว่างมื้อ เป็นอาหารที่เรามักจะรับประทานในช่วงเวลาที่ไม่เร่งรีบ หรืออยู่พร้อมหน้ากันในครอบครัว  เพื่อความเพลิดเพลินระหว่างพูดคุยกัน หรือเพื่อรองท้องแก้หิวเมื่อต้องรอรับประทานอาหารมื้อหลัก แต่บางครั้งการทำอาหารว่างรับประทานอาจเกิดจากความชื่นชอบในอาหารว่างชนิดนั้น ๆ อีกด้วย

ความพิถีพิถันแบบไทย เกิดเป็นอาหารว่างอันมีเสน่ห์น่ารับประทาน

อาหารว่างที่นำมากล่าวถึงอย่างแรกคือ “หมูโสร่ง” ขั้นตอนการทำนั้นเริ่มจากใช้เนื้อหมูบดมาผสมกับรากผักชีและกระเทียมที่โขลกรวมกันไว้แล้ว ปรุงรสด้วยน้ำปลา เกลือ และพริกไทยป่น ใส่ไข่ลงไปผสมจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกันพักไว้ ปั้นหมูเป็นก้อนกลม ๆ แล้วนำเส้นหมี่ซั่วมาพันให้รอบ ในขั้นตอนนี้ต้องใช้ความละเอียดในการพันเส้นให้รอบเนื้อหมูที่ปั้นไว้ จากนั้นนำลงไปทอดให้ทั่วจนสุกเป็นสีเหลืองสวย โดยในขึ้นตอนนี้อาจต้องใช้ไฟอ่อนและคอยพลิกชิ้นหมู ที่กำลังทอดเพื่อให้สุกทั่วถึงกันและไม่ไหม้เกรียมจนเกินไปนั่นเอง เมื่อจะรับประทานกับน้ำจิ้มไก่ที่มีรสชาติหวานก็เข้ากันได้ดี

ของทอดยอดฮิต ขายดีติดอันดับ อย่าง “ปอเปี๊ยะทอด” ที่คนไทยชื่นชอบ วิธีการทำปอเปี๊ยะเริ่มจากทำไส้ก่อนด้วยการนำรากผักชี กระเทียม พริกไทย มาโขลกรวมกันใส่เนื้อหมูบด เห็ดหูหนู วุ้นเส้น กะหล่ำปลี ถั่วงอก และแครอทซอย ผสมเข้ากับเครื่องปรุงรสคลุกกับไข่ขาวให้เข้ากัน แล้วใช้แผ่นโรตีมาห่อให้แน่นเป็นชิ้น ๆ แล้วนำไปทอดในน้ำมันด้วยไฟปานกลาง จนสุกเหลืองกรอบ รับประทานกับน้ำจิ้มบ๊วย

“หมูสะเต๊ะ” เป็นเมนูของว่างที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอินโดนีเซีย ด้วยรสชาติที่อร่อยกลมกล่อมจนเป็นที่ถูกปากคนไทย จึงนิยมรับประทานเป็นอาหารว่าง ขั้นตอนการทำนั้นเริ่มจากการนำเครื่องเทศประกอบด้วย ลูกยี่หร่า ข่า ตะไคร้ ลูกผักชี โขลกรวมกันแล้วนำไปผสมกับผงขมิ้น ผงกะหรี่ น้ำสัปปะรด พริกไทยป่น หัวกะทิ น้ำตาล เสร็จแล้วนำหมูหั่นเป็นแผ่นบางลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นจึงนำไปแช่ตู้เย็นไว้สักพักเพื่อให้เครื่องเทศซึมเข้าในเนื้อหมู เมื่อจะรับประทานก็นำหมูมาเสียบเป็นไม้ๆแล้วย่างด้วยไฟอ่อนจนสุก รับประทานกับน้ำจิ้มซึ่งจะมีสองชนิดรับประทานด้วยกัน คือน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะที่ทำมาจากพริกแกงเผ็ด ถั่วลิสง กะทิ น้ำมะขามเปียก และน้ำตาลปี๊บ และน้ำจิ้มอาจาด ที่มีน้ำส้มสายชูเกลือน้ำตาลทราย แตงกวาหั่นชิ้น พริกและหอมแดงซอย ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของหมูสะเต๊ะที่เข้ากันได้เป็นอย่างดี

อาหารว่างแบบไทยมักจะมีขั้นตอนในการทำที่ละเอียดอ่อน รสชาติกลมกล่อม มีหน้าตาน่ารับประทาน อาจเป็นของหวานแบบขนมหรืออาหารคาวที่นำมาประยุกต์เป็นอาหารว่างได้เช่นกัน

อาหารถิ่นล้านนา อาหารเหนือของไทยรสชาติประทับใจไม่รู้ลืม

ถ้านึกถึงประเทศไทยช่วงฤดูหนาว บรรยากาศหมอกลอยจาง ๆ พร้อมสูดกลิ่นไอของอากาศบริสุทธิ์ หลายคนต้องนึกถึงภาคเหนือเป็นสถานที่แรก ๆ และออกเดินทางเพื่อไปสัมผัสบรรยากาศลมหนาวเย็นที่เหนือ เมื่อเรามาเยือนเมืองเหนือถิ่นล้านนาทั้งที สิ่งที่จะพลาดไม่ได้คืออาหารเหนือ อาหารเฉพาะถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชวนให้หลงใหล บอกได้คำเดียวเลยว่า “ลำแต้ ๆ”ซึ่งคำว่า “ลำแต้ ๆ” เป็นภาษาถิ่นของภาคเหนือซึ่งแปลว่า “อร่อยจริง ๆ” นั่นเอง มาไกลถึงเมืองเหนือต้องอย่าพลาดรับประทานอาหารนิยมยอดฮิต มีทั้งอาหารจานเดียว เมนูแบบกับข้าว และเครื่องจิ้ม รสชาติเข้มข้นแบบต้นฉบับ หลากหลายจนรับประทานกันได้ไม่มีเบื่อแน่นอน

เมนูที่หลากหลายและรสชาติที่กลมกล่อมแบบสไตล์ล้านนา

อาหารเหนือต้องเริ่มที่เมนูนี้เลย ข้าวซอยไก่ กับน้ำพริกข้าวซอยที่ทำเอง รสชาติเข้มข้น จะใช้บะหมี่เหลืองทอดกรอบ รับประทานกับน่องไก่คำใหญ่ต้มจนเปื่อย เนื้อนุ่มจนละลายในปากกันเลย เมื่อจะรับประทานก็จะบีบมะนาวแล้วแกล้มด้วยหอมแดงและผักกาดดองเพื่อรสชาติที่กลมกล่อมยิ่งขึ้น

“ขนมจีนกับน้ำเงี้ยว”  เมนูที่อร่อยมาก ๆ บางร้านจะลงมือทำเส้นขนมจีนเอง ถ้าอยากกินแบอร่อย ๆ ต้องเลือกร้านที่ทำขนมจีนเองสด ๆ จะยิ่งดี น้ำเงี้ยวนั้นจะนำเอากระดูกหมูไปเคี่ยวจนเนื้อหมูเปื่อยนุ่ม ทำให้กินได้ ส่วนน้ำพริกแกงที่ใช้ทำน้ำเงี้ยว จะมีกลิ่นหอมจัดจ้าน รสเข้มข้นเข้ากันกับน้ำน้ำซุป เท่านี้จะได้กินขนมจีนน้ำเงี้ยวแสนอร่อย ที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวทางภาคเหนือ

ต่อกันที่ “ไส้อั่ว” เป็นอาหารพื้นเมืองของทางภาคเหนือ ทำจากเนื้อ หมูบด ผสมพริกแห้ง กระเทียม ขมิ้น ข่า ใบมะกรูด หอมแดง และเครื่องปรุงรส แล้วใส่ไปในไส้อ่อนของหมูที่ล้างทำความสะอาดไว้ เมื่อนำไปย่างก็จะได้ไส้อั่วแสนอร่อย กลิ่นหอมชวนรับประทานแล้ว

สุดยอดเมนูเด็ดอีกหน่งอย่าง ที่หลายคนนิยมซื้อกลับติดไม้ติดมือไปฝากคนที่บ้าน เมนูนี้ถือว่าเป็นเครื่องจิ้มพื้นบ้านแท้ ๆ นั่นคือ “น้ำพริกหนุ่ม” วิธีการทำนั้นจะเอาพริกหนุ่มไปย่างจนหอม แล้วจึงโขลกรวมกับหอมแดง กระเทียม ปรุงรสด้วยเกลือ แล้วโรยด้วยต้นหอมกับผักซี จัดเป็นของอร่อยประจำครัวของคนเหนือเลยทีเดียว

“แกงอ่อมหมู” เมนูอุ่น ๆ แบบนี้เข้ากันดีกับอากาศหนาว ๆ ใช้รับประทานแก้หนาวได้อย่างดี
โดยแกงอ่อมหมู ใส่หมูสามชั้นและเครื่องในมาพร้อมน้ำพริกแกงอ่อมสูตรต้นตำหรับพื้นบ้านทางเหนือ รับประทานกับขนมจีนยิ่งทำให้อร่อยกลมกล่อมยิ่งขึ้นไปอีก ใครที่เบื่อแกงอ่อมแบบของภาคอีสานก็ลองเปลี่ยนมาลองรับประทานแกงอ่อมสไตล์เหนือกันบ้างก็ได้

อาหารเหนือที่รสชาติอร่อยกลมกล่อม อากาศที่เต็มไปด้วยโอโซนกับทิวทัศน์สวยงามน่ามอง เมื่อมีโอกาสได้มาเยือนก็อย่าพลาดที่จะแวะจอดรถชิมอาหารเหนือกัน บอกเลยว่าอาหารเหนือมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนที่อื่น เพราะมีอาหารพื้นบ้านมากมาย ที่น่ารับประทาน นี้แค่ส่วนหนึ่งของอาหารเหนือที่คนไปเที่ยวต้องแวะทานให้ได้ ไม่อย่างนั้นอาจจะเรียกว่ามาไม่ถึงเมืองเหนือ

ซีฟู้ด อาหารอร่อย สด ๆ จากทะเล ที่หากินได้ทั่วไป

ทะเล เป็นสถานที่พักผ่อนที่เรามักนึกถึงเป็นที่แรก เมื่อมีเวลาว่างหรือต้องการไปท่องเที่ยวสถานที่สวย ๆ กับเพื่อน ครอบครัว หรือคนรู้ใจ เพราะนอกจากวิวทิวทัศน์ที่สวยงามสบายตาแล้ว ยังมีกิจกรรมให้เราได้สนุกสนานไปกับกิจกรรมนั้น ๆ ด้วย เช่น การว่ายน้ำ การเล่นเรือสปีดโบ๊ท การดำน้ำชมปะการัง เป็นต้น แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ดึงดูดใจให้อยากเดินทางไปสัมผัส นั่นก็คือ แหล่งอาหารทะเลซึ่งมีความสดใหม่ นำมาประกอบอาหารให้บริการแก่ผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารชนิดนี้ด้วยนั่นเอง

หลายคนชื่นชอบบรรยากาศยามเย็นนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินลับขอบฟ้า และได้เพลิดเพลินอาหารทะเลที่อร่อยสดใหม่เต็มคำ ช่วยผ่อนคลายความเครียดและอ่อนล้าจากการทำงานได้เป็นอย่างดี วัตถุดิบจากทะเลนำมาประกอบอาหารซีฟู้ด อาทิเช่น กุ้ง หอย ปู หรือปลา นำมาปรุงเป็นเมนูรสเด็ดได้หลากหลาย

เริ่มต้นกันด้วย เมนูกุ้งย่าง เป็นเมนูที่สามารถปรุงรับประทานได้ง่าย เพียงแค่นำกุ้งมาล้างน้ำให้สะอาดโดยไม่ต้องปอกเปลือก แล้วนำไปวางย่างบนเตาไฟสักครู่ จนตัวกุ้งเปลี่ยนเป็นสีส้มทั่วทั้งตัวก็พร้อมรับประทาน กุ้งเผาที่สดใหม่จะมีเนื้อที่หวานและแน่น รับประทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดส์ ซึ่งใช้พริกขี้หนูตำกับกระเทียมปรุงรสด้วยมะนาวและน้ำปลาให้รสชาติที่เผ็ดและเปรี้ยว เข้ากันได้ดีกับเนื้อกุ้งที่หวานอย่างลงตัว

เมนูต้มยำกุ้ง ซึ่งจัดว่าเป็นเมนูที่เป็นที่ถูกปากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ เมนูนี้จะใช้การต้มกุ้งในน้ำเดือดที่ประกอบไปด้วยเครื่องสมุนไพรต้มยำ แล้วจึงปรุงรสด้วยพริกสดบุบพอแตก เติมรสชาติด้วยมะนาว น้ำปลาและเครื่องปรุงรส ให้มีรสชาติเปรี้ยวเค็มและเผ็ดนิดหน่อย อาจมีการเพิ่มความอร่อยกรอบโดยการใส่เห็ดฟางเพิ่มด้วย ถือเป็นเมนูที่อร่อยครบรส

เมนูปลากะพงทอดน้ำปลา จะใช้ปลากะพงขนาดกำลังพอดีหมักด้วยเครื่องปรุงแล้วนำมาทอดให้เหลืองกรอบ ราดด้วยน้ำปลาที่ปรุงให้มีรสเค็มและหวานเล็กน้อย จะกินคู่กับน้ำยารสชาติจัดจ้าน มีการใส่มะม่วงเปรี้ยวซอยลงไปเพื่อเพิ่มรสชาต

เมนูปูผัดผงกะหรี่ เริ่มด้วยการนำปูมาหั่นเป็นชิ้น ๆ แล้วผัดเข้ากับผงกะหรี่กลิ่นหอม ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงและโรยใบขึ้นฉ่ายลงไปเป็นขั้นตอนสุดท้าย ทำให้ได้กลิ่นที่หอมและรสชาติเนื้อปูอันเป็นเอกลักษณ์เข้ากันได้เป็นอย่างดี

เมนูยำปูม้า เป็นเมนูที่ใช้ความอร่อยของเนื้อปูมาผสมกับรสชาติจัดจ้านในแบบของยำ นิยมใช้ปูม้าสดล้างให้สะอาดนำไปแช่เย็นจนเนื้อปูเริ่มแข็งตัวเมื่อจะรับประทานก็นำมาใส่ในน้ำยำที่ประกอบไปด้วยพริกมะนาวกระเทียมและเครื่องปรุงรสต่างๆคลุกเคล้าให้เข้ากัน เข้ากันดีกับรสหวานของเนื้อปูม้าอย่างกลมกล่อม

หลายคนชื่นชอบบรรยากาศยามเย็นนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินลับขอบฟ้า และได้เพลิดเพลินอาหารทะเลที่อร่อยสดใหม่เต็มคำ ช่วยผ่อนคลายความเครียดและอ่อนล้าจากการทำงานได้เป็นอย่างดี

เครื่องแกงไทย มนต์เสน่ห์มัดใจไม่แพ้ชาติใดในโลก

คนไทยเรามักคุ้นเคยกับอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นเครื่องแกง เนื่องจากเป็นอาหารที่สืบทอดวิธีปรุงเมนูนี้กันมาจากรุ่นสู่รุ่น และในปัจจุบันก็สามารถซื้อหามารับประทานได้ง่าย เนื่องจากอาหารไทยโดยส่วนใหญ่ จะเป็นอาหารที่ทำมาจากเครื่องแกงเป็นวัตถุดิบหลักหลากหลายเมนู เช่น แกงเผ็ด แกงคั่ว ฯลฯวันนี้เราจะพามารู้จักเครื่องแกงชนิดต่างๆ ที่ใช้ปรุงเป็นอาหารไทย จะมีความเหมือนหรือต่างกันในองค์ประกอบเพื่อให้เข้ากันกับรสชาติของเมนูนั้น ๆ สันนิษฐานว่าเครื่องแกงไทยนั้น มีมานานตั้งแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ 2 และมีพื้นฐานมาจากอาหารอินเดียอีกด้วย

เครื่องแกงไทยนั้นมีมากมายหลายชนิด แตกต่างไปตามวัตถุดิบที่ใช้ประกอบเมนูนั้น ๆ

เครื่องแกงสูตรเด็ดที่เรามักจะได้รับประทานประจำอย่างเช่น เครื่องแกงเผ็ด เครื่องแกงคั่ว เครื่องแกงพะแนง และ เครื่องแกงมัสมั่น เนื่องจากสามารถประยุกต์วัตถุดิบที่ใช้นำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย และเป็นที่คุ้นเคยและถูกปากคนไทยมาอย่างยาวนาน

ขั้นตอนที่พิถีพิถันนำมาซึ่งรสชาติที่กลมกล่อม

เครื่องแกงเผ็ด มีวัตถุดิบหลัก ๆ คือ หัวหอมแดง หัวกระเทียม ตะไคร้ซอย ผิวมะกรูดซอย ข่าซอย พริกแห้ง กะปิ เกลือป่น รากผักชี ลูกผักชี และยี่หร่า ต่อมาเป็นเครื่องแกงคั่ว จะมีส่วนผสมเหมือนเครื่องแกงเผ็ดแต่จะไม่ใส่รากผักชี ลูกผักชีและยี่หร่า แต่จะเพิ่มพริกไทยมาแทน สำหรับเครื่องแกงพะแนง จะใช้ส่วนผสมทั้งของเครื่องแกงเผ็ดและเครื่องแกงคั่วรวมกัน และสุดท้ายเครื่องแกงมัสมั่น จะใช้ส่วนผสมเหมือนแกงพะแนงแต่จะเพิ่มลูกจันทร์และอบเชยเข้ามาด้วย โดยวิธีการทำเครื่องแกงจะใช้การโขลกส่วนผสมทั้งหมดรวมกันให้ละเอียดจนเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อเสร็จแล้วจะได้เครื่องแกงที่มีกลิ่นหอมและอุดมไปด้วยคุณค่าจากสมุนไพร

เมนูอาหารไทยที่ต้องใช้พริกแกงมีมากมายหลากหลายเมนู เช่น แกงเผ็ดเป็ดย่าง แกงคั่วหอยแมลงภู่ แกงพะแนงหมู แกงมัสมั่นไก่ เป็นต้น

เครื่องแกงไทย ใส่ความอร่อยและคุณค่าสมุนไพรไทย

ตัวอย่างส่วนผสมในเครื่องแกงและประโยชน์ทางสมุนไพรอาทิเช่น “พริก” ช่วยระบบเผาผลาญของร่างกาย อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งได้ “กระชาย” มีคุณสมบัติช่วยบำรุงมดลูก บำรุงเส้นผม และช่วยในการทำงานของไต “ใบมะกรูด” ช่วยบำรุงสมอง ช่วยขับลม สามารถลดอาการบวมน้ำ และลดความดัน “กระเทียม” ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยย่อยอาหาร และลดคลอเรสเตอรอล บำรุงหัวใจ “หัวหอม” ช่วยให้เจริญอาหาร ความจำดี บำรุงโลหิต “ข่า” ช่วยฆ่าเชื้อรา แบคทีเรีย ขับลมแก้ท้องเฟ้อ “ตะไคร้” ช่วยลดการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ ลดอาการเกิดกรดยูริคหรือโรคเก๊าท์ได้ และ “พริกไทย” ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก บรรเทาอาการไอและช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารซึ่งมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักตัว ซึ่งสรรพคุณเหล่านี้รวมตัวอยู่ในเครื่องแกงอย่างครบครัน

จะเห็นได้ว่าส่วนประกอบในเครื่องแกงไทยมักจะประกอบไปด้วยวัตถุดิบที่มีคุณค่าทางด้านสมุนไพร เมื่อรวมกันแล้วนำมาประกอบอาหารจึงทำให้ผู้รับประทานไม่เพียงแต่ได้รสชาติความอร่อยกลมกล่อม ตามแบบฉบับของอาหารอันประกอบด้วยเครื่องแกงไทย แต่ยังได้รับประโยชน์จากส่วนผสมเครื่องแกงเหล่านี้ควบคู่กันไปอีกด้วย

ผัดกะเพราและข้าวผัด อาหารจานด่วน เมนูเร็วทันใจกับรสชาติที่หลายคนคุ้นเคย

พูดถึงอาหารจานด่วน หลาย ๆ คนคงนึกถึง ข้าวผัดกะเพราและข้าวผัดเป็นอย่างแรก ซึ่งอาหารสองเมนูนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการรับประทานอะไรที่ง่าย ๆ สามารถเลือกใส่วัตถุดิบที่หลากหลาย และมีรสชาติอร่อย ภายในเวลาอันรวดเร็ว มีขั้นตอนและวิธีการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และสามารถทำรับประทานเองได้ที่บ้าน ตามมารู้จักเมนูอาหารจานด่วนนี้กันเลย

ผัดกะเพรา เมนูรสจัดจ้าน

ผัดกะเพราเริ่มเป็นที่นิยมประมาณราว ๆ ปี 2490-2500 เป็นอาหารที่ดัดแปลงมาจากเมนูแกงป่า โดยการนำเนื้อมาผัดกับกระเทียมและเต้าเจี้ยวดำ ใส่ใบกะเพราและพริกลงไป และนำมาวางราดบนข้าวรับประทานกับไข่ดาว ซึ่งในปัจจุบันเราไม่นิยมใส่เต้าเจี้ยวดำในผัดกะเพราแล้ว

ข้าวผัด เมนูอร่อยกลมกล่อม

สำหรับข้าวผัดนั้นสันนิษฐานกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน เกิดจากการนำเอาข้าวเย็นที่เหลือมาผัดรวมกับส่วนผสมอื่น ๆ ที่มีอยู่ จนกลายเป็นเมนูใหม่ขึ้นมา จากนั้นชาวจีนได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานยังประเทศต่าง ๆ แต่ละประเทศก็ปรับปรุงสูตรเมนูข้าวผัดให้เข้ากับรสชาติที่เป็นที่ชื่นชอบของประเทศนั้น ๆ

เมนูอาหารจานด่วนทำง่ายไม่ยุ่งยาก หรือจะสั่งมารับประทานก็ไม่ต้องรอนาน

ขั้นตอนและวิธีการทำผัดกะเพรานั้น เริ่มจากการนำกระเทียมและพริกบุบพอแตกมาผัดเข้าด้วยกันกับเนื้อสัตว์ที่ต้องการทำผัดกะเพรา เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว กุ้ง ปลาหมึก หอยแมลงภู่ ปลา หรือเนื้อปูและเนื้อสัตว์อีกหลายชนิดที่สามารถนำมาทำผัดกะเพราได้ สำหรับบางท่านหรือบางร้านอาจจะใส่วัตถุดิบอื่นเพิ่มเติมด้วย เช่น ถั่วฝักยาว ข้าวโพดอ่อนและหอมหัวใหญ่ ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงต่างๆ เช่นน้ำปลา ซีอิ๊วดำ น้ำตาล ผงชูรส ฯลฯ อาจมีการเติมน้ำสต๊อกพอขลุกขลิก นำมาราดบนข้าวสวยร้อน ๆ นิยมรับประทานคู่กับไข่ดาวเพื่อดับความเผ็ดร้อนอีกด้วย

ส่วนข้าวผัดก็จะมีขั้นตอนและวิธีการทำ โดยการนำข้าวสวยไปผัดกับเครื่องปรุงต่าง ๆ เช่น ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ น้ำพริก ซีอิ๊วดำ ซอสถั่วเหลือง จากนั้นนำเนื้อสัตว์ต่าง ๆ มาใส่ลงไป เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ กุ้ง ปลาหมึก เนื้อปู เป็นต้น อาจเพิ่มไข่ลงไปในขั้นตอนของการผัดด้วย เมื่อจะนำมารับประทานจะใช้มะนาวบีบเพื่อเพิ่มรสชาติ มีแตงกวาหั่นชิ้นและต้นหอมเป็นเครื่องเคียง มักจะเรียกชื่อเมนู ตามส่วนผสมที่ใส่ลงไปผัด เช่น ข้าวผัดหมู ข้าวผัดไก่ ข้าวผัดปู

ตอบสนองความต้องการในยุคสมัยที่เร่งรีบ

ด้วยขั้นตอนที่รวดเร็วและวิธีทำที่ไม่ยุ่งยาก ทั้งยังคงไว้ซึ่งรสชาติความอร่อยของเมนูอาหารจานด่วนนี้ จึงไม่แปลกที่สองเมนูนี้จะเข้าไปอยู่ในใจของใครหลายคน ชนิดที่ว่ารับประทานกันได้ทุกวันติดต่อกันก็ยังไม่รู้สึกเบื่อกันเลย อาจเป็นอาหารที่ดูไม่มีความพิเศษหรือแปลกใหม่ แต่ก็มีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาอย่างยาวนานจนถึงทุกวันนี้

อาหารเช้าแบบไทย ๆ  ที่หาทานง่าย อิ่มสบายท้องยามเช้า

ช่วงเวลาเช้าเป็นเวลาเร่งรีบของใครหลาย ๆ คน แต่หากตอนตื่นเช้ามาแล้วไม่ได้ทานอะไรเข้าไป ก็อาจทำให้ผู้ใหญ่วัยทำงานคิดงานไม่ออก หรือเด็กนักเรียนอาจจะเรียนอะไรไม่รู้เรื่องเอาได้ เพราะมัวแต่มานั่งหิวจนแสบท้อง อีกทั้งระบบของร่างกายมนุษย์จำเป็นต้องใช้พลังงานจากอาหารเช้า เราจึงนิยมการหาซื้อหรือทำอาหารง่าย ๆ รองท้องไว้ก่อนเริ่มภารกิจระหว่างวัน และด้วยความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารการ กินในประเทศไทย เราจึงมีตัวเลือกของอาหารเช้าหลากหลายมารับประทานกันในทุก ๆ เช้า

อาหารเช้ายอดนิยมอย่างแรก ๆ ที่นึกถึงน่าจะหนีไม่พ้น ข้าวต้ม โจ๊ก และต้มเลือดหมู หรือเกาเหลาเลือดหมูนั่นเอง  หลายคนรับประทานประจำทุกวันจนแทบไม่ต้องมานั่งนึกถึงเมนูอื่น

ข้าวต้ม คือข้าวที่นำมาหุงด้วยวิธีการใส่น้ำให้มากกว่าเวลาหุงข้าวแบบปกติ ต้มจนข้าวสุกและมีความนิ่มมากกว่า และมีการใส่วัตถุดิบที่แตกต่างกัน เช่น ข้าวต้มหมู ข้าวต้มปลา ข้าวต้มกุ้ง เป็นต้น ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงต่าง ๆ จนได้รสชาติที่กลมกล่อม โรยหน้าด้วยต้นหอมผักชี หรือผักขึ้นฉ่ายเพื่อเพิ่มความหอม ตามด้วยการใส่กระเจียมเจียวก่อนรับประทานด้วย อาจมีการปรุงรสเพิ่มตามความชอบด้วยเครื่องปรุงเช่น พริกป่น พริกดองน้ำส้มสายชูฯลฯ อีกด้วย

ส่วนโจ๊กนั้นมีต้นกำเนิดจากประเทศจีน ทำมาจากข้าวเช่นกัน แต่จะแตกต่างกันตรงที่ใช้ส่วนของปลายข้าวมาทำ เนื่องจากจะต้องให้ละลายเข้ากับน้ำซุปที่ใช้ต้มจนเป็นเนื้อเดียวกัน โจ๊กนิยมใส่เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ลงไปด้วยเช่น หมูบดที่มีความนุ่มเด้ง หมูสับหมักกับเครื่องเทศเช่น ซอสปรุงรส กระเทียมพริกไทยตำละเอียด ฯลฯ แต่จะไม่นิยมใส่หมูเป็นชิ้น ๆ อาจเปลี่ยนจากเนื้อหมูเป็น เนื้อไก่ กุ้ง เครื่องในหมู หรือเนื้อปลา จะใส่ไข่หรือไม่ใส่ก็ได้ตามความชอบ เสร็จแล้วโรยหน้าด้วยต้นหอมซอย ขิงซอย โจ๊กมักจะปรุงให้มีรสชาติค่อนข้างอ่อน เมื่อจะรับประทานสามารถปรุงรสเพิ่มอีกได้

อาหารอีกชนิดที่เรามักจะพบเห็นได้บ่อย ๆ ในตอนเช้า นั่นคือต้มเลือดหมูหรือเกาเหลาเลือดหมู เป็นอาหารไทย ประกอบด้วย เครื่องในหมู เช่น ตับหมู หัวใจหมู กระเพาะหมู ไส้อ่อนและไส้ใหญ่ รวมถึงเลือดหมู และผักยอดอ่อน เช่น ตำลึง จิงจูฉ่าย หรือในปัจจุบันใช้ผักกาดหอมแทนได้ ต้มในน้ำซุปกระดูกหมู โรยด้วยพริกไทยป่นนิดหน่อย มักนิยมรับประทานกับข้าวสวยและมีการเพิ่มเครื่องปรุงอื่น ๆ เมื่อจะรับประทานตามความชอบ เช่น พริกป่น เป็นมื้อเช้าอีกหนึ่งมื้อที่นับว่าอร่อยและครบคุณค่ากันเลยทีเดียว

เพราะ “อาหารเช้า” คือมื้อสำคัญ เราจึงไม่ควรมองข้ามและละเลยการรับประทานอาหารเช้า

เมนูอาหารเช้ายอดนิยมนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้มีเวลาน้อย แต่ไม่อยากพลาดการรักษาสุขภาพ และช่วยเสริมสร้างระบบการเผาผลาญให้เป็นปกติ แถมด้วยรสชาติที่อร่อยรับประทานง่ายจนเป็นที่ติดใจของหลายคน อีกทั้งยังสามารถทำทานได้เอง ถือเป็นเมนูที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัวอย่างแท้จริง

“ข้าวเกรียบเตา” ขนมอินดี้ของดีเมืองแพร่ ขนมหายากที่อยากบอกต่อ

พามารู้จักขนมของ จ.แพร่ เตาบ้านนาคูหา ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง ห่างจากตัวเมืองแพร่ประมาณ 20  กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านท่ามกลางภูเขา ติดอันดับ 1ใน 7 จังหวัดในประเทศไทยที่มีอากาศและโอโซนที่ดีที่สุด และเป็นสถานที่ตั้งของพุทธอุทยานหุบผาสวรรค์หรือวัดพระธาตุอินทร์แขวนอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพนับถือของชาวจังหวัดแพร่

วัตถุดิบหลักที่นำมาทำขนมชนิดนี้ คือ “เตา” แต่ไม่ใช่เตาที่ใช้ประกอบอาหารอย่างที่เข้าใจกัน แต่เป็นสาหร่ายชนิดหนึ่ง ซึ่งจะเติบโตและอุดมสมบูรณ์มากในพื้นที่แห่งนี้

“เตา” ที่นำมาทำขนมนี้ก็คือ “สาหร่ายสีเขียว” ซึ่งจะมีในภาคเหนือและภาคตะวันออก คนที่นี่จะเรียกว่า “เตา” หรือ “เทา” ส่วนในบางพื้นที่จะเรียกว่า “เทาน้ำ” เป็นพืชตระกูลสาหร่ายที่มีลำต้นเป็นเส้นตรงยาว จะมีสีเขียว ผิวสัมผัสลื่น ซึ่งเตาจะอาศัยอยู่ในน้ำสะอาด มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะธาตุเหล็ก ที่สูงถึง 33.9% และยังอุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

“บ้านนาคูหา” แหล่งเพาะเลี้ยงเตาแบบธรรมชาติ

ด้วยความเป็นธรรมชาติที่ติดอันดับของที่นี่ จึงทำให้เกิดแหล่งเพาะเลี้ยงเตาแบบธรรมชาติ ซึ่งจะมีสายน้ำจากบนภูเขา ที่เป็นน้ำสะอาดไหลลงสู่แหล่งน้ำที่เต็มไปด้วยเตา และน้ำนี้จะไหลต่อไปยังน้ำตก จึงทำให้เกิดสาหร่ายชนิดนี้มากมายจนสามารถนำมาทำขนมขึ้นชื่อของที่นี่ นั่นก็คือ “ข้าวเกรียบเตา”

ข้าวเกรียบเตา ทำมาจากเตาหรือสาหร่ายน้ำจืด ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านนำมาเพาะเลี้ยงไว้ในบ่อน้ำสะอาด จึงเป็นแห่งเดียวในประเทศไทย ที่เลี้ยงเตาขายเป็นอาชีพเสริม โดยมีอาชีพหลักคือการทำเมี่ยง สำหรับขั้นตอนการทำขนมชนิดนี้เริ่มจากนำเตามาล้างให้สะอาด จากนั้นใช้แป้งผสมให้เข้ากันจนเกิดเป็นสีเขียวธรรมชาติของเตา จากนั้นทำให้เป็นแท่งยาว ด้วยการปั้น ใช้ใบตองห่อแล้วนำมาทำให้สุกด้วยการนึ่ง แล้วนำเข้าตู้เย็นจนกลายเป็นก้อนแข็ง  เพื่อนำมาหั่นให้เป็นชิ้น ขั้นตอนต่อไปจะนำไปวางตากแดดจนแห้ง จากนั้นจึงนำมาทอดให้กรอบในน้ำมัน ก็จะได้ข้าวเกรียบเตาที่อร่อย หากทำขายก็จะนำมาบรรจุลงถุง เพื่อวางขายในร้านค้าภายในหมู่บ้าน ซึ่งปัจจุบันนี้ขายดีกว่าสินค้าชนิดอื่น จนทำให้บางครอบครัวในหมู่บ้านเลิกทำเมี่ยงแล้วหันมาทำข้าวเกรียบเตาขายสร้างรายได้เป็นอย่างดี ทำให้มีรายได้เข้าสู่หมู่บ้านและชุมชน ยิ่งถ้าเป็นช่วงเทศกาล จะมีนักท่องเที่ยวมาไหว้พระที่วัดพระธาตุอินทร์แขวน ส่งผลให้ข้าวเกรียบเตาขายดี โดยส่วนใหญ่จะซื้อไปรับประทานเองหรือเป็นของฝาก รสชาติที่แตกต่างจากข้าวเกรียบทั่วไป

ด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ มีความกรุบกรอบ และกลิ่นหอมชวนรับประทาน ส่วนรสชาติจะเค็มนิด ๆ กำลังพอดี จึงทำให้ข้าวเกรียบเตา จากบ้านนาคูหา เป็นของดีเมืองแพร่ที่ได้ทานแล้วรับรองจะติดใจ

ชวนมาลิ้มชิมรสอาหารไทยโบราณ…ถึงชื่อจะแปลกหูไปหน่อยแต่ก็อร่อยจนอยากบอกต่อ

วันนี้จะพามารู้จักกับอาหารไทย แน่นอนว่าไม่ใช้อาหารไทยที่กินกันเป็นประจำในทุกวัน แต่เป็นอาหารไทยโบราณที่แค่ได้ยินชื่อก็ต้องขอให้พูดซ้ำอีกรอบ ถึงแม้ชื่อจะแปลกหูไปบ้างแต่เรื่องรูปร่างหน้าตา กลิ่นรส และสีสันไม่แปลกอย่างแน่นอน การันตีด้วยชื่ออาหารไทยโบราณที่ขนาดอาหารไปทั่วไปที่กินเป็นประจำ ชาวต่างชาติต่างภาษาเมื่อได้ลองชิมก็ยกนิ้วบอกว่าเยี่ยมกันเกือบจะทุกราย แล้วนี่เป็นอาหารโบราณที่มีขั้นตอนซึ่งต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด และต้องให้ประณีตสวยงาม บางเมนูถึงกับมีการแกะสลักผักผลไม้ที่ใช้ปรุงหรือใช้กินเป็นเครื่องเคียง ตอนนี่คงอยากรู้แล้วสิว่ามีเมนูอะไรก็บ้างตามมาดูกัน

เริ่มด้วยเมนูแรกชื่อ“แกงหมูตะพาบน้ำ” เป็นแกงไทยโบราณที่ไม่ได้ใช้เนื้อตะพาบมาใช้ในการปรุง แต่ใช้เนื้อหมูแทน แกงหมูตะพาบน้ำมีลักษณะเป็นแกงกะทิค่อนข้างข้น และสีออกเหลืองทองอมส้มนิดน้อย โดยวิธีทำก็แสนจะไม่ยุ่งยาก แค่นำพริกแดงแห้งเอาเม็ดออกแช่น้ำจนนิ่ม เกลือป่น ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด หอมแดงกระเทียมปลอกเปลือก ลูกผักชีลูกยี่ร่าป่น กะปิ นำมาโขลกหรือปั่นรวมกันจนได้พริกแกงเนื้อละเอียด แล้วนำมาผัดกับหัวกะทิ ผัดจนกะทิแตกมัน ใส่เนื้อหมูหั่นชิ้น และหนังหมูขูดขนหั่นเส้นที่ต้มสุกแล้วลงไป ผัดให้เข้ากัน ใส่หางกะทิ จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะขามและน้ำตาลปี๊ด ใส่มะอึกผ่าสี่ สุดท้ายใบมะกรูดฉีดและพริกชี้ฟ้าแดงหั่นเฉียง หรือจะใส่เป็นพริกชี้ฟ้าแดงแกะสลักเป็นรูปดอกไม้ เพื่อเพิ่มความสวยงามของจานอาหารก็ได้เช่นกัน พอเดือดก็ปิดไฟตักขึ้นเสิร์ฟได้

ต่อมาจะเป็นเมนูอาหารเบา ๆ รสชาติไม่หนักมากนักชื่อเมนูว่า “ข้าวต้มสาคู” ซึ่งเป็นเมนูที่มีมาเกือบร้อยปี โดยชื่อข้าวต้มสาคูปรากฏในกาพย์เห่ชมเครื่องว่างในรัชกาลที่ 6 ข้าวต้มสาคูทำจากสาคูเม็ดใหญ่ แครอทหั่นเต๋าเล็ก ฟักทองปลอกเปลือกหั่นเต๋าเล็กและเม็ดถั่วลันเตา ซึ่งทั้งหมดต้มสุกแล้วใส่ลงในน้ำซุปไก่ จากนั้นใส่เนื้ออกไก่ฉีกต้มสุก ต้มจนเดือดเบาๆระวังอย่างให้น้ำขุ่น สุดท้ายปรุงรสด้วยซีอิ้วขาวเล็กน้อย เวลาจะกินก็ตักใส่ถ้วยโรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว พริกไทยป่น ขนมปังตากแห้งหั่นเต๋าทอดเล็ก และใบขึ้นฉ่ายซอยเป็นอันเสร็จได้ข้าวต้มหอม ๆ รสชาติเบา ๆ เหมาะสำหรับเป็นอาหารเช้าทานได้ทุกเพศทุกวัย

อาหารไทยโบราณยังมีอีกหลายร้อยเมนู แถมแต่ละภูมิภาคก็มีชื่อและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะจาน ล้วนแสดงให้เห็นว่าการปรุงอาหารที่เกิดขึ้นในสมัยก่อน ไม่ใช่เป็นเพียงเพื่อการบริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอีกอย่างหนึ่ง งานศิลป์ที่ผู้รับสามารถรับรู้และชื่นชมได้ทั้งในรูป รส กลิ่นและสัมผัสในคราวเดียวกัน

 

ชวนมารู้จักลักษณะของว่างอย่างไทย…..อีกมนต์เสน่ห์ของไทยกับเมื่อครั้งโบราณ

คนไทยในสมัยก่อน นอกจากจะกินอาหารคาวหวานกันในแต่ละมื้ออาหารแล้ว ในระหว่างวันหากมีอาการหิวจนท้องร้อง ก็ยังมีของว่างหรืออาหารว่างเตรียมไว้บรรเทาอาการหิว เพื่อรอกินอาหารคาวหวานในมื้ออาหารหลักถัดไป โดยเมนูอาหารว่างของไทยที่ถูกปรุงขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มักจะมีลักษณะรูปร่างหน้าตาเป็นชิ้นพอดีคำ สามารถหยิบกินได้สะดวก รสชาติก็มักจะออกหวานนำเค็มตาม หรือจะออกรสหวานเค็มเด่นพอดีกัน บางเมนูอาจจะมีรสเปรี้ยวมาแทรกบ้าง เพื่อลดอาการเลียนเมื่อต้องกินหลาย ๆ ชิ้นติดต่อกัน ตัวอย่างเช่น

ม้าฮ่อ” ถึงชื่อเมนูนี่จะมีคำว่าม้า แต่ส่วนผสมหลักในการปรุงกลับเป็นพวกผักผลไม้ โดยม้าฮ่อเป็นของว่างไทยโบราณที่ผสมผสานระหว่างวัตถุดิบผลไม้รสเปรี้ยวและเนื้อสัตว์ออกมาได้อย่างลงตัว ซึ่งสวยงามประณีตทั้งรูป รส และกลิ่นเชิญชวนดึงดูดใจให้อยากลองหยิบเข้าปากสักคำ โดยวิธีการม้าฮ่อก็แสนเรียบง่ายเพียงใช้ผลไม้รสเปรี้ยว อาทิ ส้มเขียวหวาน ส้มโอ มะเฟือง มะยงชิด สับปะรด ฯ ตามแต่ใจจะปรารถนา นำมาปลอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ด้านบนวางทับด้วยไส้ที่ทำจากเนื้อหมูบด กุ้งสดบด ถั่วสิสงคั่ว หอมแดง และเครื่องเทศมาผัดให้เข้ากัน แล้วปรุงรสหวานเค็มจากนั้นกวนไปเรื่อย ๆ จนเหนียวแล้วค่อยนำมาปั้นเป็นลูกกลม ๆ สุดท้ายตกแต่งหน้าด้วยผักชีและพริกชี้ฟ้าซอย เพื่อเพิ่มความสะดวกในการหยิบกิน อาจใช้จิ้มฟันเสียบลงไปในแต่ละชิ้น แต่หากอยากเข้าถึงอารมณ์การกินขนมโบราณที่แท้จริง ก็สามารถใช้เพียงนิ้วมือสองนิ้วคีบหยิบเข้าปากก็ได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ลักษณะอาหารว่างไทยสิ่งที่สำคัญอีกสิ่งคงหนีไม่พ้นรูปร่างหน้าตาที่ประดิบประดอยจนสวยงามน่ากินซึ่งก็มีอยู่หลายเมนูด้วยกัน แต่มีเมนูหนึ่งที่แทบจะไม่ได้ยินชื่อแล้วในปัจจุบันนั้นคือ “ล่าเตียงและหรุ่ม” อาหารว่างไทยโบราณที่มีมานานแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีรูปร่างลักษณะน่าตาเป็นชิ้นเหลี่ยมน่ารักจุ๋มจิ๋มขนาดพอดีคำ กินแล้วไม่หนักท้องจนเกินไป โดย 2 เมนูนี่จะมีไส้เหมือนกันที่ทำจากหมูสับ กุ้งสับ หอมหัวใหญ่หั่นสี่เหลี่ยมเล็กผัดกับรากผักชี กระเทียม พริกไทยที่โขลกรวมกันแล้วปรุงรสให้ออกเค็มนำหวาน จากนั้นใส่ถั่วลิสงคั่วบุบลงไปผัดไปเรื่อย ๆ จนแห้ง สุดท้ายนำมาห่อด้วยไข่โดยไส้ที่ห่อด้วยไข่ที่มีลักษณะเป็นแผ่นจะเรียกว่า หรุ่ม ส่วนไส้ที่ห่อด้วยไข่ที่ทำเป็นแพคล้ายแหซึ่งสามารถมองเห็นไส้ด้านในได้จะเรียกว่า ล่าเตียง

ลักษณะของว่างไทยยังมีเอกลักษณ์อีกหลายอย่าง ที่ทำให้มีเสน่ห์ซึ่งหลายเมนูมีวิธีการทำก็ไม่ยากอย่างที่คิดสามารถนำมาทำเป็นกิจกรรมในยามว่าง แล้วถ่ายรูปผลงานที่ทำอวดเพื่อนผ่านโซเชียลก็ดูเก๋ไก๋ไปอีกแบบ