Category Archives: อาหารไทย

ขนมโบราณตามงานวัดที่กำลังเลือนรางไปจากเมืองไทย

ประเทศไทยมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นศาสนาอื่น เพราะพระมหากษัตริย์ทรงปกครองคนไทยในทุกศาสนาด้วยความเท่าเทียมกัน คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธมักมีความผูกพันกับวัด เพราะแรกเกิดก็ให้พระตั้งชื่อให้ ออกรถ งานบวช งานแต่ง หรืองานศพ ก็ล้วนแต่พึ่งพาการทำพิธีกรรมที่วัดทั้งหมด เรียกได้ว่ามีวัดวาอารามเป็นที่พึ่งทางใจตั้งแต่เกิดจนตายเลยก็ว่าได้ แต่วัดก็ไม่ได้มีไว้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอย่างเดียว ยังมีการใช้พื้นที่วัดในการจัดเทศกาลต่าง ๆ ซึ่งเรียกว่างานวัดนั่นเอง

โดยพื้นฐานงานวัดจะถูกจัดเนื่องจากมีการทอดกฐิน ซึ่งการทอดกฐินจะเกิดขึ้นภายในหนึ่งเดือนหลังออกพรรษา แต่ละวัดก็จะมีวันและระยะเวลาในการจัดที่แตกต่างกันไป จึงทำให้ชาวพุทธมีโอกาสทำบุญและเที่ยวงานวัดไปในตัว แม้จะเป็นเทศกาลที่ถูกจัดเพียงขึ้นปีละครั้ง แต่การเที่ยวแต่ละครั้งถือว่าคุ้ม มีทั้งการจัดแสดงมหรสพ มีกิจกรรมให้ทำหลากหลาย เช่น ปาลูกดอก ยิงเป้า หรือ สอยดาว เป็นต้น นอกจากกิจกรรมที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอาหารที่น่าสนใจไม่แพ้กัน มีให้เลือกซื้อหลายเมนู ซึ่งบางอย่างนั้นหาซื้อกินที่อื่นได้ยาก แต่จะเจอจากในงานวัด เนื่องจากเป็นอาหารและขนมโบราณ

ขนมจาก มีต้นตำรับมาจากจังหวัดสมุทรปราการแต่ด้วยรสชาติที่มีความเป็นเอกลักษณ์จึงทำให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ส่วนผสมหลักทำมาจากการคลุกเคล้าแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า เนื้อมะพร้าวขูดหยาบ น้ำตาลปี๊บและเกลือเข้าด้วยกัน นวดจนแป้งเหนียวหนืด จากนั้นก็หยอดแป้งที่ได้ใส่ลงไปตามแนวยาวของใบจาก ประกบปิดด้วยใบจากอีกชั้นหนึ่ง กลัดหัวท้ายด้วยไม้กลัดที่เตรียมไว้ แล้วจึงนำไปย่างให้สุกก่อนกิน

ข้าวเกรียบว่าว เป็นขนมที่ขึ้นชื่อว่าเป็นขนมยอดนิยมของคนสมัยก่อน มีวิธีทำดังนี้ นำข้าวเหนียวนึ่งสุกมาตำให้ละเอียดจนจับเป็นก้อนเดียวกัน จึงนำน้ำตาลปี๊บละลายเทใส่ลงไปและตำให้เข้ากัน เมื่อเข้ากันแล้วให้ตักส่วนผสมที่ได้ขึ้นมาพักให้เย็นตัวเสียก่อน จากนั้นจึงนำน้ำมันมาอาบแป้งและทำการนวดคลึงให้เป็นแผ่นกลม นำไปตากแดดอ่อน ๆ หรือตากไว้ในที่ร่มก็ได้ เมื่อแห้งพอประมาณแล้วนำมาย่างกับเตาถ่านพลิกไปพลิกมาจนสุกพอง จึงถือว่ากินได้

ไข่ต๊อก คือเมนูที่ทำมาจากไข่นกกระทา ทอดลงบนกระทะหลุมจนสุก นิยมเหยาะด้วยซีอิ้วและพริกไทยก่อนรับประทาน  

ขนมพวกนี้เป็นขนมโบราณที่อยู่คู่กับเมืองไทยมาช้านาน สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น แต่ด้วยความที่ในปัจจุบันการขนส่งมีความทันสมัย สามารถขนส่งขนมจากต่างแดนเข้ามาได้ง่าย ๆ ทำให้ขนมไทยเหล่านี้ค่อย ๆ เลือนรางและถูกแทนที่ด้วยขนมห่อขนมซองมากขึ้น จึงอยากให้ท่านทั้งหลายช่วยกันอุดหนุนขนมไทยโบราณตามกำลัง ถือเป็นน้ำใจหล่อเลี้ยงให้คนทำขนมไทยมีกำลังใจในการทำขนมในเชิงอนุรักษ์และธุรกิจต่อไป

อาหารที่เป็นขวัญใจของคนไทยทุกเทศกาล

อาหารในประเทศไทยหากให้นับจริง ๆ คงจะนับกันไม่สิ้นสุดและหาข้อสรุปไม่ได้ว่าประเทศไทยมีอาหารกี่ประเภท กี่เมนู มีอาหารสัญชาติใดบ้าง ซึ่งตรงนี้นับว่าเป็นความโชคดีของคนไทยอย่างหนึ่งที่มีอาหารหลากหลายประเภท หลากหลายเมนูให้เลือกรับประทานโดยไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน แต่มีอาหารอยู่ประเภทหนึ่งที่คนไทยกินได้ทุกเทศกาล ไม่ว่าจะเทศกาลไหน ๆ หรือจะฉลองอะไรก็ตาม อาหารที่กล่าวถึงนั้นก็คือ “หมูกระทะ”

ความนิยมของหมูกระทะ

หมูกระทะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่คนไทย จึงไม่แปลกที่จะเห็นร้านหมูกระทะตั้งเรียงรายหลายร้าน ถึงแม้ว่าการนำเนื้อสัตว์มาปิ้งย่างบนกระทะจะถูกเรียกชื่อว่าหมูกระทะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามีแค่เนื้อหมูเท่านั้นที่นิยมนำมาปิ้งย่าง ยังมีเนื้อสัตว์และผักอื่น ๆ อีกหลายชนิดที่ได้รับความนิยมรับประทานร่วมด้วย รูปแบบของการย่างหมูกระทะสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภท คือ หมูกระทะแบบเตาถ่านและหมูกระทะแบบเตาแก๊ส

ประเภทการย่างของหมูกระทะ

โดยเริ่มแรกคนไทยนิยมกินหมูกระทะแบบเตาถ่านก่อน โดยถ่านที่ใช้ให้ความร้อน คือ ถ่านไม้ ที่มีลักษณะเป็นสีดำ รสชาติปิ้งย่างที่ได้จากการใช้ถ่านไม้นั้น จะมีรสหอมควันถ่านติดเนื้อที่ย่าง เสมือนได้กินเนื้อรมควันไปในตัว แต่ด้วยความที่ถ่านประเภทนี้มอดไฟไว้ ประกอบกับมีควันเยอะ จึงทำให้หลาย ๆ ท่านเปลี่ยนมาใช้ถ่านวิทยาศาสตร์หรือถ่านอัดแท่งไร้ควันที่มีคุณสมบัติมอดไฟช้าและมีควันน้อย ซึ่งเหมาะสมกับการนั่งกินหมูกระทะนาน ๆ เพราะไม่ทำให้แสบตาในระหว่างปิ้ง

                ส่วนหมูกระทะที่ใช้เตาแก๊สนั้นถูกนำมาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการปิ้งย่างเท่านั้น ทำให้รสชาติที่ได้จากการย่างเนื้อจากเตาแก๊สนั้น มีรสชาติที่ไม่ต่างกับเนื้อทอดทั่วไป

การเลือกใช้เตาถ่านหรือเตาแก๊สนั้นคงจะไม่ใช่ปัญหาสำคัญ เพราะทั้งเตาถ่านและเตาแก๊สสามารถใช้ทดแทนกันได้ เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ในการทำให้เนื้อสัตว์และผักสุกเหมือนกัน แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดในการกินหมูกระทะคือน้ำจิ้ม หากน้ำจิ้มอร่อยก็พลอยทำให้การกินในครั้งนั้นมีความสุขไปด้วย แต่หากน้ำจิ้มไม่อร่อยก็ถือเป็นอันว่าการกินในครั้งนั้นต้องจบลงแบบเซ็ง ๆ ดังนั้นแล้วจึงขอนำเสนอวิธีการทำน้ำจิ้มหมูกระทะแบบจัดจ้านถึงใจให้ท่านทั้งหลายได้ลองทำตามกัน

สูตรน้ำจิ้มแบบสุกี้จำนวน 34 ถ้วยน้ำจิ้ม

                เริ่มจากซื้อน้ำจิ้มสุกี้รสใดหรือยี่ห้อใดก็ได้ นำมาผสมกับพริกแห้งหรือพริกสดแดงและกระเทียมโขลกละเอียดในอัตรา 1:4 จากนั้นให้ใส่น้ำมะนาวคั้นสด ๆ 1 ลูก ใส่น้ำปลา น้ำส้มสายชูและผงปรุงรสลงไปอย่างละ 1 ช้อนชาเพื่อความกลมกล่อม คนให้เข้ากันเป็นอันว่าเสร็จสรรพ

สูตรน้ำจิ้มแบบซีฟู้ดจำนวน 34 ถ้วยน้ำจิ้ม

                เป็นน้ำจิ้มหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการกินคู่กับหมูกระทะ ซึ่งวิธีการทำนั้นไม่ยุ่งยาก โดยนำพริกขี้หนูสดสีเขียว 10 – 15 เม็ด รากผักชี 1 ราก พร้อมกระเทียมปลอกเปลือก 1 หัว โขลกลงในครกเดียวกันให้ละเอียด จากนั้นจึงใส่น้ำปลา 1 ช้อนชา ผงปรุงรส 1 ช้อนชา น้ำมะนาวสด 2 ลูก ตามด้วยน้ำเชื่อมเข้มข้น 1 ถ้วยน้ำซุป ตักขึ้นจิ้มจากครกใส่ถ้วยและโรยผักชีลงไป จากนั้นคนให้เข้ากัน เพียงเท่านี้ท่านก็จะได้น้ำจิ้มซีฟู้ดสุดแซบ ไว้รับประทานกับหมูกระทะแล้ว

ถึงแม้ว่าหมูกระทะจะมีรสชาติที่อร่อยและเย้ายวนใจ แต่การทานหมูกระทะบ่อย ๆ นั้นอาจส่งผลเสียให้กับร่างกายได้ โดยเฉพาะในเรื่องของน้ำหนัก ดังนั้นแล้วจึงควรทานหมูกระทะแต่พอเหมาะและหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ศิลปะและความประณีตของการปั้นลูกชุบแบบฉบับไทย ๆ

หลาย ๆ ท่านคงเคยได้ยินสำนวนอันเป็นที่รู้จักที่กล่าวกันอย่างแพร่หลายว่า “กินคาวไม่กินหวาน สันดานไพร่” ที่มีคำกล่าวนี้ เพราะว่าสมัยก่อนนั้นการได้รับประทานของหวานถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน เพราะเทคโนโลยีสมัยก่อนยังไม่มีความก้าวหน้าเหมือนสมัยปัจจุบัน จึงไม่สามารถผลิตน้ำตาลหรือวัตถุดิบที่ให้รสหวานออกมาได้ง่าย ๆ เหมือนสมัยนี้ ดังนั้นของหวานในสมัยก่อนจึงถือเป็นของว่างของชนชั้นสูง ทั้งกษัตริย์และขุนนาง ซึ่งของหวานหลาย ๆ เมนูนั้นทำด้วยความประณีต ละเอียดลออ และหนึ่งในนั้นก็คือลูกชุบ

วิวัฒนาการของลูกชุบจากโปรตุเกสสู่ประเทศไทยในปัจจุบัน

หากให้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ขนมไทยที่กำเนิดในประเทศไทยจากฝีมือคนไทยจริง ๆ นั้น นับว่ามีน้อยเมนูนัก เพราะประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางในการค้าขายตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ทำให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายอย่างไม่ขาดสาย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่คนไทยในสมัยต่าง ๆ จะรับเอาวัฒนธรรมการทำอาหารมาจากต่างชาติ ซึ่งวันนี้จะพาไปรู้จักขนมหวานที่มีชื่อว่า “ลูกชุบ”

ลูกชุบ เป็นขนมหวานเมนูหนึ่งที่คนไทยได้รับเอาวัฒนธรรมอาหารมาจากชาวโปรตุเกส โดยแต่เดิมนั้นลูกชุบของชาวโปรตุเกส ไม่ได้มีการใช้วัตถุดิบแบบลูกชุบของไทยแต่อย่างใด แต่ใช้ผลอัลมอนด์ซึ่งเป็นถั่วชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ทั่วไปและหาได้ง่ายในประเทศที่มีอากาศหนาว โดยเฉพาะประเทศในโซนยุโรป แต่เมื่อชาวโปรตุเกสที่เข้ามาในประเทศไทยในอดีตต้องการทำลูกชุบทาน การหาผลอัลมอนด์ในประเทศโซนร้อนอย่างไทยในอดีตเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ จึงมีการคิดค้นใช้ส่วนประกอบตระกูลถั่วชนิดอื่นที่หาได้ง่ายสมัยนั้นแทน นั่นก็คือ “ถั่วเขียว” โดยนำเอาถั่วเขียวเลาะเปลือกมาแช่น้ำเพื่อให้มีความนุ่ม จากนั้นนำถั่วที่ได้มาโขลกละเอียด นำกระทะมาตั้งไฟอ่อน ๆ ใส่ถั่วที่โขลกลงไปในกระทะ ใส่น้ำตาลและกะทิ เคี้ยวจนเข้ากัน เมื่อถั่วเหนียวพอปั้นเป็นรูปเป็นร่างได้ ก็นำถั่วขึ้นมาพักไว้ให้พอเย็น ปั้นเป็นรูปร่างตามความชอบ ซึ่งความยากอยู่ในขั้นตอนนี้ เพราะการปั้นลูกชุบนั้นจะต้องใช้ทั้งจิตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ความประณีตและสมาธิเป็นหลัก เมื่อปั้นสำเร็จแล้ว ต้องนำไม้แหลมมาเสียบ จากนั้นก็ทำการตกแต่งด้วยสีตามความชอบแล้วเสียบไม้พักไว้บนแผ่นโฟม รอจนสีแห้ง และขั้นตอนสุดท้าย คือ การชุบถั่วที่ปั้นลงไปในวุ้น เพื่อทำให้ลูกชุบดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น

ความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยที่แสดงออกโดยลูกชุบ    

นอกจากลูกชุบที่วางขายในปัจจุบันจะเป็นขนมหวานที่หากใคร ๆ เห็นแล้ว ก็ต้องหลงรักในสีสันและรสชาติ ยังทำให้เห็นอีกว่าคนไทยเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถนำรูปแบบต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้และดัดแปลงลูกชุบให้มีความรูปลักษณ์ที่หลากหลายมากขึ้น

ส้มตำ เป็นอาหารประจำถิ่นหรืออาหารประจำชาติ

ส้มตำเป็นอาหารถิ่นที่เรียกได้ว่าคนไทยแทบทุกสารทิศนิยมรับประทานกันจนจะเป็นอาหารประจำชาติอยู่แล้ว และหากถามชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยถึงเรื่องเมนูอาหารไทยที่รู้จักหรือเคยได้ยินชื่อ หนึ่งในคำตอบของนักท่องเที่ยวคงต้องมีส้มตำเป็นคำตอบแน่แท้ เพราะนอกจากรสชาติอันจัดจ้านของส้มตำแล้ว เรื่องกลิ่นที่รุนแรงแต่กลับหอมหวนจมูกของคนไทยก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้เช่นกัน ที่ทำให้ส้มตำเป็นอาหารขึ้นชื่ออันโด่งดัง จนทำให้ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยอยากลิ้มลอง

ส้มตำมาจากไหน?

หากตั้งคำถามเพื่อให้หลาย ๆ คนคาดเดาว่า ส้มตำเป็นของชนชาติใด? เชื่อว่าทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยแทบจะทั้งประเทศคงฟันธงว่าส้มตำเป็นอาหารพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังไม่มีผู้ใดสามารถหาข้อสรุปต้นกำเนิดของส้มตำได้อย่างแน่ชัด มีเพียงการ สันนิษฐานไปในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นส้มตำมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่กรุงเทพฯ อยู่แล้ว หรือบางท่านก็ สันนิษฐานจากที่มาของวัตถุดิบว่าส้มตำเข้ามาจากทางตอนใต้ของประเทศไทย แต่มีการ สันนิษฐานที่สำคัญ  สันนิษฐานไว้ว่าส้มตำในรูปแบบปัจจุบันนั้นอย่างที่เราคุ้นเคยมีการดัดแปลงและคิดค้นมาจากแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือและประเทศลาว ถึงแม้ว่าที่มาที่ไปจะไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่แน่นอน แต่นั้นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ส้มตำได้รับความนิยมลดลงเลยแม้แต่น้อย

ทำไมถึงเรียกว่าส้มตำ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใส่ส้ม

อย่างที่หลายคนทราบกันว่าส้มตำเป็นอาหารที่ใช้มะละกอดิบเป็นส่วนประกอบหลัก แต่ด้วยความที่การตำส้มตำนั้นจะเน้นความเปรี้ยวเป็นหลัก จึงได้มีการใช้คำว่าส้มแทนคำว่าเปรี้ยว จึงทำให้คนไทยเรียกเมนูนี้ว่าส้มตำ หรือตำส้มในภาคอีสานและภาคเหนือ ถึงแม้จะชื่อเรียกไม่เหมือนกันแต่วิธีการตำส้มตำนั้นเป็นแบบเดียวกันทั้งหมดและไม่นิยมดัดแปลงส่วนผสมเพราะจะทำให้เสียรสชาติ

วิธีการตำส้มตำมีดังนี้ ใส่พริกขี้หนู กระเทียม ถั่วฝักยาวตัดท่อนลงในครก โขลกให้แตกพอประมาณ จากนั้นใส่น้ำตาลปี๊บ บีบน้ำมะนาว น้ำปลา ผงชูรส คนให้เข้ากัน ตามด้วยมะละกอดิบจะหั่นเป็นเส้นหรือจะขูดก็แล้วแต่ความชอบ ฝานมะเขือเทศ ใส่ลงไปและคลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จานโรยถั่วลิสงและกุ้งแห้ง จากนั้นก็จะได้ส้มตำไทยพร้อมรับประทาน แต่ถ้าใครเปลี่ยนใจอยากกินตำปูปลาร้า เพียงแค่ใส่น้ำปลาร้าลงไปในครกและคลุกเคล้าให้เข้ากัน เพียงเท่านี้ ท่านก็จะได้ตำปูปลาร้าอันหอมหวนชวนทานแล้ว

ส้มตำก็ถูกสุขอนามัยได้

ปัจจุบันมีการดัดแปลงเมนูส้มตำโดยการใส่เนื้อสัตว์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหอยแครงดอง หอยแครงสด กุ้งสด ปูม้าสด และอื่น ๆ โดยส่วนมากทางร้านจะเน้นการทำให้เนื้อสัตว์มีลักษณะกึ่งดิบกึ่งสุก ซึ่งไม่ถูกสุขอนามัย ดังนั้นแล้วท่านทั้งหลายจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทกึ่งสุกกึ่งดิบ หรือถ้าหากอยากรับประทานส้มตำที่ใส่หอยดอง หอยแครง ปูม้า หรืออื่น ๆ ก็ควรทำให้เนื้อสัตว์สุกให้ดีเสียก่อน

อย่าพลาดที่จะลิ้มลอง เมนูยอดฮิตของคนหาดใหญ่

เมื่อหลายคนไปเที่ยวอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มักจะซื้อของยอดฮิตขึ้นชื่อติดไม้ติดติดมือกลับไปฝากคนรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นขนมจำพวกช็อกโกแลต คุกกี้ ลูกอม เครื่องดื่ม น้ำผลไม้จากต่างประเทศ อาหารและผลไม้อบแห้ง หรืออาหารเฉพาะถิ่นอย่างไข่ครอบ แกงไตปลา รวมไปถึงมะม่วงเบาแช่อิ่ม เป็นต้น

มะม่วงเบาแตกต่างจากมะม่วงอื่นอย่างไร?

มะม่วงเป็นผลไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งที่มีหลากหลายสายพันธุ์ในประเทศไทย แต่ละสายพันธุ์ก็มีรสชาติเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป เช่น พันธุ์เขียวเสวย ผลอ่อนมีสีเขียวรสชาติกรอบมัน แต่เมื่อสุกกลับมีรสชาติหวานมัน หรือพันธุ์น้ำดอกไม้ ผลอ่อนมีสีเขียวรสชาติเปรี้ยว แต่เมื่อสุกผลเป็นสีเหลืองทองมีรสชาติหวาน  เป็นต้น ส่วนมะม่วงเบามีผลขนาดเล็กประมาณฝ่ามือ ผลอ่อนเป็นสีเขียวมีรสชาติเปรี้ยวจี๊ด เมื่อสุกจะมีรสชาติหวาน แต่ไม่ได้รับความนิยมในการกินผลสุกมากนัก มะม่วงเบาขึ้นเฉพาะทางแทบภาคใต้ของประเทศไทย แต่มีหลายท่านพยายามนำไปปลูกที่อื่น แต่ก็ได้รสชาติเปรี้ยวที่แตกต่างจากมะม่วงเบาทางภาคใต้ เนื่องจากแร่ธาตุของดินที่ใช้ปลูกมีความแตกต่างกัน

มะม่วงเบาหลากหลายเมนู

                มะม่วงเบาให้ผลผลิตครั้งหนึ่งเป็นระยะเวลาประมาณ ๓-๔ เดือน และให้ผลครั้งละหลายลูก จึงทำให้การกินมะม่วงเบาให้ทันเวลาก่อนมะม่วงสุกนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่ด้วยความที่มะม่วงเบามีรสชาติเปรี้ยว จึงได้รับความนิยมนำมาประกอบอาหาร ทำอาหารและเครื่องดื่ม ดังนั้นหากใครมีโอกาสไปเที่ยวหาดใหญ่ อย่าลืมไปลิ้มลองเมนูมะม่วงเบาเหล่านี้นะ

น้ำพริกมะม่วงเบา

                น้ำพริกมะม่วงเป็นเมนูที่ทำได้ง่ายมาก เนื่องจากมีส่วนประกอบเดียวกันกับน้ำพริกกะปิทั่วไป เพียงแค่ซอยมะม่วงเบาลงไปผสมในน้ำพริกกะปิ ท่านก็จะได้น้ำพริกมะม่วงที่มีรสชาติจัดจ้านเอาไว้รับประทานพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ

น้ำมะม่วงเบาปั่น   

น้ำมะม่วงเบาปั่น นิยมปั่นมะม่วงเบาทั้งเปลือกผสมกับน้ำแข็งและน้ำเชื่อม ความฝาดของเปลือกมะม่วงจะทำให้ได้เครื่องดื่มที่มีรสชาติกล่อมกลม นับว่าเป็นเครื่องดื่มที่แก้กระหายในหน้าร้อนได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

มะม่วงแช่อิ่ม

                การทำมะม่วงแช่อิ่ม ต้องปลอกเปลือกมะม่วงเบาตามจำนวนที่ต้องการให้เกลี้ยง หั่นมะม่วงเบาเป็นแนวยาวพอดีคำ เทมะม่วงเบาลงในภาชนะที่มีฝาปิด จากนั้นนำน้ำปูนใสละลายเข้ากับเกลือเทลงไปให้ท่วมมะม่วงเบาและปิดฝาให้สนิท และทิ้งไว้ 1 คืน วันถัดมาให้เทน้ำปูนใสออกจากภาชนะทั้งหมด จากนั้นจึงเทน้ำเชื่อมที่เตรียมไว้ลงไปในภาชนะเดียวกันจนท่วมมะม่วงเบา ปิดฝาให้สนิทและทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นก็นำมารับประทานได้  ถึงแม้วว่าการทำมะม่วงเบาแช่อิ่มอาจใช้เวลานานหน่อย แต่รับรองว่าเมื่อท่านได้ลิ้มรสฝีมือตัวเอง ท่านจะรู้สึกมีความสุขขึ้นมาทันที

สร้างรายได้จากผลไม้ที่ล้นตลาด

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว มะม่วงเบายังได้รับความนิยมนำมาปรุงรสเปรี้ยวแทนมะนาวในช่วงที่มะนาวมีราคาแพง จะเห็นได้ว่าบางครั้งผลไม้ที่ออกตามฤดูกาลมีเยอะเกินกว่าจะกินทัน เจ้าของผลไม้ยืนต้นบางท่านจึงปล่อยให้ผลไม้เน่าเสียไปตามกาลเวลา ซึ่งถือเป็นการปล่อยผ่านโอกาสอย่างน่าเสียดาย แต่หากมีวิธีคิดที่สร้างสรรค์หรือสามารถหาช่องทางสร้างรายได้จากสิ่งที่มี ก็สามารถทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกทางจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว

แกงเหลืองของคนกรุง แต่เป็นแกงส้มของชาวปักษ์ใต้

หากพูดถึงอาหารประจำถิ่นรสชาติจัดจ้านถึงเครื่องของชาวปักษ์ใต้ เมนูแรก ๆ ที่คนต่างถิ่นนึกถึงคงจะหนีไม่พ้นแกงเหลืองหรือแกงส้มนั่นเอง แกงเหลืองเป็นชื่อที่คนภาคกลางใช้เรียกเนื่องจากเรียกตามสีเหลืองของน้ำแกงที่เกิดจากขมิ้น ส่วนชาวปักษ์ใต้นั้นเรียกว่าแกงส้ม ไม่ใช่เพราะสีของน้ำแกงมีสีส้มแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะรสชาติของน้ำแกงนั้นมีรสเปรี้ยวนำต่างหาก

ความนิยมของแกงส้ม

แกงส้มไม่ได้รับความนิยมเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้เท่านั้น แต่พบว่าทุกภูมิภาคของประเทศไทยนิยมรับประทานแกงส้ม เนื่องจากเป็นแกงที่มีรสชาติที่จัดจ้าน กลมกล่อมเข้ากันอย่างลงตัว อีกทั้งไม่มีสูตรตายตัวเพราะสามารถใส่ผักหรือเนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ ได้ตามความชื่นชอบของแต่ละคน ถึงแม้ว่าแกงส้มจะได้รับความนิยมในประเทศไทยและนิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลาย แต่ต้องยอมรับว่าแกงส้มของชาวปักษ์ใต้นั้นมีรสชาติที่แตกต่างจากภาคอื่น มีความอร่อยและจัดจ้านอย่างเป็นเอกลักษณ์

เคล็ดลับของความเป็นเอกลักษณ์

                ขั้นตอนของการทำแกงส้มนั้น ต้องเริ่มจากการทำเครื่องแกง การทำเครื่องแกงไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เริ่มจากใส่กระเทียมและหอมแดงปลอกเปลือกเกลี้ยงอย่างละ 1 หัว  พร้อมขมิ้นทั้งเปลือก 1 แง่ง พริกแห้งเผาในปริมาณที่ชอบ และเกลือปริมาณปลายช้อนชา ลงในครกหิน ก่อนตำควรหยดน้ำอุ่นลงไปเล็กน้อยเพื่อให้เครื่องเทศไม่กระเด็นออกจากครก จากนั้นโขลกทุกอย่างเข้าด้วยกัน จึงนำกะปิแท้แบบใต้ใส่ลงไปและโขลกกะปิให้เข้ากับเครื่องเทศ

เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดในการทำเครื่องแกงส้มฉบับชาวปักษ์ใต้นั้น คือ ไม่นิยมใส่กระชาย ข่า และตะไคร้ และต้องตำเครื่องแกงกับครกหินเท่านั้น ห้ามปั่นละเอียดกับเครื่องปั่นเด็ดขาด เพราะการปั่นกับเครื่องปั่นนั้นจะทำให้เครื่องเทศไม่แตกตัว เหลวเป็นน้ำและไม่มีความเข้มข้น เมื่อได้เครื่องแกงส้มแล้วให้นำน้ำสะอาดใส่หม้อ ตั้งไฟให้เดือด จากนั้นนำเครื่องแกงส้มที่ได้ลงไปละลายกับน้ำเดือด ปรุงรสเปรี้ยวด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว ส้มแขกแห้ง หรือ ตะลิงปลิง ส่วนขั้นตอนสุดท้ายของการทำแกงส้มคือการใส่ผักและเนื้อสัตว์ตามความต้องการ จะเห็นได้ว่าวิธีกาทำแกงส้มของชาวปักษ์ใต้นั้นไม่ได้มีวิธีที่แตกต่างไปจากการทำแกงส้มของภาคอื่นมากนัก แต่เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่กล่าวมานี่แหละปัจจัยสำคัญที่ทำให้ได้แกงส้มในรสชาติที่แตกต่างกันไป

ประโยชน์ของแกงส้ม

                นอกจากแกงส้มจะมีรสชาติที่จัดจ้านถึงใจแล้ว แกงส้มยังมีสรรพคุณเป็นยาที่มีฤทธิ์ระบายอ่อน ๆ จากการผสมวัตถุดิบรสเปรี้ยวอย่างมะนาว ส้มแขก หรือน้ำมะขามเปียกเป็นต้น ซึ่งมีส่วนช่วยในการขับถ่ายและบรรเทาอาการท้องผูก อีกทั้งแกงส้มยังเป็นอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบอาหารแต่ละขั้นตอนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสมุนไพรพื้นบ้านทั้งสิ้น ดังนั้นแล้วหากใครกำลังควบคุมน้ำหนักตัวโดยการรับประทานอาหารคลีนเพียงอย่างเดียว แกงส้มอาจเป็นเมนูทางเลือกหนึ่งในการหลีกเลี่ยงความจำเจของอาหารคลีนได้

อาหารตามสั่ง มื้อเที่ยงที่รวดเร็ว แบบฉบับคนไทย

นอกจากมื้อเช้าที่แสนจะเร่งด่วนแล้ว อาหารเที่ยงก็เป็นอีกมื้อหนึ่งที่มีความสำคัญกับร่างกายคนเรามาก ทั้งเรื่องของรสชาติอาหารและคนส่วนใหญ่มักใช้ชีวิตเร่งด่วน เราจึงจะพบร้านอาหารตามสั่งอยู่ทุกมุมตึก หรือแม้แต่ข้างทางก็มักจะพบเห็นอยู่เป็นประจำ นอกจากนั้นแล้วสิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่ารสชาตินั่นก็คือความสะอาดของร้านที่จะเข้าไปรับประทาน

ร้านอาหารตามสั่งที่มักพบโดยทั่วไปมักจะมีการเตรียมวัตถุดิบที่สามารถหาซื้อได้ง่ายตามตลาด หรือมักจะมีวัตถุดิบในการประกอบอาหารที่คนส่วนใหญ่จะนิยมรับประทาน เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ ส่วนประเภทผักที่มักจะมีในสั่งอยู่ตลอดก็จะเป็น กระเพรา คะน้า ผักกาดขาว แครอท ส่วนใหญ่มักเป็นผักที่มีในทุกฤดูกาล บางร้านก็มักจะมีอาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ ไว้เป็นวัตถุดิบเสริมเช่น ปลากระป๋อง เส้นมาม่า วุ้นเส้น หรือ ทูน่ากระป๋องก็มีเช่นเดียวกัน จุดเด่นของอาหารตามสั่งหลัก ๆ จะเป็นเรื่องของความรวดเร็วแล้ว บางร้านยังมักจะมีเมนูพิเศษอื่น ๆ ร่วมด้วยเพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า เพราะเมนูอาหารตามสั่งของคนไทยมักจะสั่งเหมือนเดิมซ้ำ ๆ กัน จึงมักพบเห็นร้านอาหารตามสั่งมักจะขึ้นป้ายโชว์ วัตถุดิบพิเศษ หรือเมนูพิเศษกันเป็นประจำ วันนี้พามาดูเมนูอาหารตามสั่งที่เป็นที่ชื่นชอบของคนไทยส่วนใหญ่กัน

กระเพราะหมู/ไก่ ไข่ดาว เมนูยอดนิยมตลอดกาลต้องยกให้เมนูนี้เท่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหน อายุเท่าไหร่ เมนูนี้ก็ยังคงครองใจมาโดยตลอด เพราะเป็นเมนูที่ทำง่าย รวดเร็วและอิ่มอิ่มท้อง โดยการเตรียมใบกระเพรา บางร้านอาจจะเพิ่มถั่วฝักยาว และหอมใหญ่ลงไปด้วย ตั้งกระทะใส่น้ำมันให้ร้อน ใส่พริกขี้หนูทุบกับกระเทียมลงไปผัดให้เกิดกลิ่นหอม ใส่เนื้อสัตว์ลงไปผัดให้พอสุก ปรุงรสให้เข้ากัน จึงใส่ใบกระเพราพระเอกของจานลงไปเป็นลำดับสุดท้าย ผัดให้เข้ากัน ตักออกราดบนข้าวสวยร้อน ๆ บางคนบอกต้องทานคู่กับไข่ดาวด้วย จะเป็นการเพิ่มรสชาติให้กับกระเพาะจานโปรดของคุณด้วย

ผัดซีอิ๊ว เมนูยอดฮิตลำดับต่อมา สำหรับท่านไหนที่เบื่อข้าวแล้วอยากจะลองเปลี่ยนเมนูมาเป็นเส้น ๆ ดูบ้าง ผัดซีอิ๊วเป็นเมนูที่มีรสหวานออกหวานและเค็ม จึงทำให้ร้านอาหารตามสั่งมักมีเครื่องปรุงต่าง ๆ ให้สามารถเพิ่มรสชาติได้ในทุกโต๊ะอาหาร เรามักจะพบเครื่องปรุงที่มีให้ปรุงกันแบบครบเครื่องไม่ว่าจะเป็น พริกป่น น้ำตาล น้ำส้มสายชูที่ดองพร้อมกับพริก และน้ำปลา ผัดซีอิ้วเริ่มจากใช้ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ ลงไปผัดกับกระเทียมสับในน้ำมันร้อน ๆ เติมซีอิ๊วดำ หรือบางคนเรียกซอสหวาน จนเส้นกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ ใส่ผักคะน้าลงไปผัดด้วย เมื่อผักเริ่มสุกได้ที่จึงใส่ไข่ไก่ลงไปผัดอีกรอบ จนไข่เริ่มสุกและปรุงรส ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ เป็นอาหาตามสั่งที่อร่อยรวดเร็วไม่แพ้ผัดกระเพราเลยทีเดียว

นอกจากเมนูอาหารตามสั่งยอดฮิตแล้วร้านอาหารตามสั่งยังเป็นร้านที่มักมีราคาไม่แพงหากเทียบกับร้านอาหารอื่น ๆ และมีเมนูอิ่มท้องสามารถทานได้ทุกเพศ ทุกวัย เหมาะสำหรับชีวิตที่ต้องการความสะดวก และความอิ่มอร่อยไปพร้อม ๆ กัน

 

ชวนมารู้จักของว่างไทยที่วางคู่กันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล

คนไทยมักขึ้นชื่อในเรื่องของการทำอาหารมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ด้วยเอกลักษณ์รสฝีมือที่โดดเด่นจึงไม่แปลกใจที่จะเห็นอาหารคาวหวานต่าง ๆ จัดวางอยู่บนสำรับกับข้าวได้อย่างน่ารับประทาน นอกจากจะมีอาหารคาว หวาน ที่รสชาติเป็นเอกลักษณ์แล้วยังมี อาหารว่างอีกหนึ่งอย่างที่จัดวางคู่กันแบบนี้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 นั่นก็คือ สาคูไส้หมู และ ข้าวเกรียบปากหม้อ

ตามตำนานได้เล่าถึงสมัยรัชกาลที่ 1 ท่านทรงโปรดเสวยขนมไข่เหี้ยมาก แต่ในขณะนั้นไม่สามารถจัดหามาให้ท่านได้ แม่นางเสือ สนมของท่านซึ่งเป็นคนลาว เมื่อครั้งที่ท่านได้ยกทัพไปนครเวียงจันทร์ เป็นผู้ที่มีฝีมือในการทำอาหารเป็นอย่างมาก จึงได้นำแป้งข้าวเหนียว ผสมกับแป้งสาคู นำมาห่อกับถั่วที่มีรสชาติคล้าย ๆ กับขนมไข่เหี้ยนั้น แล้วนำไปนึ่งจนสุกให้มองเห็นไส้ข้างในสีเหลืองทอง แป้งข้าวนอกใสขุ่น นำขึ้นถวาย เวลาจะเสวยให้ราดน้ำกะทิสดลงไป ขนมจะมีความนุ่มลื่น คล้าย ๆ กับไข่ของจริง ส่วนเรื่องของไส้นั้นหลังจากได้นำไปถวายแล้วจึงมีการปรับเปลี่ยนไส้ให้เป็นของคาวมากขึ้น ด้วยการผัดไส้พร้อมกับหมูสับ หัวไชโป๊ว รากผักชี และเครื่องปรุงรสอื่น ๆ จากนั้นนำไปห่อกับแป้ง แล้วนำไปนึ่งจนสุก กลายมาเป็น          สาคูไส้หมู ทานคู่กับผักสดและพริกสด เป็นเมนูของว่างยามบ่ายที่ลงตัว อิ่มกำลังดี

อีกหนึ่งของว่างที่เป็นของทานคู่กันกับสาคูไส้หมูนั่นก็คือ ข้าวเกรียบปากหม้อ ซึ่งอาหารว่างทั้ง 2อย่างนี้มีลักษณะของไส้ที่คล้ายคลึงกัน แต่วิธีทำแตกต่างกัน ข้าวเกรียบปากหม้อ ของไทยนั้นมีลักษณะคล้าย ๆ กับข้าวเกรียบปากหม้อญวน อาหารว่างของชาวเวียดนาม แต่ต่างกันที่ตัวไส้ ข้าวเกรียบปากหม้อญวนนั้นมักจะทานคู่กับน้ำจิ้มที่มีรสเปรี้ยว เค็ม หวานและเผ็ด

ชื่อเรียกของข้าวเกรียบปากหม้อนั้นอาจจะหมายความตามวิธีการทำข้าวเกรียบปากหม้อในสมัยก่อน ซึ่งจะใช้ผ้าขึงตรึงบนปากหม้อ ผสมแป้งข้าวจ้าวและแป้งมัน กับน้ำเปล่าและน้ำกะทิ จนละลายเป็นน้ำแป้ง นำผ้าขาวขึงกับหม้อที่ใส่น้ำ อาจจะกรีดริมผ้าไว้เพื่อเติมน้ำ ตั้งไฟจนน้ำเดือด นำแป้งที่ผสมตักลงบนผ้าละเลงแป้งเป็นวงกลมคล้ายกับข้าวเกรียบว่าว ปิดผ้าหม้อเพื่อให้แป้งสุกนิ่ม จากนั้นก็ใส่ไส้ที่ทำจากหัวผักกาด หมูสับ ส่วนผสมคล้าย ๆ กับไส้ของสาคูไส้หมู ลงไป ห่อแป้งด้วยไม้พายใช้วิธีหุ้มไส้ แป้งที่สุกดีแล้วจะมีความเหนียวเล็กน้อยมีลักษณะเป็นสีขาวขุ่นมองเห็นไส้จากข้างนอกได้ ตักใส่จานโรยด้วยกระเทียมเจียวหอม ๆ และตักน้ำหัวกะทิราด พร้อมรับประทาน

อาหารว่างทั้ง 2 อย่างนี้มักถูกจัดเป็นของคู่กันมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงถึงปัจจุบัน นอกจากจะขึ้นชื่อในเรื่องของความอร่อยแล้ว ยังถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่มีเฉพาะที่ประเทศไทยของเราอีกด้วย

 

อาหารว่างทำเองแบบไทย อร่อยมัดใจในครอบครัว

อาหารว่างหรืออาหารระหว่างมื้อ เป็นอาหารที่เรามักจะรับประทานในช่วงเวลาที่ไม่เร่งรีบ หรืออยู่พร้อมหน้ากันในครอบครัว  เพื่อความเพลิดเพลินระหว่างพูดคุยกัน หรือเพื่อรองท้องแก้หิวเมื่อต้องรอรับประทานอาหารมื้อหลัก แต่บางครั้งการทำอาหารว่างรับประทานอาจเกิดจากความชื่นชอบในอาหารว่างชนิดนั้น ๆ อีกด้วย

ความพิถีพิถันแบบไทย เกิดเป็นอาหารว่างอันมีเสน่ห์น่ารับประทาน

อาหารว่างที่นำมากล่าวถึงอย่างแรกคือ “หมูโสร่ง” ขั้นตอนการทำนั้นเริ่มจากใช้เนื้อหมูบดมาผสมกับรากผักชีและกระเทียมที่โขลกรวมกันไว้แล้ว ปรุงรสด้วยน้ำปลา เกลือ และพริกไทยป่น ใส่ไข่ลงไปผสมจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกันพักไว้ ปั้นหมูเป็นก้อนกลม ๆ แล้วนำเส้นหมี่ซั่วมาพันให้รอบ ในขั้นตอนนี้ต้องใช้ความละเอียดในการพันเส้นให้รอบเนื้อหมูที่ปั้นไว้ จากนั้นนำลงไปทอดให้ทั่วจนสุกเป็นสีเหลืองสวย โดยในขึ้นตอนนี้อาจต้องใช้ไฟอ่อนและคอยพลิกชิ้นหมู ที่กำลังทอดเพื่อให้สุกทั่วถึงกันและไม่ไหม้เกรียมจนเกินไปนั่นเอง เมื่อจะรับประทานกับน้ำจิ้มไก่ที่มีรสชาติหวานก็เข้ากันได้ดี

ของทอดยอดฮิต ขายดีติดอันดับ อย่าง “ปอเปี๊ยะทอด” ที่คนไทยชื่นชอบ วิธีการทำปอเปี๊ยะเริ่มจากทำไส้ก่อนด้วยการนำรากผักชี กระเทียม พริกไทย มาโขลกรวมกันใส่เนื้อหมูบด เห็ดหูหนู วุ้นเส้น กะหล่ำปลี ถั่วงอก และแครอทซอย ผสมเข้ากับเครื่องปรุงรสคลุกกับไข่ขาวให้เข้ากัน แล้วใช้แผ่นโรตีมาห่อให้แน่นเป็นชิ้น ๆ แล้วนำไปทอดในน้ำมันด้วยไฟปานกลาง จนสุกเหลืองกรอบ รับประทานกับน้ำจิ้มบ๊วย

“หมูสะเต๊ะ” เป็นเมนูของว่างที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอินโดนีเซีย ด้วยรสชาติที่อร่อยกลมกล่อมจนเป็นที่ถูกปากคนไทย จึงนิยมรับประทานเป็นอาหารว่าง ขั้นตอนการทำนั้นเริ่มจากการนำเครื่องเทศประกอบด้วย ลูกยี่หร่า ข่า ตะไคร้ ลูกผักชี โขลกรวมกันแล้วนำไปผสมกับผงขมิ้น ผงกะหรี่ น้ำสัปปะรด พริกไทยป่น หัวกะทิ น้ำตาล เสร็จแล้วนำหมูหั่นเป็นแผ่นบางลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นจึงนำไปแช่ตู้เย็นไว้สักพักเพื่อให้เครื่องเทศซึมเข้าในเนื้อหมู เมื่อจะรับประทานก็นำหมูมาเสียบเป็นไม้ๆแล้วย่างด้วยไฟอ่อนจนสุก รับประทานกับน้ำจิ้มซึ่งจะมีสองชนิดรับประทานด้วยกัน คือน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะที่ทำมาจากพริกแกงเผ็ด ถั่วลิสง กะทิ น้ำมะขามเปียก และน้ำตาลปี๊บ และน้ำจิ้มอาจาด ที่มีน้ำส้มสายชูเกลือน้ำตาลทราย แตงกวาหั่นชิ้น พริกและหอมแดงซอย ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของหมูสะเต๊ะที่เข้ากันได้เป็นอย่างดี

อาหารว่างแบบไทยมักจะมีขั้นตอนในการทำที่ละเอียดอ่อน รสชาติกลมกล่อม มีหน้าตาน่ารับประทาน อาจเป็นของหวานแบบขนมหรืออาหารคาวที่นำมาประยุกต์เป็นอาหารว่างได้เช่นกัน

อาหารถิ่นล้านนา อาหารเหนือของไทยรสชาติประทับใจไม่รู้ลืม

ถ้านึกถึงประเทศไทยช่วงฤดูหนาว บรรยากาศหมอกลอยจาง ๆ พร้อมสูดกลิ่นไอของอากาศบริสุทธิ์ หลายคนต้องนึกถึงภาคเหนือเป็นสถานที่แรก ๆ และออกเดินทางเพื่อไปสัมผัสบรรยากาศลมหนาวเย็นที่เหนือ เมื่อเรามาเยือนเมืองเหนือถิ่นล้านนาทั้งที สิ่งที่จะพลาดไม่ได้คืออาหารเหนือ อาหารเฉพาะถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชวนให้หลงใหล บอกได้คำเดียวเลยว่า “ลำแต้ ๆ”ซึ่งคำว่า “ลำแต้ ๆ” เป็นภาษาถิ่นของภาคเหนือซึ่งแปลว่า “อร่อยจริง ๆ” นั่นเอง มาไกลถึงเมืองเหนือต้องอย่าพลาดรับประทานอาหารนิยมยอดฮิต มีทั้งอาหารจานเดียว เมนูแบบกับข้าว และเครื่องจิ้ม รสชาติเข้มข้นแบบต้นฉบับ หลากหลายจนรับประทานกันได้ไม่มีเบื่อแน่นอน

เมนูที่หลากหลายและรสชาติที่กลมกล่อมแบบสไตล์ล้านนา

อาหารเหนือต้องเริ่มที่เมนูนี้เลย ข้าวซอยไก่ กับน้ำพริกข้าวซอยที่ทำเอง รสชาติเข้มข้น จะใช้บะหมี่เหลืองทอดกรอบ รับประทานกับน่องไก่คำใหญ่ต้มจนเปื่อย เนื้อนุ่มจนละลายในปากกันเลย เมื่อจะรับประทานก็จะบีบมะนาวแล้วแกล้มด้วยหอมแดงและผักกาดดองเพื่อรสชาติที่กลมกล่อมยิ่งขึ้น

“ขนมจีนกับน้ำเงี้ยว”  เมนูที่อร่อยมาก ๆ บางร้านจะลงมือทำเส้นขนมจีนเอง ถ้าอยากกินแบอร่อย ๆ ต้องเลือกร้านที่ทำขนมจีนเองสด ๆ จะยิ่งดี น้ำเงี้ยวนั้นจะนำเอากระดูกหมูไปเคี่ยวจนเนื้อหมูเปื่อยนุ่ม ทำให้กินได้ ส่วนน้ำพริกแกงที่ใช้ทำน้ำเงี้ยว จะมีกลิ่นหอมจัดจ้าน รสเข้มข้นเข้ากันกับน้ำน้ำซุป เท่านี้จะได้กินขนมจีนน้ำเงี้ยวแสนอร่อย ที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวทางภาคเหนือ

ต่อกันที่ “ไส้อั่ว” เป็นอาหารพื้นเมืองของทางภาคเหนือ ทำจากเนื้อ หมูบด ผสมพริกแห้ง กระเทียม ขมิ้น ข่า ใบมะกรูด หอมแดง และเครื่องปรุงรส แล้วใส่ไปในไส้อ่อนของหมูที่ล้างทำความสะอาดไว้ เมื่อนำไปย่างก็จะได้ไส้อั่วแสนอร่อย กลิ่นหอมชวนรับประทานแล้ว

สุดยอดเมนูเด็ดอีกหน่งอย่าง ที่หลายคนนิยมซื้อกลับติดไม้ติดมือไปฝากคนที่บ้าน เมนูนี้ถือว่าเป็นเครื่องจิ้มพื้นบ้านแท้ ๆ นั่นคือ “น้ำพริกหนุ่ม” วิธีการทำนั้นจะเอาพริกหนุ่มไปย่างจนหอม แล้วจึงโขลกรวมกับหอมแดง กระเทียม ปรุงรสด้วยเกลือ แล้วโรยด้วยต้นหอมกับผักซี จัดเป็นของอร่อยประจำครัวของคนเหนือเลยทีเดียว

“แกงอ่อมหมู” เมนูอุ่น ๆ แบบนี้เข้ากันดีกับอากาศหนาว ๆ ใช้รับประทานแก้หนาวได้อย่างดี
โดยแกงอ่อมหมู ใส่หมูสามชั้นและเครื่องในมาพร้อมน้ำพริกแกงอ่อมสูตรต้นตำหรับพื้นบ้านทางเหนือ รับประทานกับขนมจีนยิ่งทำให้อร่อยกลมกล่อมยิ่งขึ้นไปอีก ใครที่เบื่อแกงอ่อมแบบของภาคอีสานก็ลองเปลี่ยนมาลองรับประทานแกงอ่อมสไตล์เหนือกันบ้างก็ได้

อาหารเหนือที่รสชาติอร่อยกลมกล่อม อากาศที่เต็มไปด้วยโอโซนกับทิวทัศน์สวยงามน่ามอง เมื่อมีโอกาสได้มาเยือนก็อย่าพลาดที่จะแวะจอดรถชิมอาหารเหนือกัน บอกเลยว่าอาหารเหนือมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนที่อื่น เพราะมีอาหารพื้นบ้านมากมาย ที่น่ารับประทาน นี้แค่ส่วนหนึ่งของอาหารเหนือที่คนไปเที่ยวต้องแวะทานให้ได้ ไม่อย่างนั้นอาจจะเรียกว่ามาไม่ถึงเมืองเหนือ