Category Archives: อาหารไทย

ส้มตำ เป็นอาหารประจำถิ่นหรืออาหารประจำชาติ

ส้มตำเป็นอาหารถิ่นที่เรียกได้ว่าคนไทยแทบทุกสารทิศนิยมรับประทานกันจนจะเป็นอาหารประจำชาติอยู่แล้ว และหากถามชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยถึงเรื่องเมนูอาหารไทยที่รู้จักหรือเคยได้ยินชื่อ หนึ่งในคำตอบของนักท่องเที่ยวคงต้องมีส้มตำเป็นคำตอบแน่แท้ เพราะนอกจากรสชาติอันจัดจ้านของส้มตำแล้ว เรื่องกลิ่นที่รุนแรงแต่กลับหอมหวนจมูกของคนไทยก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้เช่นกัน ที่ทำให้ส้มตำเป็นอาหารขึ้นชื่ออันโด่งดัง จนทำให้ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยอยากลิ้มลอง

ส้มตำมาจากไหน?

หากตั้งคำถามเพื่อให้หลาย ๆ คนคาดเดาว่า ส้มตำเป็นของชนชาติใด? เชื่อว่าทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยแทบจะทั้งประเทศคงฟันธงว่าส้มตำเป็นอาหารพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังไม่มีผู้ใดสามารถหาข้อสรุปต้นกำเนิดของส้มตำได้อย่างแน่ชัด มีเพียงการ สันนิษฐานไปในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นส้มตำมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่กรุงเทพฯ อยู่แล้ว หรือบางท่านก็ สันนิษฐานจากที่มาของวัตถุดิบว่าส้มตำเข้ามาจากทางตอนใต้ของประเทศไทย แต่มีการ สันนิษฐานที่สำคัญ  สันนิษฐานไว้ว่าส้มตำในรูปแบบปัจจุบันนั้นอย่างที่เราคุ้นเคยมีการดัดแปลงและคิดค้นมาจากแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือและประเทศลาว ถึงแม้ว่าที่มาที่ไปจะไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่แน่นอน แต่นั้นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ส้มตำได้รับความนิยมลดลงเลยแม้แต่น้อย

ทำไมถึงเรียกว่าส้มตำ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใส่ส้ม

อย่างที่หลายคนทราบกันว่าส้มตำเป็นอาหารที่ใช้มะละกอดิบเป็นส่วนประกอบหลัก แต่ด้วยความที่การตำส้มตำนั้นจะเน้นความเปรี้ยวเป็นหลัก จึงได้มีการใช้คำว่าส้มแทนคำว่าเปรี้ยว จึงทำให้คนไทยเรียกเมนูนี้ว่าส้มตำ หรือตำส้มในภาคอีสานและภาคเหนือ ถึงแม้จะชื่อเรียกไม่เหมือนกันแต่วิธีการตำส้มตำนั้นเป็นแบบเดียวกันทั้งหมดและไม่นิยมดัดแปลงส่วนผสมเพราะจะทำให้เสียรสชาติ

วิธีการตำส้มตำมีดังนี้ ใส่พริกขี้หนู กระเทียม ถั่วฝักยาวตัดท่อนลงในครก โขลกให้แตกพอประมาณ จากนั้นใส่น้ำตาลปี๊บ บีบน้ำมะนาว น้ำปลา ผงชูรส คนให้เข้ากัน ตามด้วยมะละกอดิบจะหั่นเป็นเส้นหรือจะขูดก็แล้วแต่ความชอบ ฝานมะเขือเทศ ใส่ลงไปและคลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จานโรยถั่วลิสงและกุ้งแห้ง จากนั้นก็จะได้ส้มตำไทยพร้อมรับประทาน แต่ถ้าใครเปลี่ยนใจอยากกินตำปูปลาร้า เพียงแค่ใส่น้ำปลาร้าลงไปในครกและคลุกเคล้าให้เข้ากัน เพียงเท่านี้ ท่านก็จะได้ตำปูปลาร้าอันหอมหวนชวนทานแล้ว

ส้มตำก็ถูกสุขอนามัยได้

ปัจจุบันมีการดัดแปลงเมนูส้มตำโดยการใส่เนื้อสัตว์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหอยแครงดอง หอยแครงสด กุ้งสด ปูม้าสด และอื่น ๆ โดยส่วนมากทางร้านจะเน้นการทำให้เนื้อสัตว์มีลักษณะกึ่งดิบกึ่งสุก ซึ่งไม่ถูกสุขอนามัย ดังนั้นแล้วท่านทั้งหลายจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทกึ่งสุกกึ่งดิบ หรือถ้าหากอยากรับประทานส้มตำที่ใส่หอยดอง หอยแครง ปูม้า หรืออื่น ๆ ก็ควรทำให้เนื้อสัตว์สุกให้ดีเสียก่อน

อย่าพลาดที่จะลิ้มลอง เมนูยอดฮิตของคนหาดใหญ่

เมื่อหลายคนไปเที่ยวอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มักจะซื้อของยอดฮิตขึ้นชื่อติดไม้ติดติดมือกลับไปฝากคนรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นขนมจำพวกช็อกโกแลต คุกกี้ ลูกอม เครื่องดื่ม น้ำผลไม้จากต่างประเทศ อาหารและผลไม้อบแห้ง หรืออาหารเฉพาะถิ่นอย่างไข่ครอบ แกงไตปลา รวมไปถึงมะม่วงเบาแช่อิ่ม เป็นต้น

มะม่วงเบาแตกต่างจากมะม่วงอื่นอย่างไร?

มะม่วงเป็นผลไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งที่มีหลากหลายสายพันธุ์ในประเทศไทย แต่ละสายพันธุ์ก็มีรสชาติเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป เช่น พันธุ์เขียวเสวย ผลอ่อนมีสีเขียวรสชาติกรอบมัน แต่เมื่อสุกกลับมีรสชาติหวานมัน หรือพันธุ์น้ำดอกไม้ ผลอ่อนมีสีเขียวรสชาติเปรี้ยว แต่เมื่อสุกผลเป็นสีเหลืองทองมีรสชาติหวาน  เป็นต้น ส่วนมะม่วงเบามีผลขนาดเล็กประมาณฝ่ามือ ผลอ่อนเป็นสีเขียวมีรสชาติเปรี้ยวจี๊ด เมื่อสุกจะมีรสชาติหวาน แต่ไม่ได้รับความนิยมในการกินผลสุกมากนัก มะม่วงเบาขึ้นเฉพาะทางแทบภาคใต้ของประเทศไทย แต่มีหลายท่านพยายามนำไปปลูกที่อื่น แต่ก็ได้รสชาติเปรี้ยวที่แตกต่างจากมะม่วงเบาทางภาคใต้ เนื่องจากแร่ธาตุของดินที่ใช้ปลูกมีความแตกต่างกัน

มะม่วงเบาหลากหลายเมนู

                มะม่วงเบาให้ผลผลิตครั้งหนึ่งเป็นระยะเวลาประมาณ ๓-๔ เดือน และให้ผลครั้งละหลายลูก จึงทำให้การกินมะม่วงเบาให้ทันเวลาก่อนมะม่วงสุกนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่ด้วยความที่มะม่วงเบามีรสชาติเปรี้ยว จึงได้รับความนิยมนำมาประกอบอาหาร ทำอาหารและเครื่องดื่ม ดังนั้นหากใครมีโอกาสไปเที่ยวหาดใหญ่ อย่าลืมไปลิ้มลองเมนูมะม่วงเบาเหล่านี้นะ

น้ำพริกมะม่วงเบา

                น้ำพริกมะม่วงเป็นเมนูที่ทำได้ง่ายมาก เนื่องจากมีส่วนประกอบเดียวกันกับน้ำพริกกะปิทั่วไป เพียงแค่ซอยมะม่วงเบาลงไปผสมในน้ำพริกกะปิ ท่านก็จะได้น้ำพริกมะม่วงที่มีรสชาติจัดจ้านเอาไว้รับประทานพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ

น้ำมะม่วงเบาปั่น   

น้ำมะม่วงเบาปั่น นิยมปั่นมะม่วงเบาทั้งเปลือกผสมกับน้ำแข็งและน้ำเชื่อม ความฝาดของเปลือกมะม่วงจะทำให้ได้เครื่องดื่มที่มีรสชาติกล่อมกลม นับว่าเป็นเครื่องดื่มที่แก้กระหายในหน้าร้อนได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

มะม่วงแช่อิ่ม

                การทำมะม่วงแช่อิ่ม ต้องปลอกเปลือกมะม่วงเบาตามจำนวนที่ต้องการให้เกลี้ยง หั่นมะม่วงเบาเป็นแนวยาวพอดีคำ เทมะม่วงเบาลงในภาชนะที่มีฝาปิด จากนั้นนำน้ำปูนใสละลายเข้ากับเกลือเทลงไปให้ท่วมมะม่วงเบาและปิดฝาให้สนิท และทิ้งไว้ 1 คืน วันถัดมาให้เทน้ำปูนใสออกจากภาชนะทั้งหมด จากนั้นจึงเทน้ำเชื่อมที่เตรียมไว้ลงไปในภาชนะเดียวกันจนท่วมมะม่วงเบา ปิดฝาให้สนิทและทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นก็นำมารับประทานได้  ถึงแม้วว่าการทำมะม่วงเบาแช่อิ่มอาจใช้เวลานานหน่อย แต่รับรองว่าเมื่อท่านได้ลิ้มรสฝีมือตัวเอง ท่านจะรู้สึกมีความสุขขึ้นมาทันที

สร้างรายได้จากผลไม้ที่ล้นตลาด

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว มะม่วงเบายังได้รับความนิยมนำมาปรุงรสเปรี้ยวแทนมะนาวในช่วงที่มะนาวมีราคาแพง จะเห็นได้ว่าบางครั้งผลไม้ที่ออกตามฤดูกาลมีเยอะเกินกว่าจะกินทัน เจ้าของผลไม้ยืนต้นบางท่านจึงปล่อยให้ผลไม้เน่าเสียไปตามกาลเวลา ซึ่งถือเป็นการปล่อยผ่านโอกาสอย่างน่าเสียดาย แต่หากมีวิธีคิดที่สร้างสรรค์หรือสามารถหาช่องทางสร้างรายได้จากสิ่งที่มี ก็สามารถทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกทางจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว

แกงเหลืองของคนกรุง แต่เป็นแกงส้มของชาวปักษ์ใต้

หากพูดถึงอาหารประจำถิ่นรสชาติจัดจ้านถึงเครื่องของชาวปักษ์ใต้ เมนูแรก ๆ ที่คนต่างถิ่นนึกถึงคงจะหนีไม่พ้นแกงเหลืองหรือแกงส้มนั่นเอง แกงเหลืองเป็นชื่อที่คนภาคกลางใช้เรียกเนื่องจากเรียกตามสีเหลืองของน้ำแกงที่เกิดจากขมิ้น ส่วนชาวปักษ์ใต้นั้นเรียกว่าแกงส้ม ไม่ใช่เพราะสีของน้ำแกงมีสีส้มแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะรสชาติของน้ำแกงนั้นมีรสเปรี้ยวนำต่างหาก

ความนิยมของแกงส้ม

แกงส้มไม่ได้รับความนิยมเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้เท่านั้น แต่พบว่าทุกภูมิภาคของประเทศไทยนิยมรับประทานแกงส้ม เนื่องจากเป็นแกงที่มีรสชาติที่จัดจ้าน กลมกล่อมเข้ากันอย่างลงตัว อีกทั้งไม่มีสูตรตายตัวเพราะสามารถใส่ผักหรือเนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ ได้ตามความชื่นชอบของแต่ละคน ถึงแม้ว่าแกงส้มจะได้รับความนิยมในประเทศไทยและนิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลาย แต่ต้องยอมรับว่าแกงส้มของชาวปักษ์ใต้นั้นมีรสชาติที่แตกต่างจากภาคอื่น มีความอร่อยและจัดจ้านอย่างเป็นเอกลักษณ์

เคล็ดลับของความเป็นเอกลักษณ์

                ขั้นตอนของการทำแกงส้มนั้น ต้องเริ่มจากการทำเครื่องแกง การทำเครื่องแกงไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เริ่มจากใส่กระเทียมและหอมแดงปลอกเปลือกเกลี้ยงอย่างละ 1 หัว  พร้อมขมิ้นทั้งเปลือก 1 แง่ง พริกแห้งเผาในปริมาณที่ชอบ และเกลือปริมาณปลายช้อนชา ลงในครกหิน ก่อนตำควรหยดน้ำอุ่นลงไปเล็กน้อยเพื่อให้เครื่องเทศไม่กระเด็นออกจากครก จากนั้นโขลกทุกอย่างเข้าด้วยกัน จึงนำกะปิแท้แบบใต้ใส่ลงไปและโขลกกะปิให้เข้ากับเครื่องเทศ

เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดในการทำเครื่องแกงส้มฉบับชาวปักษ์ใต้นั้น คือ ไม่นิยมใส่กระชาย ข่า และตะไคร้ และต้องตำเครื่องแกงกับครกหินเท่านั้น ห้ามปั่นละเอียดกับเครื่องปั่นเด็ดขาด เพราะการปั่นกับเครื่องปั่นนั้นจะทำให้เครื่องเทศไม่แตกตัว เหลวเป็นน้ำและไม่มีความเข้มข้น เมื่อได้เครื่องแกงส้มแล้วให้นำน้ำสะอาดใส่หม้อ ตั้งไฟให้เดือด จากนั้นนำเครื่องแกงส้มที่ได้ลงไปละลายกับน้ำเดือด ปรุงรสเปรี้ยวด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว ส้มแขกแห้ง หรือ ตะลิงปลิง ส่วนขั้นตอนสุดท้ายของการทำแกงส้มคือการใส่ผักและเนื้อสัตว์ตามความต้องการ จะเห็นได้ว่าวิธีกาทำแกงส้มของชาวปักษ์ใต้นั้นไม่ได้มีวิธีที่แตกต่างไปจากการทำแกงส้มของภาคอื่นมากนัก แต่เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่กล่าวมานี่แหละปัจจัยสำคัญที่ทำให้ได้แกงส้มในรสชาติที่แตกต่างกันไป

ประโยชน์ของแกงส้ม

                นอกจากแกงส้มจะมีรสชาติที่จัดจ้านถึงใจแล้ว แกงส้มยังมีสรรพคุณเป็นยาที่มีฤทธิ์ระบายอ่อน ๆ จากการผสมวัตถุดิบรสเปรี้ยวอย่างมะนาว ส้มแขก หรือน้ำมะขามเปียกเป็นต้น ซึ่งมีส่วนช่วยในการขับถ่ายและบรรเทาอาการท้องผูก อีกทั้งแกงส้มยังเป็นอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบอาหารแต่ละขั้นตอนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสมุนไพรพื้นบ้านทั้งสิ้น ดังนั้นแล้วหากใครกำลังควบคุมน้ำหนักตัวโดยการรับประทานอาหารคลีนเพียงอย่างเดียว แกงส้มอาจเป็นเมนูทางเลือกหนึ่งในการหลีกเลี่ยงความจำเจของอาหารคลีนได้

อาหารตามสั่ง มื้อเที่ยงที่รวดเร็ว แบบฉบับคนไทย

นอกจากมื้อเช้าที่แสนจะเร่งด่วนแล้ว อาหารเที่ยงก็เป็นอีกมื้อหนึ่งที่มีความสำคัญกับร่างกายคนเรามาก ทั้งเรื่องของรสชาติอาหารและคนส่วนใหญ่มักใช้ชีวิตเร่งด่วน เราจึงจะพบร้านอาหารตามสั่งอยู่ทุกมุมตึก หรือแม้แต่ข้างทางก็มักจะพบเห็นอยู่เป็นประจำ นอกจากนั้นแล้วสิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่ารสชาตินั่นก็คือความสะอาดของร้านที่จะเข้าไปรับประทาน

ร้านอาหารตามสั่งที่มักพบโดยทั่วไปมักจะมีการเตรียมวัตถุดิบที่สามารถหาซื้อได้ง่ายตามตลาด หรือมักจะมีวัตถุดิบในการประกอบอาหารที่คนส่วนใหญ่จะนิยมรับประทาน เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ ส่วนประเภทผักที่มักจะมีในสั่งอยู่ตลอดก็จะเป็น กระเพรา คะน้า ผักกาดขาว แครอท ส่วนใหญ่มักเป็นผักที่มีในทุกฤดูกาล บางร้านก็มักจะมีอาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ ไว้เป็นวัตถุดิบเสริมเช่น ปลากระป๋อง เส้นมาม่า วุ้นเส้น หรือ ทูน่ากระป๋องก็มีเช่นเดียวกัน จุดเด่นของอาหารตามสั่งหลัก ๆ จะเป็นเรื่องของความรวดเร็วแล้ว บางร้านยังมักจะมีเมนูพิเศษอื่น ๆ ร่วมด้วยเพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า เพราะเมนูอาหารตามสั่งของคนไทยมักจะสั่งเหมือนเดิมซ้ำ ๆ กัน จึงมักพบเห็นร้านอาหารตามสั่งมักจะขึ้นป้ายโชว์ วัตถุดิบพิเศษ หรือเมนูพิเศษกันเป็นประจำ วันนี้พามาดูเมนูอาหารตามสั่งที่เป็นที่ชื่นชอบของคนไทยส่วนใหญ่กัน

กระเพราะหมู/ไก่ ไข่ดาว เมนูยอดนิยมตลอดกาลต้องยกให้เมนูนี้เท่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหน อายุเท่าไหร่ เมนูนี้ก็ยังคงครองใจมาโดยตลอด เพราะเป็นเมนูที่ทำง่าย รวดเร็วและอิ่มอิ่มท้อง โดยการเตรียมใบกระเพรา บางร้านอาจจะเพิ่มถั่วฝักยาว และหอมใหญ่ลงไปด้วย ตั้งกระทะใส่น้ำมันให้ร้อน ใส่พริกขี้หนูทุบกับกระเทียมลงไปผัดให้เกิดกลิ่นหอม ใส่เนื้อสัตว์ลงไปผัดให้พอสุก ปรุงรสให้เข้ากัน จึงใส่ใบกระเพราพระเอกของจานลงไปเป็นลำดับสุดท้าย ผัดให้เข้ากัน ตักออกราดบนข้าวสวยร้อน ๆ บางคนบอกต้องทานคู่กับไข่ดาวด้วย จะเป็นการเพิ่มรสชาติให้กับกระเพาะจานโปรดของคุณด้วย

ผัดซีอิ๊ว เมนูยอดฮิตลำดับต่อมา สำหรับท่านไหนที่เบื่อข้าวแล้วอยากจะลองเปลี่ยนเมนูมาเป็นเส้น ๆ ดูบ้าง ผัดซีอิ๊วเป็นเมนูที่มีรสหวานออกหวานและเค็ม จึงทำให้ร้านอาหารตามสั่งมักมีเครื่องปรุงต่าง ๆ ให้สามารถเพิ่มรสชาติได้ในทุกโต๊ะอาหาร เรามักจะพบเครื่องปรุงที่มีให้ปรุงกันแบบครบเครื่องไม่ว่าจะเป็น พริกป่น น้ำตาล น้ำส้มสายชูที่ดองพร้อมกับพริก และน้ำปลา ผัดซีอิ้วเริ่มจากใช้ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ ลงไปผัดกับกระเทียมสับในน้ำมันร้อน ๆ เติมซีอิ๊วดำ หรือบางคนเรียกซอสหวาน จนเส้นกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ ใส่ผักคะน้าลงไปผัดด้วย เมื่อผักเริ่มสุกได้ที่จึงใส่ไข่ไก่ลงไปผัดอีกรอบ จนไข่เริ่มสุกและปรุงรส ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ เป็นอาหาตามสั่งที่อร่อยรวดเร็วไม่แพ้ผัดกระเพราเลยทีเดียว

นอกจากเมนูอาหารตามสั่งยอดฮิตแล้วร้านอาหารตามสั่งยังเป็นร้านที่มักมีราคาไม่แพงหากเทียบกับร้านอาหารอื่น ๆ และมีเมนูอิ่มท้องสามารถทานได้ทุกเพศ ทุกวัย เหมาะสำหรับชีวิตที่ต้องการความสะดวก และความอิ่มอร่อยไปพร้อม ๆ กัน

 

ชวนมารู้จักของว่างไทยที่วางคู่กันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล

คนไทยมักขึ้นชื่อในเรื่องของการทำอาหารมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ด้วยเอกลักษณ์รสฝีมือที่โดดเด่นจึงไม่แปลกใจที่จะเห็นอาหารคาวหวานต่าง ๆ จัดวางอยู่บนสำรับกับข้าวได้อย่างน่ารับประทาน นอกจากจะมีอาหารคาว หวาน ที่รสชาติเป็นเอกลักษณ์แล้วยังมี อาหารว่างอีกหนึ่งอย่างที่จัดวางคู่กันแบบนี้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 นั่นก็คือ สาคูไส้หมู และ ข้าวเกรียบปากหม้อ

ตามตำนานได้เล่าถึงสมัยรัชกาลที่ 1 ท่านทรงโปรดเสวยขนมไข่เหี้ยมาก แต่ในขณะนั้นไม่สามารถจัดหามาให้ท่านได้ แม่นางเสือ สนมของท่านซึ่งเป็นคนลาว เมื่อครั้งที่ท่านได้ยกทัพไปนครเวียงจันทร์ เป็นผู้ที่มีฝีมือในการทำอาหารเป็นอย่างมาก จึงได้นำแป้งข้าวเหนียว ผสมกับแป้งสาคู นำมาห่อกับถั่วที่มีรสชาติคล้าย ๆ กับขนมไข่เหี้ยนั้น แล้วนำไปนึ่งจนสุกให้มองเห็นไส้ข้างในสีเหลืองทอง แป้งข้าวนอกใสขุ่น นำขึ้นถวาย เวลาจะเสวยให้ราดน้ำกะทิสดลงไป ขนมจะมีความนุ่มลื่น คล้าย ๆ กับไข่ของจริง ส่วนเรื่องของไส้นั้นหลังจากได้นำไปถวายแล้วจึงมีการปรับเปลี่ยนไส้ให้เป็นของคาวมากขึ้น ด้วยการผัดไส้พร้อมกับหมูสับ หัวไชโป๊ว รากผักชี และเครื่องปรุงรสอื่น ๆ จากนั้นนำไปห่อกับแป้ง แล้วนำไปนึ่งจนสุก กลายมาเป็น          สาคูไส้หมู ทานคู่กับผักสดและพริกสด เป็นเมนูของว่างยามบ่ายที่ลงตัว อิ่มกำลังดี

อีกหนึ่งของว่างที่เป็นของทานคู่กันกับสาคูไส้หมูนั่นก็คือ ข้าวเกรียบปากหม้อ ซึ่งอาหารว่างทั้ง 2อย่างนี้มีลักษณะของไส้ที่คล้ายคลึงกัน แต่วิธีทำแตกต่างกัน ข้าวเกรียบปากหม้อ ของไทยนั้นมีลักษณะคล้าย ๆ กับข้าวเกรียบปากหม้อญวน อาหารว่างของชาวเวียดนาม แต่ต่างกันที่ตัวไส้ ข้าวเกรียบปากหม้อญวนนั้นมักจะทานคู่กับน้ำจิ้มที่มีรสเปรี้ยว เค็ม หวานและเผ็ด

ชื่อเรียกของข้าวเกรียบปากหม้อนั้นอาจจะหมายความตามวิธีการทำข้าวเกรียบปากหม้อในสมัยก่อน ซึ่งจะใช้ผ้าขึงตรึงบนปากหม้อ ผสมแป้งข้าวจ้าวและแป้งมัน กับน้ำเปล่าและน้ำกะทิ จนละลายเป็นน้ำแป้ง นำผ้าขาวขึงกับหม้อที่ใส่น้ำ อาจจะกรีดริมผ้าไว้เพื่อเติมน้ำ ตั้งไฟจนน้ำเดือด นำแป้งที่ผสมตักลงบนผ้าละเลงแป้งเป็นวงกลมคล้ายกับข้าวเกรียบว่าว ปิดผ้าหม้อเพื่อให้แป้งสุกนิ่ม จากนั้นก็ใส่ไส้ที่ทำจากหัวผักกาด หมูสับ ส่วนผสมคล้าย ๆ กับไส้ของสาคูไส้หมู ลงไป ห่อแป้งด้วยไม้พายใช้วิธีหุ้มไส้ แป้งที่สุกดีแล้วจะมีความเหนียวเล็กน้อยมีลักษณะเป็นสีขาวขุ่นมองเห็นไส้จากข้างนอกได้ ตักใส่จานโรยด้วยกระเทียมเจียวหอม ๆ และตักน้ำหัวกะทิราด พร้อมรับประทาน

อาหารว่างทั้ง 2 อย่างนี้มักถูกจัดเป็นของคู่กันมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงถึงปัจจุบัน นอกจากจะขึ้นชื่อในเรื่องของความอร่อยแล้ว ยังถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่มีเฉพาะที่ประเทศไทยของเราอีกด้วย

 

อาหารว่างทำเองแบบไทย อร่อยมัดใจในครอบครัว

อาหารว่างหรืออาหารระหว่างมื้อ เป็นอาหารที่เรามักจะรับประทานในช่วงเวลาที่ไม่เร่งรีบ หรืออยู่พร้อมหน้ากันในครอบครัว  เพื่อความเพลิดเพลินระหว่างพูดคุยกัน หรือเพื่อรองท้องแก้หิวเมื่อต้องรอรับประทานอาหารมื้อหลัก แต่บางครั้งการทำอาหารว่างรับประทานอาจเกิดจากความชื่นชอบในอาหารว่างชนิดนั้น ๆ อีกด้วย

ความพิถีพิถันแบบไทย เกิดเป็นอาหารว่างอันมีเสน่ห์น่ารับประทาน

อาหารว่างที่นำมากล่าวถึงอย่างแรกคือ “หมูโสร่ง” ขั้นตอนการทำนั้นเริ่มจากใช้เนื้อหมูบดมาผสมกับรากผักชีและกระเทียมที่โขลกรวมกันไว้แล้ว ปรุงรสด้วยน้ำปลา เกลือ และพริกไทยป่น ใส่ไข่ลงไปผสมจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกันพักไว้ ปั้นหมูเป็นก้อนกลม ๆ แล้วนำเส้นหมี่ซั่วมาพันให้รอบ ในขั้นตอนนี้ต้องใช้ความละเอียดในการพันเส้นให้รอบเนื้อหมูที่ปั้นไว้ จากนั้นนำลงไปทอดให้ทั่วจนสุกเป็นสีเหลืองสวย โดยในขึ้นตอนนี้อาจต้องใช้ไฟอ่อนและคอยพลิกชิ้นหมู ที่กำลังทอดเพื่อให้สุกทั่วถึงกันและไม่ไหม้เกรียมจนเกินไปนั่นเอง เมื่อจะรับประทานกับน้ำจิ้มไก่ที่มีรสชาติหวานก็เข้ากันได้ดี

ของทอดยอดฮิต ขายดีติดอันดับ อย่าง “ปอเปี๊ยะทอด” ที่คนไทยชื่นชอบ วิธีการทำปอเปี๊ยะเริ่มจากทำไส้ก่อนด้วยการนำรากผักชี กระเทียม พริกไทย มาโขลกรวมกันใส่เนื้อหมูบด เห็ดหูหนู วุ้นเส้น กะหล่ำปลี ถั่วงอก และแครอทซอย ผสมเข้ากับเครื่องปรุงรสคลุกกับไข่ขาวให้เข้ากัน แล้วใช้แผ่นโรตีมาห่อให้แน่นเป็นชิ้น ๆ แล้วนำไปทอดในน้ำมันด้วยไฟปานกลาง จนสุกเหลืองกรอบ รับประทานกับน้ำจิ้มบ๊วย

“หมูสะเต๊ะ” เป็นเมนูของว่างที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอินโดนีเซีย ด้วยรสชาติที่อร่อยกลมกล่อมจนเป็นที่ถูกปากคนไทย จึงนิยมรับประทานเป็นอาหารว่าง ขั้นตอนการทำนั้นเริ่มจากการนำเครื่องเทศประกอบด้วย ลูกยี่หร่า ข่า ตะไคร้ ลูกผักชี โขลกรวมกันแล้วนำไปผสมกับผงขมิ้น ผงกะหรี่ น้ำสัปปะรด พริกไทยป่น หัวกะทิ น้ำตาล เสร็จแล้วนำหมูหั่นเป็นแผ่นบางลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นจึงนำไปแช่ตู้เย็นไว้สักพักเพื่อให้เครื่องเทศซึมเข้าในเนื้อหมู เมื่อจะรับประทานก็นำหมูมาเสียบเป็นไม้ๆแล้วย่างด้วยไฟอ่อนจนสุก รับประทานกับน้ำจิ้มซึ่งจะมีสองชนิดรับประทานด้วยกัน คือน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะที่ทำมาจากพริกแกงเผ็ด ถั่วลิสง กะทิ น้ำมะขามเปียก และน้ำตาลปี๊บ และน้ำจิ้มอาจาด ที่มีน้ำส้มสายชูเกลือน้ำตาลทราย แตงกวาหั่นชิ้น พริกและหอมแดงซอย ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของหมูสะเต๊ะที่เข้ากันได้เป็นอย่างดี

อาหารว่างแบบไทยมักจะมีขั้นตอนในการทำที่ละเอียดอ่อน รสชาติกลมกล่อม มีหน้าตาน่ารับประทาน อาจเป็นของหวานแบบขนมหรืออาหารคาวที่นำมาประยุกต์เป็นอาหารว่างได้เช่นกัน

อาหารถิ่นล้านนา อาหารเหนือของไทยรสชาติประทับใจไม่รู้ลืม

ถ้านึกถึงประเทศไทยช่วงฤดูหนาว บรรยากาศหมอกลอยจาง ๆ พร้อมสูดกลิ่นไอของอากาศบริสุทธิ์ หลายคนต้องนึกถึงภาคเหนือเป็นสถานที่แรก ๆ และออกเดินทางเพื่อไปสัมผัสบรรยากาศลมหนาวเย็นที่เหนือ เมื่อเรามาเยือนเมืองเหนือถิ่นล้านนาทั้งที สิ่งที่จะพลาดไม่ได้คืออาหารเหนือ อาหารเฉพาะถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชวนให้หลงใหล บอกได้คำเดียวเลยว่า “ลำแต้ ๆ”ซึ่งคำว่า “ลำแต้ ๆ” เป็นภาษาถิ่นของภาคเหนือซึ่งแปลว่า “อร่อยจริง ๆ” นั่นเอง มาไกลถึงเมืองเหนือต้องอย่าพลาดรับประทานอาหารนิยมยอดฮิต มีทั้งอาหารจานเดียว เมนูแบบกับข้าว และเครื่องจิ้ม รสชาติเข้มข้นแบบต้นฉบับ หลากหลายจนรับประทานกันได้ไม่มีเบื่อแน่นอน

เมนูที่หลากหลายและรสชาติที่กลมกล่อมแบบสไตล์ล้านนา

อาหารเหนือต้องเริ่มที่เมนูนี้เลย ข้าวซอยไก่ กับน้ำพริกข้าวซอยที่ทำเอง รสชาติเข้มข้น จะใช้บะหมี่เหลืองทอดกรอบ รับประทานกับน่องไก่คำใหญ่ต้มจนเปื่อย เนื้อนุ่มจนละลายในปากกันเลย เมื่อจะรับประทานก็จะบีบมะนาวแล้วแกล้มด้วยหอมแดงและผักกาดดองเพื่อรสชาติที่กลมกล่อมยิ่งขึ้น

“ขนมจีนกับน้ำเงี้ยว”  เมนูที่อร่อยมาก ๆ บางร้านจะลงมือทำเส้นขนมจีนเอง ถ้าอยากกินแบอร่อย ๆ ต้องเลือกร้านที่ทำขนมจีนเองสด ๆ จะยิ่งดี น้ำเงี้ยวนั้นจะนำเอากระดูกหมูไปเคี่ยวจนเนื้อหมูเปื่อยนุ่ม ทำให้กินได้ ส่วนน้ำพริกแกงที่ใช้ทำน้ำเงี้ยว จะมีกลิ่นหอมจัดจ้าน รสเข้มข้นเข้ากันกับน้ำน้ำซุป เท่านี้จะได้กินขนมจีนน้ำเงี้ยวแสนอร่อย ที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวทางภาคเหนือ

ต่อกันที่ “ไส้อั่ว” เป็นอาหารพื้นเมืองของทางภาคเหนือ ทำจากเนื้อ หมูบด ผสมพริกแห้ง กระเทียม ขมิ้น ข่า ใบมะกรูด หอมแดง และเครื่องปรุงรส แล้วใส่ไปในไส้อ่อนของหมูที่ล้างทำความสะอาดไว้ เมื่อนำไปย่างก็จะได้ไส้อั่วแสนอร่อย กลิ่นหอมชวนรับประทานแล้ว

สุดยอดเมนูเด็ดอีกหน่งอย่าง ที่หลายคนนิยมซื้อกลับติดไม้ติดมือไปฝากคนที่บ้าน เมนูนี้ถือว่าเป็นเครื่องจิ้มพื้นบ้านแท้ ๆ นั่นคือ “น้ำพริกหนุ่ม” วิธีการทำนั้นจะเอาพริกหนุ่มไปย่างจนหอม แล้วจึงโขลกรวมกับหอมแดง กระเทียม ปรุงรสด้วยเกลือ แล้วโรยด้วยต้นหอมกับผักซี จัดเป็นของอร่อยประจำครัวของคนเหนือเลยทีเดียว

“แกงอ่อมหมู” เมนูอุ่น ๆ แบบนี้เข้ากันดีกับอากาศหนาว ๆ ใช้รับประทานแก้หนาวได้อย่างดี
โดยแกงอ่อมหมู ใส่หมูสามชั้นและเครื่องในมาพร้อมน้ำพริกแกงอ่อมสูตรต้นตำหรับพื้นบ้านทางเหนือ รับประทานกับขนมจีนยิ่งทำให้อร่อยกลมกล่อมยิ่งขึ้นไปอีก ใครที่เบื่อแกงอ่อมแบบของภาคอีสานก็ลองเปลี่ยนมาลองรับประทานแกงอ่อมสไตล์เหนือกันบ้างก็ได้

อาหารเหนือที่รสชาติอร่อยกลมกล่อม อากาศที่เต็มไปด้วยโอโซนกับทิวทัศน์สวยงามน่ามอง เมื่อมีโอกาสได้มาเยือนก็อย่าพลาดที่จะแวะจอดรถชิมอาหารเหนือกัน บอกเลยว่าอาหารเหนือมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนที่อื่น เพราะมีอาหารพื้นบ้านมากมาย ที่น่ารับประทาน นี้แค่ส่วนหนึ่งของอาหารเหนือที่คนไปเที่ยวต้องแวะทานให้ได้ ไม่อย่างนั้นอาจจะเรียกว่ามาไม่ถึงเมืองเหนือ

ซีฟู้ด อาหารอร่อย สด ๆ จากทะเล ที่หากินได้ทั่วไป

ทะเล เป็นสถานที่พักผ่อนที่เรามักนึกถึงเป็นที่แรก เมื่อมีเวลาว่างหรือต้องการไปท่องเที่ยวสถานที่สวย ๆ กับเพื่อน ครอบครัว หรือคนรู้ใจ เพราะนอกจากวิวทิวทัศน์ที่สวยงามสบายตาแล้ว ยังมีกิจกรรมให้เราได้สนุกสนานไปกับกิจกรรมนั้น ๆ ด้วย เช่น การว่ายน้ำ การเล่นเรือสปีดโบ๊ท การดำน้ำชมปะการัง เป็นต้น แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ดึงดูดใจให้อยากเดินทางไปสัมผัส นั่นก็คือ แหล่งอาหารทะเลซึ่งมีความสดใหม่ นำมาประกอบอาหารให้บริการแก่ผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารชนิดนี้ด้วยนั่นเอง

หลายคนชื่นชอบบรรยากาศยามเย็นนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินลับขอบฟ้า และได้เพลิดเพลินอาหารทะเลที่อร่อยสดใหม่เต็มคำ ช่วยผ่อนคลายความเครียดและอ่อนล้าจากการทำงานได้เป็นอย่างดี วัตถุดิบจากทะเลนำมาประกอบอาหารซีฟู้ด อาทิเช่น กุ้ง หอย ปู หรือปลา นำมาปรุงเป็นเมนูรสเด็ดได้หลากหลาย

เริ่มต้นกันด้วย เมนูกุ้งย่าง เป็นเมนูที่สามารถปรุงรับประทานได้ง่าย เพียงแค่นำกุ้งมาล้างน้ำให้สะอาดโดยไม่ต้องปอกเปลือก แล้วนำไปวางย่างบนเตาไฟสักครู่ จนตัวกุ้งเปลี่ยนเป็นสีส้มทั่วทั้งตัวก็พร้อมรับประทาน กุ้งเผาที่สดใหม่จะมีเนื้อที่หวานและแน่น รับประทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดส์ ซึ่งใช้พริกขี้หนูตำกับกระเทียมปรุงรสด้วยมะนาวและน้ำปลาให้รสชาติที่เผ็ดและเปรี้ยว เข้ากันได้ดีกับเนื้อกุ้งที่หวานอย่างลงตัว

เมนูต้มยำกุ้ง ซึ่งจัดว่าเป็นเมนูที่เป็นที่ถูกปากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ เมนูนี้จะใช้การต้มกุ้งในน้ำเดือดที่ประกอบไปด้วยเครื่องสมุนไพรต้มยำ แล้วจึงปรุงรสด้วยพริกสดบุบพอแตก เติมรสชาติด้วยมะนาว น้ำปลาและเครื่องปรุงรส ให้มีรสชาติเปรี้ยวเค็มและเผ็ดนิดหน่อย อาจมีการเพิ่มความอร่อยกรอบโดยการใส่เห็ดฟางเพิ่มด้วย ถือเป็นเมนูที่อร่อยครบรส

เมนูปลากะพงทอดน้ำปลา จะใช้ปลากะพงขนาดกำลังพอดีหมักด้วยเครื่องปรุงแล้วนำมาทอดให้เหลืองกรอบ ราดด้วยน้ำปลาที่ปรุงให้มีรสเค็มและหวานเล็กน้อย จะกินคู่กับน้ำยารสชาติจัดจ้าน มีการใส่มะม่วงเปรี้ยวซอยลงไปเพื่อเพิ่มรสชาต

เมนูปูผัดผงกะหรี่ เริ่มด้วยการนำปูมาหั่นเป็นชิ้น ๆ แล้วผัดเข้ากับผงกะหรี่กลิ่นหอม ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงและโรยใบขึ้นฉ่ายลงไปเป็นขั้นตอนสุดท้าย ทำให้ได้กลิ่นที่หอมและรสชาติเนื้อปูอันเป็นเอกลักษณ์เข้ากันได้เป็นอย่างดี

เมนูยำปูม้า เป็นเมนูที่ใช้ความอร่อยของเนื้อปูมาผสมกับรสชาติจัดจ้านในแบบของยำ นิยมใช้ปูม้าสดล้างให้สะอาดนำไปแช่เย็นจนเนื้อปูเริ่มแข็งตัวเมื่อจะรับประทานก็นำมาใส่ในน้ำยำที่ประกอบไปด้วยพริกมะนาวกระเทียมและเครื่องปรุงรสต่างๆคลุกเคล้าให้เข้ากัน เข้ากันดีกับรสหวานของเนื้อปูม้าอย่างกลมกล่อม

หลายคนชื่นชอบบรรยากาศยามเย็นนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินลับขอบฟ้า และได้เพลิดเพลินอาหารทะเลที่อร่อยสดใหม่เต็มคำ ช่วยผ่อนคลายความเครียดและอ่อนล้าจากการทำงานได้เป็นอย่างดี

เครื่องแกงไทย มนต์เสน่ห์มัดใจไม่แพ้ชาติใดในโลก

คนไทยเรามักคุ้นเคยกับอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นเครื่องแกง เนื่องจากเป็นอาหารที่สืบทอดวิธีปรุงเมนูนี้กันมาจากรุ่นสู่รุ่น และในปัจจุบันก็สามารถซื้อหามารับประทานได้ง่าย เนื่องจากอาหารไทยโดยส่วนใหญ่ จะเป็นอาหารที่ทำมาจากเครื่องแกงเป็นวัตถุดิบหลักหลากหลายเมนู เช่น แกงเผ็ด แกงคั่ว ฯลฯวันนี้เราจะพามารู้จักเครื่องแกงชนิดต่างๆ ที่ใช้ปรุงเป็นอาหารไทย จะมีความเหมือนหรือต่างกันในองค์ประกอบเพื่อให้เข้ากันกับรสชาติของเมนูนั้น ๆ สันนิษฐานว่าเครื่องแกงไทยนั้น มีมานานตั้งแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ 2 และมีพื้นฐานมาจากอาหารอินเดียอีกด้วย

เครื่องแกงไทยนั้นมีมากมายหลายชนิด แตกต่างไปตามวัตถุดิบที่ใช้ประกอบเมนูนั้น ๆ

เครื่องแกงสูตรเด็ดที่เรามักจะได้รับประทานประจำอย่างเช่น เครื่องแกงเผ็ด เครื่องแกงคั่ว เครื่องแกงพะแนง และ เครื่องแกงมัสมั่น เนื่องจากสามารถประยุกต์วัตถุดิบที่ใช้นำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย และเป็นที่คุ้นเคยและถูกปากคนไทยมาอย่างยาวนาน

ขั้นตอนที่พิถีพิถันนำมาซึ่งรสชาติที่กลมกล่อม

เครื่องแกงเผ็ด มีวัตถุดิบหลัก ๆ คือ หัวหอมแดง หัวกระเทียม ตะไคร้ซอย ผิวมะกรูดซอย ข่าซอย พริกแห้ง กะปิ เกลือป่น รากผักชี ลูกผักชี และยี่หร่า ต่อมาเป็นเครื่องแกงคั่ว จะมีส่วนผสมเหมือนเครื่องแกงเผ็ดแต่จะไม่ใส่รากผักชี ลูกผักชีและยี่หร่า แต่จะเพิ่มพริกไทยมาแทน สำหรับเครื่องแกงพะแนง จะใช้ส่วนผสมทั้งของเครื่องแกงเผ็ดและเครื่องแกงคั่วรวมกัน และสุดท้ายเครื่องแกงมัสมั่น จะใช้ส่วนผสมเหมือนแกงพะแนงแต่จะเพิ่มลูกจันทร์และอบเชยเข้ามาด้วย โดยวิธีการทำเครื่องแกงจะใช้การโขลกส่วนผสมทั้งหมดรวมกันให้ละเอียดจนเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อเสร็จแล้วจะได้เครื่องแกงที่มีกลิ่นหอมและอุดมไปด้วยคุณค่าจากสมุนไพร

เมนูอาหารไทยที่ต้องใช้พริกแกงมีมากมายหลากหลายเมนู เช่น แกงเผ็ดเป็ดย่าง แกงคั่วหอยแมลงภู่ แกงพะแนงหมู แกงมัสมั่นไก่ เป็นต้น

เครื่องแกงไทย ใส่ความอร่อยและคุณค่าสมุนไพรไทย

ตัวอย่างส่วนผสมในเครื่องแกงและประโยชน์ทางสมุนไพรอาทิเช่น “พริก” ช่วยระบบเผาผลาญของร่างกาย อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งได้ “กระชาย” มีคุณสมบัติช่วยบำรุงมดลูก บำรุงเส้นผม และช่วยในการทำงานของไต “ใบมะกรูด” ช่วยบำรุงสมอง ช่วยขับลม สามารถลดอาการบวมน้ำ และลดความดัน “กระเทียม” ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยย่อยอาหาร และลดคลอเรสเตอรอล บำรุงหัวใจ “หัวหอม” ช่วยให้เจริญอาหาร ความจำดี บำรุงโลหิต “ข่า” ช่วยฆ่าเชื้อรา แบคทีเรีย ขับลมแก้ท้องเฟ้อ “ตะไคร้” ช่วยลดการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ ลดอาการเกิดกรดยูริคหรือโรคเก๊าท์ได้ และ “พริกไทย” ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก บรรเทาอาการไอและช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารซึ่งมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักตัว ซึ่งสรรพคุณเหล่านี้รวมตัวอยู่ในเครื่องแกงอย่างครบครัน

จะเห็นได้ว่าส่วนประกอบในเครื่องแกงไทยมักจะประกอบไปด้วยวัตถุดิบที่มีคุณค่าทางด้านสมุนไพร เมื่อรวมกันแล้วนำมาประกอบอาหารจึงทำให้ผู้รับประทานไม่เพียงแต่ได้รสชาติความอร่อยกลมกล่อม ตามแบบฉบับของอาหารอันประกอบด้วยเครื่องแกงไทย แต่ยังได้รับประโยชน์จากส่วนผสมเครื่องแกงเหล่านี้ควบคู่กันไปอีกด้วย

ผัดกะเพราและข้าวผัด อาหารจานด่วน เมนูเร็วทันใจกับรสชาติที่หลายคนคุ้นเคย

พูดถึงอาหารจานด่วน หลาย ๆ คนคงนึกถึง ข้าวผัดกะเพราและข้าวผัดเป็นอย่างแรก ซึ่งอาหารสองเมนูนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการรับประทานอะไรที่ง่าย ๆ สามารถเลือกใส่วัตถุดิบที่หลากหลาย และมีรสชาติอร่อย ภายในเวลาอันรวดเร็ว มีขั้นตอนและวิธีการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และสามารถทำรับประทานเองได้ที่บ้าน ตามมารู้จักเมนูอาหารจานด่วนนี้กันเลย

ผัดกะเพรา เมนูรสจัดจ้าน

ผัดกะเพราเริ่มเป็นที่นิยมประมาณราว ๆ ปี 2490-2500 เป็นอาหารที่ดัดแปลงมาจากเมนูแกงป่า โดยการนำเนื้อมาผัดกับกระเทียมและเต้าเจี้ยวดำ ใส่ใบกะเพราและพริกลงไป และนำมาวางราดบนข้าวรับประทานกับไข่ดาว ซึ่งในปัจจุบันเราไม่นิยมใส่เต้าเจี้ยวดำในผัดกะเพราแล้ว

ข้าวผัด เมนูอร่อยกลมกล่อม

สำหรับข้าวผัดนั้นสันนิษฐานกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน เกิดจากการนำเอาข้าวเย็นที่เหลือมาผัดรวมกับส่วนผสมอื่น ๆ ที่มีอยู่ จนกลายเป็นเมนูใหม่ขึ้นมา จากนั้นชาวจีนได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานยังประเทศต่าง ๆ แต่ละประเทศก็ปรับปรุงสูตรเมนูข้าวผัดให้เข้ากับรสชาติที่เป็นที่ชื่นชอบของประเทศนั้น ๆ

เมนูอาหารจานด่วนทำง่ายไม่ยุ่งยาก หรือจะสั่งมารับประทานก็ไม่ต้องรอนาน

ขั้นตอนและวิธีการทำผัดกะเพรานั้น เริ่มจากการนำกระเทียมและพริกบุบพอแตกมาผัดเข้าด้วยกันกับเนื้อสัตว์ที่ต้องการทำผัดกะเพรา เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว กุ้ง ปลาหมึก หอยแมลงภู่ ปลา หรือเนื้อปูและเนื้อสัตว์อีกหลายชนิดที่สามารถนำมาทำผัดกะเพราได้ สำหรับบางท่านหรือบางร้านอาจจะใส่วัตถุดิบอื่นเพิ่มเติมด้วย เช่น ถั่วฝักยาว ข้าวโพดอ่อนและหอมหัวใหญ่ ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงต่างๆ เช่นน้ำปลา ซีอิ๊วดำ น้ำตาล ผงชูรส ฯลฯ อาจมีการเติมน้ำสต๊อกพอขลุกขลิก นำมาราดบนข้าวสวยร้อน ๆ นิยมรับประทานคู่กับไข่ดาวเพื่อดับความเผ็ดร้อนอีกด้วย

ส่วนข้าวผัดก็จะมีขั้นตอนและวิธีการทำ โดยการนำข้าวสวยไปผัดกับเครื่องปรุงต่าง ๆ เช่น ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ น้ำพริก ซีอิ๊วดำ ซอสถั่วเหลือง จากนั้นนำเนื้อสัตว์ต่าง ๆ มาใส่ลงไป เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ กุ้ง ปลาหมึก เนื้อปู เป็นต้น อาจเพิ่มไข่ลงไปในขั้นตอนของการผัดด้วย เมื่อจะนำมารับประทานจะใช้มะนาวบีบเพื่อเพิ่มรสชาติ มีแตงกวาหั่นชิ้นและต้นหอมเป็นเครื่องเคียง มักจะเรียกชื่อเมนู ตามส่วนผสมที่ใส่ลงไปผัด เช่น ข้าวผัดหมู ข้าวผัดไก่ ข้าวผัดปู

ตอบสนองความต้องการในยุคสมัยที่เร่งรีบ

ด้วยขั้นตอนที่รวดเร็วและวิธีทำที่ไม่ยุ่งยาก ทั้งยังคงไว้ซึ่งรสชาติความอร่อยของเมนูอาหารจานด่วนนี้ จึงไม่แปลกที่สองเมนูนี้จะเข้าไปอยู่ในใจของใครหลายคน ชนิดที่ว่ารับประทานกันได้ทุกวันติดต่อกันก็ยังไม่รู้สึกเบื่อกันเลย อาจเป็นอาหารที่ดูไม่มีความพิเศษหรือแปลกใหม่ แต่ก็มีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาอย่างยาวนานจนถึงทุกวันนี้