Tag Archives: ขนมโบราณ

ชวนมารู้จักของว่างไทยที่วางคู่กันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล

คนไทยมักขึ้นชื่อในเรื่องของการทำอาหารมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ด้วยเอกลักษณ์รสฝีมือที่โดดเด่นจึงไม่แปลกใจที่จะเห็นอาหารคาวหวานต่าง ๆ จัดวางอยู่บนสำรับกับข้าวได้อย่างน่ารับประทาน นอกจากจะมีอาหารคาว หวาน ที่รสชาติเป็นเอกลักษณ์แล้วยังมี อาหารว่างอีกหนึ่งอย่างที่จัดวางคู่กันแบบนี้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 นั่นก็คือ สาคูไส้หมู และ ข้าวเกรียบปากหม้อ

ตามตำนานได้เล่าถึงสมัยรัชกาลที่ 1 ท่านทรงโปรดเสวยขนมไข่เหี้ยมาก แต่ในขณะนั้นไม่สามารถจัดหามาให้ท่านได้ แม่นางเสือ สนมของท่านซึ่งเป็นคนลาว เมื่อครั้งที่ท่านได้ยกทัพไปนครเวียงจันทร์ เป็นผู้ที่มีฝีมือในการทำอาหารเป็นอย่างมาก จึงได้นำแป้งข้าวเหนียว ผสมกับแป้งสาคู นำมาห่อกับถั่วที่มีรสชาติคล้าย ๆ กับขนมไข่เหี้ยนั้น แล้วนำไปนึ่งจนสุกให้มองเห็นไส้ข้างในสีเหลืองทอง แป้งข้าวนอกใสขุ่น นำขึ้นถวาย เวลาจะเสวยให้ราดน้ำกะทิสดลงไป ขนมจะมีความนุ่มลื่น คล้าย ๆ กับไข่ของจริง ส่วนเรื่องของไส้นั้นหลังจากได้นำไปถวายแล้วจึงมีการปรับเปลี่ยนไส้ให้เป็นของคาวมากขึ้น ด้วยการผัดไส้พร้อมกับหมูสับ หัวไชโป๊ว รากผักชี และเครื่องปรุงรสอื่น ๆ จากนั้นนำไปห่อกับแป้ง แล้วนำไปนึ่งจนสุก กลายมาเป็น          สาคูไส้หมู ทานคู่กับผักสดและพริกสด เป็นเมนูของว่างยามบ่ายที่ลงตัว อิ่มกำลังดี

อีกหนึ่งของว่างที่เป็นของทานคู่กันกับสาคูไส้หมูนั่นก็คือ ข้าวเกรียบปากหม้อ ซึ่งอาหารว่างทั้ง 2อย่างนี้มีลักษณะของไส้ที่คล้ายคลึงกัน แต่วิธีทำแตกต่างกัน ข้าวเกรียบปากหม้อ ของไทยนั้นมีลักษณะคล้าย ๆ กับข้าวเกรียบปากหม้อญวน อาหารว่างของชาวเวียดนาม แต่ต่างกันที่ตัวไส้ ข้าวเกรียบปากหม้อญวนนั้นมักจะทานคู่กับน้ำจิ้มที่มีรสเปรี้ยว เค็ม หวานและเผ็ด

ชื่อเรียกของข้าวเกรียบปากหม้อนั้นอาจจะหมายความตามวิธีการทำข้าวเกรียบปากหม้อในสมัยก่อน ซึ่งจะใช้ผ้าขึงตรึงบนปากหม้อ ผสมแป้งข้าวจ้าวและแป้งมัน กับน้ำเปล่าและน้ำกะทิ จนละลายเป็นน้ำแป้ง นำผ้าขาวขึงกับหม้อที่ใส่น้ำ อาจจะกรีดริมผ้าไว้เพื่อเติมน้ำ ตั้งไฟจนน้ำเดือด นำแป้งที่ผสมตักลงบนผ้าละเลงแป้งเป็นวงกลมคล้ายกับข้าวเกรียบว่าว ปิดผ้าหม้อเพื่อให้แป้งสุกนิ่ม จากนั้นก็ใส่ไส้ที่ทำจากหัวผักกาด หมูสับ ส่วนผสมคล้าย ๆ กับไส้ของสาคูไส้หมู ลงไป ห่อแป้งด้วยไม้พายใช้วิธีหุ้มไส้ แป้งที่สุกดีแล้วจะมีความเหนียวเล็กน้อยมีลักษณะเป็นสีขาวขุ่นมองเห็นไส้จากข้างนอกได้ ตักใส่จานโรยด้วยกระเทียมเจียวหอม ๆ และตักน้ำหัวกะทิราด พร้อมรับประทาน

อาหารว่างทั้ง 2 อย่างนี้มักถูกจัดเป็นของคู่กันมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงถึงปัจจุบัน นอกจากจะขึ้นชื่อในเรื่องของความอร่อยแล้ว ยังถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่มีเฉพาะที่ประเทศไทยของเราอีกด้วย

 

มารู้จักกับรูปแบบขนมไทยโบราณ…อีกศาสตร์และศิลป์อันทรงคุณค่าของไทย


เมนูอาหารของไทยนั้นเต็มไปด้วยสีสันของรสชาติที่มีให้เลือกมากมาย หากแต่เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตจะพบว่าอาหารไม่ทำขึ้นแต่เพียงกินให้อิ่มท้องเท่านั้น ยังทำขึ้นเพื่อให้คนกินเกิดความพออกพอใจกับสิ่งที่ให้รับ ขนมไทยก็ถือว่าเป็นหนึ่งในของกินที่มีความประณีตสวยงาม ทั้งในลักษณะรูปร่างหน้าตาขนมที่ปรากฏ รสชาติเนื้อสัมผัสภายในปาก กลิ่นที่ได้รับทั้งก่อนกินและหลังกิน รวมถึงสีสันที่สดใสสวยงามดึงดูดใจให้อยากหยิบขึ้นมากิน

นอกจากนี้ขนมไทย โดยเฉพาะขนมไทยโบราณ มักจะมีลักษณะที่ทำเลียนแบบธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นผลไม้ เช่น “ขนมเสน่ห์จันทร์” ที่มีรูปร่างหน้าตากลม ๆ สีเหลืองเปล่งปลั่ง มีจุกตรงกลางด้านบนสีน้ำตาลเข้มคล้ายผลของลูกจัน ขนาดชิ้นก็พอดีคำไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป วิธีการทำก็ไม่ยุ่งยากสลับซ้อนอะไร เพียงแค่นำแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว ผงจันป่นผสมกับน้ำตาลทรายที่ละลายในหัวกะทิ เอาไปตั้งไฟคนจนข้นแล้วใส่ไข่แดง เสร็จแล้วนำมาปั้นเป็นลูกกลม ๆ เลียนแบบผลจันทร์ แต่งจุกด้วยน้ำตาลปี๊บเคี่ยวจนมีสีน้ำตาลเข้มเลียนแบบจุกของผลจัน ขั้นตอนสุดท้ายนำไปอบควันเทียนก็จะได้ขนมเสน่ห์จันทร์ที่ทั้งหอมทั้งหวานละมุนโดยสามารถทานได้เลย หรือจะเก็บไว้กินคราวหน้าในภาชนะมีฝาปิดสนิทก็ได้

นอกจากนี้ขนมไทยโบราณยังมีลักษณะที่ทำเลียนแบบทิวทัศน์ เช่น “ขนมบุหลันดั้นเมฆ” ขนมไทยชาววังที่ทำเลียนแบบพระจันทร์เต็มดวงที่อยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงบุหลันลอยเลื่อน ตัวขนมบุหลันดั้นเมฆด้านนอกจะเป็นสีฟ้าครามเข้มคล้ายท้องฟ้าตอนกลางคืน โดยทำจากแป้งข้าวเจ้า แป้งถั่ว น้ำเชื่อม น้ำลอยดอกมะลิ น้ำสีที่ได้จากดอกอัญชัน ผสมให้เข้ากันใส่ลงในถ้วยตะไลขนาดเล็ก นำไปนึ่งพักสักแล้วเอาออกมาเทแป้งตรงกลางที่ยังไม่สุกออก จากนั้นใส่ไข่แดงผสมน้ำตาลตรงกลางเป็นวงกลมสีเหลืองซึ่งคล้ายพระจันทร์เต็มดวง นำไปนึ่งต่อจนสุกก็ได้จะได้ขนมบุหลันดั้นเมฆรสชาติหวานละมุนละไม มีกลิ่นหอมชื่นใจจากน้ำหอมมะลิและสีสันรูปร่างประณีตสวยงามมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ยังมีขนมไทยโบราณมีอีกมากมายหลายชนิด ซึ่งมีวิธีการทำไม่ยุ่งยาก หากแต่ต้องอาศัยการใส่ใจและสมาธิที่จดจ้องกับการปรุง ทำให้ขนมไทยโบราณหลาย ๆ ชนิดที่ทำง่ายสามารถซื้อกินได้ทั่วไปตามท้องตลาด บางครั้งอาจขาดเสน่ห์บางอย่างไป ส่วนขนมไทยโบราณอีกไม่น้อยที่มีวิธีการทำค่อนข้างสลับซ้อน ในปัจจุบันก็เริ่มไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ถ้าหากอยากลองกินก็คงต้องลองลงมือทำ ซึ่งทำให้หลายต่อหลายคนพบว่าศาสตร์และศิลป์แห่งการทำขนมไทยนั้น ก็เป็นอะไรที่น่าหลงใหลไม่น้อยเลยทีเดียว