Tag Archives: ปิ้งย่าง

อาหารที่เป็นขวัญใจของคนไทยทุกเทศกาล

อาหารในประเทศไทยหากให้นับจริง ๆ คงจะนับกันไม่สิ้นสุดและหาข้อสรุปไม่ได้ว่าประเทศไทยมีอาหารกี่ประเภท กี่เมนู มีอาหารสัญชาติใดบ้าง ซึ่งตรงนี้นับว่าเป็นความโชคดีของคนไทยอย่างหนึ่งที่มีอาหารหลากหลายประเภท หลากหลายเมนูให้เลือกรับประทานโดยไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน แต่มีอาหารอยู่ประเภทหนึ่งที่คนไทยกินได้ทุกเทศกาล ไม่ว่าจะเทศกาลไหน ๆ หรือจะฉลองอะไรก็ตาม อาหารที่กล่าวถึงนั้นก็คือ “หมูกระทะ”

ความนิยมของหมูกระทะ

หมูกระทะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่คนไทย จึงไม่แปลกที่จะเห็นร้านหมูกระทะตั้งเรียงรายหลายร้าน ถึงแม้ว่าการนำเนื้อสัตว์มาปิ้งย่างบนกระทะจะถูกเรียกชื่อว่าหมูกระทะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามีแค่เนื้อหมูเท่านั้นที่นิยมนำมาปิ้งย่าง ยังมีเนื้อสัตว์และผักอื่น ๆ อีกหลายชนิดที่ได้รับความนิยมรับประทานร่วมด้วย รูปแบบของการย่างหมูกระทะสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภท คือ หมูกระทะแบบเตาถ่านและหมูกระทะแบบเตาแก๊ส

ประเภทการย่างของหมูกระทะ

โดยเริ่มแรกคนไทยนิยมกินหมูกระทะแบบเตาถ่านก่อน โดยถ่านที่ใช้ให้ความร้อน คือ ถ่านไม้ ที่มีลักษณะเป็นสีดำ รสชาติปิ้งย่างที่ได้จากการใช้ถ่านไม้นั้น จะมีรสหอมควันถ่านติดเนื้อที่ย่าง เสมือนได้กินเนื้อรมควันไปในตัว แต่ด้วยความที่ถ่านประเภทนี้มอดไฟไว้ ประกอบกับมีควันเยอะ จึงทำให้หลาย ๆ ท่านเปลี่ยนมาใช้ถ่านวิทยาศาสตร์หรือถ่านอัดแท่งไร้ควันที่มีคุณสมบัติมอดไฟช้าและมีควันน้อย ซึ่งเหมาะสมกับการนั่งกินหมูกระทะนาน ๆ เพราะไม่ทำให้แสบตาในระหว่างปิ้ง

                ส่วนหมูกระทะที่ใช้เตาแก๊สนั้นถูกนำมาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการปิ้งย่างเท่านั้น ทำให้รสชาติที่ได้จากการย่างเนื้อจากเตาแก๊สนั้น มีรสชาติที่ไม่ต่างกับเนื้อทอดทั่วไป

การเลือกใช้เตาถ่านหรือเตาแก๊สนั้นคงจะไม่ใช่ปัญหาสำคัญ เพราะทั้งเตาถ่านและเตาแก๊สสามารถใช้ทดแทนกันได้ เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ในการทำให้เนื้อสัตว์และผักสุกเหมือนกัน แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดในการกินหมูกระทะคือน้ำจิ้ม หากน้ำจิ้มอร่อยก็พลอยทำให้การกินในครั้งนั้นมีความสุขไปด้วย แต่หากน้ำจิ้มไม่อร่อยก็ถือเป็นอันว่าการกินในครั้งนั้นต้องจบลงแบบเซ็ง ๆ ดังนั้นแล้วจึงขอนำเสนอวิธีการทำน้ำจิ้มหมูกระทะแบบจัดจ้านถึงใจให้ท่านทั้งหลายได้ลองทำตามกัน

สูตรน้ำจิ้มแบบสุกี้จำนวน 34 ถ้วยน้ำจิ้ม

                เริ่มจากซื้อน้ำจิ้มสุกี้รสใดหรือยี่ห้อใดก็ได้ นำมาผสมกับพริกแห้งหรือพริกสดแดงและกระเทียมโขลกละเอียดในอัตรา 1:4 จากนั้นให้ใส่น้ำมะนาวคั้นสด ๆ 1 ลูก ใส่น้ำปลา น้ำส้มสายชูและผงปรุงรสลงไปอย่างละ 1 ช้อนชาเพื่อความกลมกล่อม คนให้เข้ากันเป็นอันว่าเสร็จสรรพ

สูตรน้ำจิ้มแบบซีฟู้ดจำนวน 34 ถ้วยน้ำจิ้ม

                เป็นน้ำจิ้มหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการกินคู่กับหมูกระทะ ซึ่งวิธีการทำนั้นไม่ยุ่งยาก โดยนำพริกขี้หนูสดสีเขียว 10 – 15 เม็ด รากผักชี 1 ราก พร้อมกระเทียมปลอกเปลือก 1 หัว โขลกลงในครกเดียวกันให้ละเอียด จากนั้นจึงใส่น้ำปลา 1 ช้อนชา ผงปรุงรส 1 ช้อนชา น้ำมะนาวสด 2 ลูก ตามด้วยน้ำเชื่อมเข้มข้น 1 ถ้วยน้ำซุป ตักขึ้นจิ้มจากครกใส่ถ้วยและโรยผักชีลงไป จากนั้นคนให้เข้ากัน เพียงเท่านี้ท่านก็จะได้น้ำจิ้มซีฟู้ดสุดแซบ ไว้รับประทานกับหมูกระทะแล้ว

ถึงแม้ว่าหมูกระทะจะมีรสชาติที่อร่อยและเย้ายวนใจ แต่การทานหมูกระทะบ่อย ๆ นั้นอาจส่งผลเสียให้กับร่างกายได้ โดยเฉพาะในเรื่องของน้ำหนัก ดังนั้นแล้วจึงควรทานหมูกระทะแต่พอเหมาะและหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

หม่าล่า รสชาติความเผ็ดที่สะท้านลิ้น ตำนานจากมณฑล เสฉวน

ประเทศไทยขึ้นชื่อเรื่องของอาหารที่รสชาติจัดจ้าน ทั้งความเผ็ดร้อนจากเครื่องเทศที่มักจะผสมลงไปในเครื่องแกงต่าง ๆ หรือจะเป็นพริกแกงที่มีส่วนประกอบหลัก ๆ จากพริก และนอกจากอาหารไทยยังมีอาหารจากประเทศเพื่อนบ้านของเราที่มีรสชาติความเผ็ดที่ไม่แพ้ประเทศไทย เชื่อว่าหลาย ๆ คนยังไม่เคยได้ลิ้มรส “หม่าล่า ”

หม่าล่าสูตรเด็ดลิ้นชาซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของใครหลาย ๆ คนแต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้จักว่าคืออาหารอะไร จริง ๆ แล้วหม่าล่าเป็นเพียงเครื่องเทศที่มีรสชาติเผ็ดร้อนความเผ็ดต่างจากพริกของประเทศไทยแต่เป็นความเผ็ดที่ร้อนชา มีกลิ่นเครื่องเทศที่ทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ซึ่งความเผ็ดร้อนสไตล์หม่าล่านี้ส่งตรงจากมณฑลเสฉวน ประเทศจีน ที่คาดกันว่าผู้ที่เริ่มนำเข้ามาเป็นเมนูยอดฮิตในประเทศไทยนั้นน่าจะมาจากทางฝั่งแม่สาย จังหวัดเชียงรายและได้แพร่หลายออกไปถึงจังหวัดเชียงใหม่ จนกลายเป็นที่รู้จักเฉพาะกลุ่มผู้ที่อาศัยทางภาคเหนือเป็นหลักก่อนที่จะกระจายไปในอีกหลาย ๆ จังหวัดให้ได้ลิ้มรสความเผ็ดชานี้

ความเผ็ดจนลิ้นชาของหม่าล่าก็แปลได้ตรงตัวตามภาษาจีนได้ว่า “ หม่า ” แปลว่า ชา “ ล่า ” แปลว่าเผ็ด พอนำมารวมกันจึงแปลได้ว่า “ หม่าล่า ” คืออาหารที่มีรสชาติเผ็ดและชา โดยส่วนประกอบหลัก ๆ นอกจากจะเป็นพริกตามความเข้าใจของใครหลาย ๆ คนแต่ความเผ็ดที่เป็นเอกลักษณ์จากเครื่องเทศที่ชื่อว่า “ฮวาเจียว” ซึ่งเป็นเครื่องเทศที่ทำให้เกิดอาการลิ้นชา ลักษณะคล้าย ๆ กับเมล็ดพริกไทยดำ ซึ่งประโยชน์ของ ฮวาเจียวนั้นก็ช่วยขับลม แก้วิงเวียนศีรษะ และบำรุงเลือดตามหลักของการปรุงยาจากประเทศจีน ส่วนประเทศไทยนั้นก็มีเครื่องเทศที่มีลักษณะและสรรพคุณคล้าย ๆ กับฮวาเจียวนั่นก็คือ มะแขว่น เครื่องเทศที่นิยมใช้กันในภาคเหนือรสชาติคล้ายคลึงกันแต่ไม่เผ็ดจนลิ้นชาเท่ากับฮวาเจียน

หม่าล่าสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบในการทำอาหารได้หลายอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะพบเห็นในเมนูที่นำเอาวัตถุดิบต่าง ๆ มาย่าง เช่น หมู ไก่ ผัก ต่าง ๆ นำมาเสียบไม้แล้วย่างบนถ่านและทาซอสหม่าล่าที่ผสมมาแล้วลงบนของที่จะนำมาย่าง ย่างจนหอมพอสุกแล้วก็สามารถลิ้มรสชาติหม่าล่ากันได้ไม่จำกัดความอร่อย หากใครที่ชื่นชอบในการรับประทานชาบูหรือสุกี้แล้วแนะนำให้ลองผสมพริกหม่าล่าลงไปในน้ำซุป จะทำให้เกิดน้ำซุปรสชาติแปลกใหม่ อีกทั้งคนจีนที่นิยมรับประทานหม้อไฟที่มีเนื้อแกะเป็นส่วนประกอบหลัก มักจะใช้น้ำซุปหม่าล่าเพื่อดับกลิ่นสาปของเนื้อแกะอีกด้วย

นอกจากหม่าล่าจะมีวิธีปรุงออกมาเป็นเมนูที่หลากหลายแล้วยังมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้ที่รับประทานอีกด้วย แต่อย่าลืมรับประทานแต่พอดีไ ม่อย่างนั้นอาจจะกลายเป็นปัญหาท้องและลำไส้ และเลือกทานอาหารให้หลากหลายให้ได้สารอาหารที่เพียงพอกับสุขภาพกันด้วย